คนไทมีความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับคนลัวะ

 

จารีตประเพณี วิถีชีวิตและความเชื่อกับงานหัตถกรรมผ้าทอและเครื่องประดับ

ของชาวลัวะในพื้นที่โครงการหลวง บ้านดงและบ้านละอูบ ตำบลห้วยห้อม

อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน

 

                     ชาวลัวะนิยมตั้งถิ่นฐานในหุบเขาที่สูงประมาณ ๑,๐๐๐ ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล มักอยู่ใกล้กับต้นน้ำ บ้านดงและบ้านละอูบเป็นชุมชนหมู่บ้านลัวะ[๑] ขนาดใหญ่ในตำบลห้วยห้อม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน  เป็นชุมชนหมู่บ้านที่อยู่ใกล้เคียงกัน  ทั้งสองหมู่บ้านตั้งอยู่บนดอยสูง ระยะทางห่างจากถนนใหญ่ถึง ๓๐ กิโลเมตร พื้นที่ของบ้านดงทางทิศเหนือติดต่อกับบ้านฮากไม้ซึ่งเป็นบ้านกะเหรี่ยง ทางตะวันออกติดต่อกับบ้านตูนเป็นบ้านลัวะ ทางตะวันตกติดต่อกับบ้านป่าแป๋ของลัวะและบ้านละอูบของลัวะ ทางใต้ติดต่อกับบ้านกะเหรี่ยงบ้านห้วยห้อมและบ้านสาม  บ้านดงเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่  ถนนสู่บ้านดงคดเคี้ยวลดเลี้ยวตามม่อนดอยและขึ้นลงเลียบสันเขา ตลอดระยะทางมีทัศนียภาพที่สวยงามของภูดอยที่ซ้อนทับลดหลั่นกัน พื้นที่ป่าสลับกับพื้นที่ไร่  เมื่อเข้าใกล้จะเห็นกลุ่มบ้านเกาะอยู่บนลาดเขามีต้นไม้เขียวขจีแซมอยู่  มีถนนแคบ ๆเข้าสู่หมู่บ้าน  แต่ถนนยังไม่อยู่ในสภาพดีพร้อมทั้งสาย  ในช่วงฤดูฝนมักมีปัญหาถนนดินลูกรังมี  น้ำขังและเป็นหลุมเป็นบ่อหรือกลายเป็นแอ่งเลนที่รถผ่านไม่ได้ หมู่บ้านทั้งสองมีสาธารณูปโภคทัดเทียมหมู่บ้านพื้นราบ  มีไฟฟ้าและน้ำประปาทุกครัวเรือน  มีโรงเรียนอยู่ภายในหมู่บ้านที่สอนจนถึงระดับมัธยมปลายและมีศาสนาสถานทั้งวัดและโบสถ์คริสเตียน

   

        ภาษาลัวะจะเรียกบ้านดงว่า ย่างน่องหมายถึงหมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในป่าทึบหรือ   ป่าดงดิบ  เดิมบ้านดงเป็นหมู่บ้านของชาวกะเหรี่ยงเมื่อ  ประมาณปี ๒๔๓๐ ชาวลัวะได้อพยพ   เข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับชาวกะเหรี่ยงโดยตั้งบ้านเรือนอยู่ลดหลั่นตามพื้นที่ริมห้วยและหุบเขา    อย่างสวยงาม มีผืนนาขั้นบันไดอยู่รายรอบใกล้ ๆ กับหมู่บ้านในบริเวณที่น้ำอุดมสมบูรณ์         ไกลออกไปเป็นพื้นที่ไร่ที่อาศัยน้ำฟ้าน้ำฝนในการเพาะปลูก  ที่ตั้งบนที่สูงอยู่ในหุบห้วยทำให้     การเข้าถึงลำบาก  แม้จะมีถนนลูกรังกว้างขวางสลับกับถนนลาดยางเข้าถึงหมู่บ้าน แต่ถนนนั้น   ยังไม่สามารถใช้การได้ทั้งปี  ในช่วงฤดูฝนถนนบางส่วนกลายเป็นทะเลโคลนสีส้มแดงตัดขาดหมู่บ้านกับโลกภายนอกไปชั่วคราว  ในขณะนี้ได้มีการปรับปรุงถนนแต่ยังไม่เสร็จ (พ.ศ.๒๕๕๐)

