สาวน้อยคนนี้อายุ 3 เดือน มีปัญหาขาดออกซิเจนขณะอยู่ในครรถ์และคลอดออกมาด้วยพัฒนาการช้ากว่าเด็กทั่วไป
ปัญหาที่ส่งต่อมาจากกุมารแพทย์ คือ เด็กมีภาวะไวต่อการตอบสนองระบบสัมผัสและปรับตัวได้แล้ว แต่มีการจ้องมองวัตถุมากกว่าการจ้องมองบุคคล
ผมเคยตรวจประเมินระบบประสาทการเคลื่อนไหวด้านการมองเห็น การได้ยิน การสัมผัส การทรงท่า และการประสมประสานการรับความรู้สึกข้างต้น ตามที่ตนเองมีความสนใจและถนัดสมัยทำวิจัยสรีรวิทยาการออกกำลังกายเมื่อ 7 ปีก่อน
ผมเลยทบทวนประสบการณ์ที่ผ่านมา และตรวจประเมินสาวน้อยนี้ พบว่า มีพัฒนาการช้าในด้านการทำงานที่สัมพันธ์กันระหว่างการจ้องมองแสงกับการเคลื่อนไหวศรีษะแบบมองตามแสง และการทำงานด้านนี้ช้ากว่าสหสัมพันธ์ของการได้ยินและการเคลื่อนไหวศรีษะแบบหันหาเสียง ที่สำคัญกรณีศึกษานี้ไม่ค่อยสื่อสารด้วยสายตาหรือกล้ามเนื้อเล็ก เช่น ริมฝีผากมากหรือลิ้นมากนัก ผมจึงลองกระตุ้นระบบการทรงท่าที่เชื่อมโยงกับการใช้กล้ามเนื้อในการสื่อสาร พบว่า มีพัฒนาการช้าในด้านระบบการทรงท่า การตั้งชันคอตรง และการกระตุ้นระบบการตื่นตัวเพื่อการแสดงสื่อสารเชิงท่าทาง
จากนั้นวิธีแนะนำโปรแกรมการบำบัดรักษาตามเทคนิคกิจกรรมบำบัดด้านพัฒนาการ ได้แก่ การอุ้มนั่งหันหน้าออกและกระตุ้นประสาทความรู้สึกต่างๆ พร้อมรอให้มีการเคลื่อนไหวตามสิ่งกระตุ้น แยกกันทั้งข้างซ้ายและขวา ข้างละ 4 ครั้ง โดยไม่บังคับจนเด็กรู้สึกไม่มีความสุข สิ่งกระตุ้น ได้แก่ เสียงสั่นกระดิ่งขนาดเล็ก กระดิ่งขนาดใหญ่ ไฟกระพริบสีอ่อน แกว่งท่านั่งหันหน้าออกตั้งตรง แกว่งท่านอนคว่ำแบบ superman และเน้นการจ้องหน้า-พูดคุยสื่อสารเชิงท่าทางในแบบอุ้มนั่งหันหน้าเข้าหาผู้อุ้ม
สังเกตว่าผมจะใช้วิธีการสาธิตและลองให้ผู้เลี้ยงประจำทำให้ดูด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจว่าผู้เลี้ยงจะนำวิธีการเหล่านี้ไปฝึกต่ออย่างมีประสิทธิผล
อ่านแล้วนึกถึงน้องเซ็นในเรื่อง ช้อกโกแล็ต เลยนะคะ รายนั้นดูเหมือนกว่าจะรู้น้องก็โตเยอะแล้วเลย รู้แต่แรกๆน่าจะช่วยพัฒนาศักยภาพน้องได้มากขึ้นใช่ไหมคะ
ถูกต้องครับพี่โอ๋ ที่เคารพรัก