การไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ
ราส์ส
คำพูดคำนี้ เราจะได้ยินพระพูดถึงบ่อยๆ ความหมายก็บอกอยู่แล้ว มนุษย์เราหากไม่มีอะไรมาเบียดเบียนหรือทำร้ายร่างกายเรา เราก็ไม่เจ็บปวดทุกข์ทรมาน ถ้าจะเปรียบกับรถยนต์และเครื่องยนต์ ร่างกายเราเหมือนเครื่องยนต์ โดยมีอวัยวะต่างๆ ทำหน้าที่แตกต่างกันไป เพื่อให้ร่างกายขับเคลื่อนไปได้...
คนเราตั้งแต่เกิดมาร่างกายและอวัยวะต่างๆภายในร่างกาย เหมือนรถยนต์ป้ายแดงที่ออกจากโรงงาน สภาพ บริสุทธิ์ 100 เปอร์เซ็นต์ หากการใช้งานและการดูแลรักษาดี เครื่องหรืออวัยวะในร่างกายก็คงทนถาวร ไม่สึกหรอก่อนกำหนดเวลา ....
ประการสำคัญ สิ่งที่เราใส่เข้าไปในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายมีพลังงาน คืออาหาร การกินอาหารเข้าไปในร่างกายน่าจะเป็นสาเหตุสำคัญ หากกินอาหารดีไม่มีสารปนเปื้อนร่างกายก็จะปลอดจากโรค อาหารที่เราบริโภคอยู่ทุกวันนี้ปลอดภัยแค่ไหน เริ่มแต่ขบวนการผลิตได้มาตรฐานหรือไม่ บางชนิดผู้ขายมักง่ายใส่สารเคมีบางอย่าง เพื่อให้อาหารน่ากิน น่าซื้อ โดยไม่คำนึงว่าผู้บริโภคจะได้รับผลกระทบ ทั้งที่รู้ว่าสารที่ใส่ในอาหารเป็นพิษต่อร่างกาย....
สารพิษที่ร่างกายรับเข้าไปโดยไม่รู้ตัวจะไม่ปรากฏผลทันทีทันใด มันจะฝังตัวอยู่ในร่างกายอย่างเงียบๆ เมื่อถึงระยะเวลาที่เหมาะสม อาจยาวนานเป็นสิบๆปี เมื่อร่างกายเราอ่อนแอลง เชื้อที่สะสมมาเป็นเวลานานๆก็เริ่มแผลงฤทธิ์ หากไม่มีการตรวจพบในระยะแรก และรักษาเบื้องต้น อาการมันจะเริ่มปรากฏออกมาเป็นขั้นเป็นตอน จนครบรูปแบบของโรคนั้นๆ ถ้าเปรียบเป็นผลไม้ก็คือ จากขนาดเท่าเม็ดถั่วเขียว ไม่เคยถูกเด็ดถูกทำลายก็จะเจริญเติมโต จน สุกงอม .. เต็มรูปแบบ...ยากต่อการรักษา..หรือรักษาไม่ได้....ส่วนใหญ่พบเมื่ออายุมากๆแล้ว หลังจากรู้ตัวว่าเป็นโรค มักจะนึกในใจว่า เป็นโรคได้อย่างไง เพราะไม่เคยไปทำอะไรที่ไหน......??? คงหาสาเหตุไม่เจอเพราะต้นเหตุเกิดมานานมากเป็นสิบๆปี....
ที่พูดมาทั้งหมด อยากจะชี้ให้เห็นว่า การป้องกัน ดีกว่าการไปแก้ไขที่ปลายเหตุ พ่อ-แม่ทั้งหลายควรหาความรู้ใส่ตัวเกี่ยวกับความสะอาดและสิ่งปนเปื้อนต่างๆ เพื่อถนอมร่างกายของ ลูกเราให้ปลอดเชื้อมากที่สุด และพยายามสอนลูกๆให้ทราบให้รู้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพ ...โดยเฉพาะการเลือกกินอาหาร...ที่มีประโยชน์..
ถ้าส่งเสริมกันจริงๆ ในด้านสุขศึกษา นับจากนี้ไปเด็กต้องได้รับความรู้ เกี่ยวกับสุขภาพและพลานามัยอย่างต่อเนื่องและจริงจังโดยให้ถือว่าเป็นวิชาหลัก ในหลักสูตร การศึกษา ส่งเสริมหา กลยุทธ์เพื่อสร้างเสริมให้เด็กชื่นชอบ วิชาเกี่ยวกับสุขภาพ ไม่ใช่เป็นวิชาที่น่าเบื่อแบบทุกวันนี้.......