                        ในอดีตชุมชนบ้านดงที่มีทั้งชาวกะเหรี่ยงและชาวลัวะอาศัยอยู่ร่วมกันได้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นตามจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  เมื่อระบบการปกครองท้องถิ่นขยาย     เข้าไปถึงชุมชนได้มีการเลือกผู้นำหมู่บ้านขึ้น  ผลปรากฏว่าชาวลัวะผู้มาทีหลังได้รับเลือกเป็นผู้ใหญ่บ้าน  ทำให้ชาวกะเหรี่ยงซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ดั้งเดิมไม่พอใจ  อีกทั้งจารีตประเพณีที่แตกต่างกันทำให้เกิดความขัดแย้งกัน  ชาวกะเหรี่ยงจึงได้อพยพออกไปอยู่ที่อื่น  ทำให้บ้านดงกลายเป็นชุมชนของชาวลัวะแต่เพียงกลุ่มเดียว

                        ชาวลัวะบ้านดงมีจำนวนประชากรตามข้อมูลของชาวบ้านในเดือนมีนาคม ๒๕๕๐ อยู่๑๙๐ ครัวเรือน[๓]  ตั้งบ้านเรือนอยู่ลดหลั่นกันตามเชิงเขา  สงวนพื้นที่ราบหุบเขาและ ซอกเขาไว้สำหรับการเพาะปลูก  ชาวบ้านประกอบอาชีพการเกษตรเป็นหลัก  มีการทำนาและทำไร่ข้าวหมุนเวียนกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น กะหล่ำปลี ผักกาด และเสาวรส  ทุกครัวเรือนมีสัตว์เลี้ยงอยู่ใต้ถุนเรือน เช่น ไก่ที่คุ้ยเขี่ยอาหารอยู่ทั้งวัน  หมูดอยสีดำขนาดกลาง ๆ อ้วนจนพุงย้อยลงไปเกือบจดดิน  ลูกหมูหน้าตามอมแมมวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนาน  เผลอๆก็กลิ้งตกดอยลงมาบ้าง  หมูกับไก่เป็นสัตว์จำเป็นเพราะชาวลัวะจะต้องมีการเลี้ยงผีอยู่เสมอ ชาวบ้านเลี้ยงวัวควายบ้าง    ไม่มากนัก  อาจจะเป็นเพราะไม่ได้ใช้ในการไถนาหรือขนพืชผล

                        หญิงชาวบ้านที่เป็นผู้สูงอายุยังสวมผ้าซิ่นลายขวางแบบดั้งเดิม  บางคนใส่      เสื้อขาวและเครื่องประดับครบ ปากคาบกล้องยาสูบทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่ที่คงลักษณะเฉพาะ         ของชาวลัวะไว้อย่างเก๋ไก๋น่าดู  บางคนยิ้มร่าเห็นฟันดำเต็มปากไม่ใช่เพราะเคี้ยวหมากแต่เป็น    การย้อมฟันด้วยยางไม้ประเภทหนึ่ง เป็นแฟชั่นดั้งเดิมของสาวลัวะรุ่นแรก ๆ  สำหรับผู้ที่อายุน้อยมักจะแต่งตัวเหมือนคนเมืองในชนบททั่ว ๆ ไป  ที่นิยมมากคือ กางเกงวอร์ม บางคนสวมผ้าซิ่นลัวะทับกางเกงวอร์มเอาไว้ใช้แทนผ้าพันน่องแบบดั้งเดิม  นับเป็นการประยุกต์การแต่งกายได้       อย่างฉลาด  ชุดลัวะอย่างสวยงามเต็มรูปแบบนั้นจะใช้เมื่อมีงานพิธีใหญ่ ๆ เท่านั้น เป็นโอกาสที่จะแสดงความงามตามจารีตประเพณีและความมั่งมีที่ปรากฏในสร้อยคอและกำไลเงินขนาดเขื่อง ๆ   ที่ใส่ได้โดยไม่จำกัดจำนวน  

