นายมนัส แจ่มเวหา รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้มีข้าราชการที่เป็นสมาชิกกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) เสนอข้อคิดเห็นเกี่ยวกับสูตรการคำนวณบำนาญในกรณีที่เข้าเป็นสมาชิก กบข. โดยเห็นว่าทำให้ได้รับเงินบำนาญน้อยลง เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก จึงต้องการให้กรมบัญชีกลางปรับสูตรการคำนวณใหม่เพื่อให้ได้รับบำนาญรายเดือนสูงขึ้น กฎหมายปัจจุบันผู้เกษียณอายุที่ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. จะได้รับบำนาญ โดยใช้เงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยอายุราชการ (เป็นปี) หารด้วย 50  ส่วนการคำนวณเงินบำนาญของสมาชิก กบข. จะคำนวณโดยใช้เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายมาเป็นฐานการคำนวณ แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ซึ่งประเด็นนี้ทำให้ผู้เป็นสมาชิก กบข.ได้รับเงินบำนาญน้อยกว่า ผู้ไม่ได้เป็นสมาชิก

ทั้งนี้ จากการหารือเบื้องต้นเห็นว่าการได้รับเงินบำนาญน้อยลงเพราะการถูกจำกัดวงเงินไว้ให้ไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายนั้น จะมองเพียงกรณีนี้กรณีเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาอีกว่าผู้ที่เป็นสมาชิก กบข.  จะได้รับเงินประเดิม เงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และดอกผลของเงินเหล่านี้ด้วย ซึ่งผู้ไม่ได้เป็นสมาชิก กบข.ไม่ได้รับประโยชน์ในส่วนนี้ โดยที่ประชุมเห็นว่าควรเปรียบเทียบความแตกต่าง โดยนำข้อมูลของผู้ที่ออกจากราชการและเป็นสมาชิก กบข.เมื่อปีงบฯ 50 ซึ่งมี 8,518 คน มาคำนวณเงินก้อนที่ได้และเงินบำนาญเปรียบเทียบกับเงินบำนาญสูตรเก่า เพื่อหาเงินบำนาญที่เป็นส่วนต่างของทั้ง 2 กลุ่มว่าเป็นเงินเท่าไร  โดยมีสมมติฐานว่าผู้ที่ได้รับเงินก้อนสามารถนำไปลงทุนได้ผลตอบแทนเท่ากับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี และผู้รับบำนาญมีชีวิตอยู่ต่อตามอายุเฉลี่ยของสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากนั้นจะนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคำนวณเปรียบเทียบกับเงินประเดิม เงินสะสม เงินสมทบ เงินชดเชย และดอกผลที่เกิดขึ้น ว่าเงินทั้งหมดที่ได้เพิ่มเติมจาก กบข. สามารถใช้จ่ายไปได้เป็นเวลาเท่าใด มากกว่าหรือน้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ทั้งนี้เมื่อได้ข้อมูลเปรียบเทียบมาแล้ว จะนำไปดำเนินการต่อเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิก กบข. 

ไทยรัฐ  แนวหน้า  โพสต์ทูเดย์  ข่าวสด

ไทยโพสต์ (คอลัมน์จับประเด็น)  11  ส.ค. 2551