การรู้จักดูแลรักษาร่างกาย อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ จะทำให้การเกิดผลดีต่อ อวัยวะต่างๆภายในร่างกาย ป้องกันการเสื่อมหรือถูกทำลายจากการปนเปื้อนของอาหารที่บริโภคเข้าไปทุกวัน เป็นผลทำให้ เด็กจะรู้จักหวง และห่วงร่างกายของตนเอง ทำให้รักตัวเองว่างั้นเถอะ อาหารอันไหน ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเด็กก็จะรู้ การทำอะไรที่เป็นพิษต่อร่างกาย เช่นสูบบุหรี่ หรือเสพยาเสพติดประเภทต่างๆ เด็กก็จะไม่แตะต้อง
พูดง่ายๆเราส่งเสริมให้ความรู้ตั้งแต่ วัยเด็ก ไม่ใช่มาบอกกรอกหู ตอนโตอย่างทุกวันนี้ ของอย่างนี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องและใช้เวลามาก ...อาหารที่ใส่ปากเข้าไปในร่างกายมีผลต่อโรคภัย ไข้เจ็บอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กินของดีเข้าไปมันก็ดี กินของไม่ดีเข้าไป เดี๋ยวเครื่องก็พัง อวัยวะก็เสื่อม การกินเป็นกินถูก เป็นการยืดอายุอวัยวะของเรา พยายามกินอาหารที่เราทำเองได้ ทำกินเองปลอดภัยกว่า ไปทำงานเอาใส่กล่องไปกินก็ได้ น้ำก็เอาใส่ขวดไปกิน น้ำแข็งที่บดแล้วตามท้องตลาดพวกเล่นใส่ถุงปุ๋ยมาส่ง น่ากลัว ...
จริงๆแล้วแต่ละปีรัฐบาลต้องสูญเสียเงินจำนวนมหาศาล เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของ ประชาชนที่ เข้ามารักษาร่างกายที่เป็นโรคต่างๆใน โรงพยาบาล นักวิชาการ นักวิชาเกิน ต่างก็ประสานเสียงเป็นเสียงเดียวกันว่า การป้องกันไม่ให้เป็นโรค จะประหยัดงบประมาณได้มากกว่าครึ่ง ..
แต่ก็ไม่เห็นมีมาตรการอะไรที่เป็นรูปธรรมออกมา ควรจะหามาตรการ ป้องกันโดย ออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนทุกคน ต้องเข้ารับการตรวจร่างกายประจำปี กำหนดไปเลยว่า อายุ ขนาดไหน เท่าใด ต้องตรวจในช่วงระยะเวลาใด เช่น แก่แล้วตรวจปีละครั้ง เป็นต้น ...
ขอเน้นว่าต้อง บังคับ ทำให้เหมือนต่อทะเบียนรถยนต์ ถ้าเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบ ว่าตามช่วงเวลาที่กฎหมายกำหนดยังไม่ไปตรวจร่างกาย ให้ถือว่ามีความผิด จะลงโทษขนาดไหนเท่าไร ก็ว่ากันไป คนไทยชอบเป็นผู้ตามไม่ชอบเป็นผู้นำ ชอบให้ต้องบังคับเหมือนเด็ก....อย่างเรื่อง หมวกกันน๊อค หรือเมาแล้วขับ...เป็นเรื่องของตัวเองแท้ๆๆยังต้องให้ทางการเข้ามา คอยควบคุม...
แต่ทั้งนี้ ทางการต้องจัดการอำนวยความสะดวกในด้าน การตรวจร่างกายให้ประชาชนด้วย ไม่ใช่บังคับแล้วปล่อยให้ ไปแออัด รอตรวจ กันจนแน่น...โรงพยาบาล .เหมือนส่งเสริมให้รถยนต์ติดตั้งระบบ แก๊ส เพื่อประหยัดน้ำมัน แต่ขอโทษ ปั๊มที่เติมมีไม่เพียงพอ...เอารถไปเติมที กลายเป็นเรื่องใหญ่และน่าเบื่อ...??