 ภาษาที่ชาวบ้านดงและบ้านละอูบใช้พูดจาสื่อสารกันนั้นแตกต่างกับภาษาไทยอย่างสิ้นเชิงเรียกว่า ละปุง ละเวือะ  เป็นภาษาที่ไม่มีเสียงวรรณยุกต์ สำเนียงการพูดคล้ายภาษาเขมร  ภาษาละเวือกเป็นภาษาในตระกูลออสโตรเอเชียติค(Austroasiatic) สายภาษามอญ-เขมร (Mon-Khmer) สาขาย่อยปะหล่อง-ว้า(Palaung-Wa)[๔]  ภาษาของลัวะแต่ละหมู่บ้าน  มีความแตกต่างกันเป็นบางคำ บางแห่งต้องใช้คำพูดภาษาอื่นมาเป็นคำกลางในการสื่อสาร  ชาวลัวะส่วนหนึ่งเชื่อว่าเดิมชนเผ่าของตนมีภาษาเขียนแต่เมื่อถูกยึดครองก็ถูกห้ามไม่ให้ใช้    ภาษาเขียน  แต่มีบรรพบุรุษของชาวลัวะได้แอบบันทึกศิลปวัฒนธรรมเป็นภาษาลัวะเรียกว่า     ลับทา ว่ากันว่าเป็นแผ่นทองเหลืองมีลักษณะเหมือนสมุดข่อย หรือปั๊บสาของชาวล้านนาแล้วเก็บไว้อย่างมิดชิดจนสูญหายไป  นอกจากภาษาพูดประจำวันแล้ว  ลัวะมีวรรณกรรมมุขปาฐะเรียกว่า ละซอมแล  เป็นบทกวีที่แบ่งได้ถึงเจ็ดประเภท  แต่ละประเภทมีบทกวีมากกว่าสิบบท    เป็นบทกวีที่ไพเราะด้วยการเปรียบเทียบที่ซาบซึ้งกินใจ  มีการเล่นสัมผัสสระและอักษรทำให้      ฟังระรื่นหู[๕] ผู้อาวุโสชาวลัวะจะโต้ตอบบทละซอมแลในงานพิธีกรรมต่าง ๆ  เช่น ในงานศพจะมี  การโต้ตอบละซอมแลในเวลาดึกสงัดเพื่อปลอบใจครอบครัวที่เพิ่งสูญเสียผู้เป็นที่รักไป ปัจจุบันชาวลัวะรุ่นหนุ่มสาวไม่สามารถโต้ตอบบทกวีละซอมแลอีกแล้ว

 ประวัติการตั้งถิ่นฐานของชาวลัวะบ้านดงและบ้านละอูบ

ชาวลัวะในพื้นที่ตะวันตกเฉียงเหนือของล้านนาในพื้นที่ อำเภอแม่แจ่ม       จังหวัดเชียงใหม่ และ อำเภอแม่ลาน้อย อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอนเรียกตัวเองว่า ละเวือกและลัวะ แต่ชื่อที่คุ้นเคยกันมากคือ ลัวะ  ชลธิรา สัตยาวัฒนา เชื่อว่าชาวลัวะกลุ่มนี้       เพิ่งเข้ามาสู่ดินแดนล้านนาหลังจากการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่แล้วและค่อย ๆ ทยอยเข้าเรื่อย ๆ จนถึงช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นกลุ่มลัวะที่ธำรงวัฒนธรรมดั้งเดิมในการทอผ้าแบบ ห้างหลัง          ที่เรียบง่ายและผู้หญิงยังนุ่งผ้าซิ่นลัวะขนานแท้[๖] อย่างไรก็ตามจากการสัมภาษณ์ชาวบ้านดง  พบว่าชาวลัวะบ้านดงเชื่อกันว่าตนเองเป็นเจ้าของบ้านเมืองลุ่มน้ำปิงมาก่อนที่จะถูกพระนาง    จามเทวีแห่งแคว้นหริภุญไชยขับไล่ออกไปจากพื้นที่ บ้านเมืองเก่าของลัวะที่เชียงใหม่ล้อมรอบ  ด้วยดงไม้ซาง ลัวะเชื่อว่าบรรพบุรุษของตนสร้างเจดีย์หลวง ต่อมาถูกฟ้าผ่า ชาวลัวะจึงเอาผีฟ้าผ่านั้นมาเป็นผีอารักษ์ของบ้านดงเรียกว่า ผีตะงอ ส่วนตำนานดึกดำบรรพ์ของล้านนาก็กล่าวถึง     การที่พญามังรายแย่งชิงเมืองจากชาวลัวะได้สำเร็จและได้สาปแช่งไม่ให้ชาวลัวะอยู่ในที่ ๆ          ได้ยินเสียงกบเสียงเขียด  นั่นก็หมายถึงพื้นที่ราบลุ่มที่อุดมสมบูรณ์ด้วยน้ำ[๗] ชาวลัวะเล่าสืบต่อ   กันมาว่าพวกเขาได้อพยพมายังพื้นที่ภูดอยด้านทิศตะวันตกของอาณาจักรล้านนา[๘] คือ พื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนในปัจจุบัน โดยมากันเป็นกลุ่มเครือญาติกลุ่มละ ๕-๑๐ ครอบครัว  เริ่มมาตั้ง ถิ่นฐานอยู่ที่บ้านกอกหลวง อำเภอแม่ลาน้อย และบ้านช่างหม้อ อำเภอแม่สะเรียง แม้ชาวบ้าน   จะแยกชุมชนเป็นสองหมู่บ้านแต่ก็มีความสัมพันธ์ใกล้ชิด  ได้ไปมาหาสู่และแต่งงานระหว่างหมู่บ้านจนมีประชากรเพิ่มขึ้นทำให้พื้นที่อยู่อาศัยและทำกินไม่เพียงพอ นำไปสู่การอพยพหา        ที่อยู่ใหม่  ชาวลัวะบ้านกอกหลวงนำโดยกลุ่มยวงสะเมียงและยวงดอยปรองได้พาลูกหลานไป    ตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณดอยหลวง (โกล๊จักร)  ปัจจุบันเป็นบริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านแม่งะ อำเภอ  แม่ลาน้อย  การศึกษาในพื้นที่นี้ได้พบเครื่องใช้ไม้สอยแบบโบราณและสุสานชาวลัวะแสดงถึง   การตั้งถิ่นฐานของชาวลัวะมาตั้งอดีต  ส่วนชาวลัวะบ้านช่างหม้อได้ย้ายขึ้นมาทางเหนือใกล้ ๆ   กับดอยหลวง  กลุ่มนี้นำโดยยวงมอร์และยวงเง 