ผู้เขียนจำได้สมัยก่อน จะไปต่อทะเบียนรถยนต์ เป็นเรื่องยุ่งยากมาก ที่ต่อก็มีน้อย ต่อแล้วกว่าจะได้ป้ายวงกลมต้องกลับมาเอาอีกครั้ง เสียเวลามาก ...แต่ปัจจุบันรวดเร็ว และสะดวกสบายจนเทียบกันไม่ติด ....การบังคับการตรวจร่างกายเอาวิธีการนี้ไปไช้น่าจะดี .....ปรับปรุงให้เหมาะ....ก็แฮปปี้...
พูดถึงเรื่องอาหารการกิน ข้างบ้านผู้เขียนเขา มีอาชีพขายอาหารใน วิทยาลัยเทคนิค คือเป็นร้านอาหารร้านหนึ่ง ในวิทยาลัยเทคนิค ของที่ขายก็เป็นพวก ข้าวราดแกง เช่น แกงต่างๆ ต้มยำ ต้มจืด ผัดเผ็ด ฯลฯ เช้าตอนตีสี่จะได้ยินเสียงคนเอาพวกผักหญ้า หมูสดเนื้อสด มาส่งที่หน้าบ้านเป็นประจำ ..เว้นแต่วันที่วิทยาลัยฯหยุดการเรียนการสอน
สภาพบ้านของเขาเป็นบ้าน 2 ชั้นเนื้อที่ 100 ตารางวา ด้านล่างเป็นที่ประกอบอาหาร ที่น่าสนใจคือมีเลี้ยงสุนัขและแมว รวมแล้วเกือบ 10 ตัว....ทุกวัน เขาจะทำอาหารที่บ้านเสร็จแล้วก็ยกไปที่โรงอาหารของวิทยาลัยฯเพื่อเอาไปตั้งขายให้แก่เด็กนักเรียน......
..วันหนึ่งผู้เขียนมีธุระกับเขา..จึง.เดินไปหาที่บ้านแต่เช้า ปรากฎว่าเจ้าตัว ไม่อยู่ไปซื้อของเพิ่มเติมที่ตลาดยังไม่กลับ ภรรยาที่กำลังทำกับข้าวอยู่ก็บอกให้นั่งรอ ก่อน...
ผู้เขียนก็นั่งรอ...มองดูภรรยาเขาทำอาหารเพื่อนำไปขายที่วิทยาลัยฯ....ได้เห็นแล้วขอบอกว่าไม่อยากซื้อพวกแกง พวกผัดต่างๆที่ขายอยู่ตามตลาดอีกต่อไปมันผะอืดผะอมจริง.ๆ... เห็นการทำอาหารซึ่งจะเอาไปขายให้นักเรียนกิน ......มันไม่เหมือนทำอาหารให้คนกิน ผู้เขียนว่าเหมือนทำอาหารให้หมูกินมากกว่า ผักหญ้าทั้งมัดจุ่มน้ำที่เดียวสลัดๆแล้วเอามาหั่นๆ หมาแมว เดิน...กันไปมากันบริเวณที่ทำอาหาร ..ซ้ำร้ายบางตัวสะบัดขนบ้าง เกาขี้เรื้อนบ้าง......
น้ำที่พื้นก็เฉอะแฉะ ดูสกปรก.... อาหารที่ทำเสร็จแล้วก็วางไว้เฉยๆ วางเรียงกัน เวลายกอาหารขึ้นรถเหมือนยก อิฐบล็อกที่คนงานจะขนเอาไปก่อสร้าง คนทำอาหารขายไม่เคยคิดเลยหรือ..???นี่มันของคนกิน... คงมีผงชูรส ขนหมาขนแมวผสมไปด้วย และไม่แน่ใจว่า เพื่อนผู้เขียนคนนี้จะกล้ากินอาหารที่นำไปขายที่ วิทยาลัยฯหรือเปล่า????
สวัสดีค่ะ
สร้างดีกว่าซ่อมแน่นอนค่ะ
เขียนได้ดีมากๆเลยค่ะ ....... ใข้อคิดดีมากเลยค่ะ ........
แม่อ้อร้อิเ
ออดดกเดเิิื้เพดดะพดเเเเเเเเเเิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิิออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออออหำำพำกำพ
อยากทราบว่าสรุปทั้งหมดอะค