ในพื้นที่ใหม่นี้ชาวลัวะทั้งสองกลุ่มยังธำรงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดดังเดิม  ชาวลัวะอาศัยอยู่ในพื้นที่นี้อย่างสงบสุขเป็นเวลาประมาณ ๑๐๐ปี  ก็ต้องอพยพอีกครั้งหนึ่ง  เนื่องจากปัญหาโรคระบาดรุนแรง  ทำให้ชาวบ้านเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก  สภาพความเป็นอยู่ฝืดเคือง    ถูกซ้ำเติมด้วยโจรผู้ร้ายที่เข้ามาปล้นชิงทรัพย์ในหมู่บ้าน  ทำให้ผู้นำหมู่บ้านทั้งสองต้องพาลูกบ้านอพยพอีกครั้งเพื่อหาที่อยู่ใหม่ที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์  ได้เดินทางมาทางทิศตะวันออก      ห่างจากพื้นที่เดิมประมาณ ๔ กิโลเมตร  กลุ่มยวงสะเมียงและยวงดอยปรองตัดสินใจตั้งถิ่นฐานอยู่บริเวณเชิงดอยโกรงระ ในขณะที่กลุ่มสะมังตั้งอยู่บริเวณดอยโมซัมเปียงซึ่งเป็นที่ตั้งของหมู่บ้าน  ละอูบในปัจจุบัน  ทั้งสองหมู่บ้านห่างกันประมาณ ๒ กิโลเมตรแต่ก็มีความสัมพันธ์ติดต่อกันเช่นเดิม  แต่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒  ผู้นำหมู่บ้านเกรงภัยสงครามจึงพาชาวบ้านอพยพจากบริเวณเชิงเขาขึ้นไปอยู่บนดอยโมซัมเปียง  ตั้งบ้านเรือนอยู่รวมกันเรียกว่า ยวงละเอิ๊ก 

บ้านยวงละเอิ๊กนี้ต่อมาเรียกว่า บ้านละอูบ  โดยมีเรื่องราวเล่ากันว่า มีคนแปลกหน้าเข้ามาในหมู่บ้านแล้วจากไปโดยลืมผอบ หรืออูบเงินที่สวยงามไว้ จึงเรียกหมู่บ้านว่า         บ้านละอูบ  เช่นเดียวกับบ้านดงที่มีคนแปลกหน้าลืมกระด้งเอาไว้  ชาวบ้านเรียกหมู่บ้านละด้ง  ภายหลังกร่อนเป็นบ้านดง[๙]

 วิถีชีวิตของชาวลัวะ

ชาวลัวะดำรงชีพด้วยการเพาะปลูก เลี้ยงสัตว์และเก็บหาของป่า  แม้จะตั้งถิ่นฐานบนที่สูงห่างไกลจากชุมชนเมือง  แต่ชาวลัวะก็มีความสัมพันธ์กับเมืองและรัฐมาตั้งแต่อดีต        ด้วยการเป็นไพร่ส่วยที่ส่งของป่า เช่น เอื้องแซะ หรือเครื่องใช้ที่ทำด้วยเหล็กให้กับเจ้านาย           ในระดับล่างลัวะมีการค้าขายแลกเปลี่ยนสินค้ากับคนพื้นราบมาโดยตลอด  ในอดีตชาวลัวะ       ตั้งชุมชนหมู่บ้านของตนเองไม่ค่อยอยู่ปะปนกับคนอื่น ๆ  ลักษณะบ้านเรือนของชาวลัวะเป็น    บ้านยกพื้นสูงมีใต้ถุนสูงประมาณ ๒-๒.๕ เมตร  เพื่อไว้เก็บเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรและ   ในครัวเรือน กองฟืน  มีคอกสำหรับวัวควายและหมูอยู่ใต้ถุน บริเวณชายคาที่ติดกับทางเดินจะมีครกกระเดื่องไว้ตำข้าว  วัสดุก่อสร้างผสมระหว่างไม้เนื้อแข็งที่มักใช้ทำเสาเรือน ขื่อและคาน  ไม้ไผ่ใช้ปูพื้นหรือทำฝา หลังคาทำด้วยใบคาคลุมลงมาเกือบถึงพื้นเพื่อกันลมและอากาศหนาวใน       ฤดูหนาว มีหน้าจั่วประดับด้วยไม้แกะสลักอย่างสวยงามเรียกว่า กาแล ในการปลูกเรือนนี้ลัวะ       มีธรรมเนียมว่าจะต้องไม่ปลูกให้หลังคาเป็นแนวตะวันออก-ตะวันตก  จะต้องเป็นแนวเหนือ-ใต้   ให้พระอาทิตย์ข้ามหลังคา ขึ้นบันไดไปจะถึงชานบ้านที่ใช้ประโยชน์หลายอย่าง บ้านมีเพียง      ห้องเดียว มีประตูปิดมิดชิด  มีเตาไฟอยู่กลางห้อง  ใช้เป็นห้องนอน ห้องครัว ห้องอาหารและห้องรับแขก  พ่อแม่จะนอนใกล้เสาเอกซึ่งมีเครื่องเลี้ยงผีแขวนไว้  ลูกๆนอนอีกด้านหนึ่งของเตาไฟ  หากลูกชายแต่งงานก็จะกั้นห้องด้วยแผงเตี้ย ๆ และสร้างเตาไฟใหม่ขึ้นอีกหนึ่งเตา หากลูกชาย   อีกคนแต่งงานก็จะต้องสร้างเตาไว้ที่นอกชานอีกเตาหนึ่ง[๑๐]

 

 

เดิมชาวลัวะทำไร่หมุนเวียน ทำนาบ้างไม่มากนักเพราะสภาพพื้นที่ตั้งถิ่นฐาน  เป็นหุบห้วย มีพื้นที่ราบไม่มากนัก หาอาหารเสริมด้วยการเก็บหาของป่า เก็บฟืน และปลูกผัก   สวนครัวในบริเวณบ้าน  ชาวลัวะทำงานทั้งหญิงและชาย  ผู้หญิงมักทำสวนผัก เลี้ยงลูก ทำอาหาร ดูแลบ้าน ทอผ้าและเก็บฟืน ในขณะที่ผู้ชายออกป่าล่าสัตว์ ดูแลวัวควาย ทำเครื่องจักสาน เช่น กระบุงสานตาถี่สำหรับใส่สิ่งของเรียกว่า แปม  กระบุงสานตาห่างใช้ใส่ฟืนเรียกว่า ก๊อก และซองสานใส่มีดหรือใส่ปลาเหน็บไว้ที่เอวเรียกว่า กองพา แต่ละวันนั้นผ่านไปอย่างเรียบง่าย    ด้วยการผลิตเพื่อกินเพื่อใช้ ในฤดูเพาะปลูกหรือเก็บเกี่ยวทุกคนจะไปทำงานในไร่ เสร็จงานพักผ่อนที่บ้าน หรือออกไปเยี่ยมเยียนญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน นั่งคุยกันล้อมเตาไฟในฤดูหนาว          หรือนั่งเล่นที่ชานบ้านด้วยกันยามเย็นในฤดูร้อน ทุกคนรู้จักกันและกันอย่างดี ถือเป็นหน้าที่          ที่จะต้องเข้าร่วมพิธีกรรมและกิจกรรมของชุมชน  วิถีชีวิตแบบเดิมเป็นวิถีชีวิตแบบพึ่งตนเองและ   มีความสัมพันธ์กับชุมชนอย่างแน่นแฟ้น  มีรายจ่ายน้อยเพราะอยู่ห่างไกลจากตลาดและไม่ได้มีการผลิตเพื่อขาย(ต่อในcomment2)