เด็กเติบโตแข็งแรงขึ้น
อัตราการเติบโตของเด็กทารกแต่ละคนแตกต่างกัน เด็กทารกส่วนมากเมื่อผ่าน 2-3 สัปดาห์แรกไป เด็กจะพัฒนากล้ามเนื้อส่วนหลังและแขน ถ้าเด็กนั่งเอียงได้แล้ว เด็กจะเรียนรู้ที่จะคลานไปข้างหน้าหรือด้านข้าง
ช่วงระหว่าง 6-9 เดือน เด็กส่วนมากเริ่มเคลื่อนไหวมากขึ้น เด็กจะเริ่มนั่งได้และคลาน
แขนของเด็กมีประโยชน์มากขึ้นตามอายุ เด็กเริ่มใช้แขนเพื่อหยิบฉวยสิ่งที่ต้องการ เด็กมักจะไปตามสิ่งที่ตนเองสนใจผู้ปกครอง ควรส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก พยายามมองตาเด็ก พูดใกล้ ๆ กับเครื่องช่วยฟัง พูดเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กกำลังไขว่คว้าเพื่อให้ได้มา
เด็กเรียนรู้ที่จะใช้มือ
เมื่อเด็กเรียนรู้ที่จะใช้มือและไขว่คว้าหาสิ่งต่าง ๆ พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ควรหาโอกาสตลอดเวลาที่จะได้พูดคุยกับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ขอให้คุณได้พูดคุยกับเด็ก เช่น เด็กอาจจะหยิบฉวยด้วยตัวเอง ซึ่งสิ่งนี้ก็สามารถนำมาเป็นหัวข้อสนทนาได้ หรืออาจเริ่มจากการเล่นกิจกรรม “เจ้าหมูน้อย”
เมื่อเด็กเริ่มชี้ ท่าทางของเด็กจะเป็นข้อมูลสำหรับการสนทนาได้ จงสังเกตและพูดถึงสิ่งที่ทำให้เด็กสนใจ พูดคำที่สอดคล้องกับสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดความสนใจ เช่น“ผีเสื้อ” “แม่เห็นผีเสื้อ” นี่ตุ๊กตาหมีของลูกนี่นา”“ขวดนม ลูกคงหิว” “นี่ขวดนมของหนูไง”
ฟันสำหรับบดเคี้ยว
เมื่อฟันแรกเริ่มงอกในช่วงขวบปีแรก เด็กจำเป็นต้องบดเคี้ยวอาหาร สามารถให้เด็กกัดของเล่นที่เป็นยางพลาสติกซึ่งไม่มีสารพิษ ( non- toxic )ได้ เพราะจะทำให้บรรเทาอาการเจ็บจากเหงือกบวม อีกทั้งยังเป็นการช่วยพัฒนากรามและเป็นการบริหารอวัยวะที่จำเป็นสำหรับการพูดเมื่อเวลาผ่านไป
เด็กเริ่มรับประทานอาหาร
การรับประทานอาหารเป็นช่วงเวลาที่มีความสุข เป็นเวลาที่พ่อแม่ หรือผู้ปกครองและเด็กจะได้คุยกันอย่างใกล้ชิด เวลาบนโต๊ะอาหารเป็นเวลาที่ดีในการสร้างและพัฒนาทักษะการฟัง ในการรับประทานอาหาร เด็กมักจะไม่ค่อยเรียบร้อย เด็กเรียกร้องความสนใจจากพ่อ แม่หรือผู้ปกครองมาก จนอาจกลายเป็นว่าการป้อนอาหารเด็กตามลำพังจะง่ายกว่าการป้อนอาหารเด็กเมื่อต้องรับประทานร่วมกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ แต่เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะสามารถร่วมรับประทานอาหารได้ด้วยตนเอง และมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคมในเวลาเดียวกัน
เมื่อเด็กมีความพร้อมมากขึ้น เด็กอาจพยามทดลองจิบน้ำจากถ้วยที่ พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง กำลังยกให้ดื่ม นี่เป็นอีกขั้นหนึ่งของการเติบโต
เด็กเริ่มนอนเป็นเวลา
จนกระทั่งเด็กอายุ 6 เดือน เด็กทารกอาจใช้เวลานอน 16-18 ชั่วโมงในหนึ่งวัน พ่อ แม่ หรือผู้ปกครอง สามารถใช้เวลานี้ทำงานได้ในช่วงการนอนของเด็ก
สิ่งเสริมให้เด็กนอนเป็นเวลา เข้านอนตรงเวลาทุกๆ คืน หลังจากเด็กคุ้นเคยกับการเข้านอนตามเวลาแล้ว การร้องเพลงหรือการพูดคุยเบาๆ อาจทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลาย หลีกเลี่ยงการเล่นที่ตื่นเต้นก่อนเข้านอน แต่ให้ความสนใจแก่เด็กในสิ่งที่เด็กต้องการก่อนเข้านอน หลังจากนั้นเด็กไม่จะต้องการอะไรเมื่อถึงเวลาเข้านอน ถ้าเด็กร้องไห้ ต้องตรวจตราดูว่าเกิดอะไรขึ้นและต้องดูให้มั่นใจว่าเด็กปลอดภัยและสุขสบาย
ความอยากรู้อยากเห็นพัฒนาประสาทสัมผัส
เด็กเรียนรู้ที่จะไขว้คว้าหาสิ่งของ โดยการสัมผัส ถือ หรือ จับใส่ปาก เด็กสามารถเรียนรู้ได้หลายวิธี ได้แก่ ทางประสาทสัมผัส การลิ้มรส การมองเห็น การฟังเสียง และ การดมกลิ่นและการเคลื่อนไหว พ่อแม่ หรือผู้ปกครอง ของเด็กหูหนวกหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ต้องช่วยให้เด็กสังเกตการณ์ และสำรวจโลกรอบตัวเด็ก พร้อมกับพูดไปพร้อม ๆ กัน ขณะที่เด็กกำลังสำรวจสิ่งต่าง ๆ เช่น “ลูกเจอผ้าขนหนู”“นั้นหนังสือของคุณพ่อ” หรือ “อะไรอยู่ในตู้”“ดูซิ”
เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ว่าสิ่งอะไรจับต้องได้และจับต้องไม่ได้ ความปลอดภัยของเด็ก และ ความปลอดภัยในการเล่นทุกสิ่งขึ้นอยู่กับพ่อแม่ คิดการสร้างความปลอดภัยให้กับเด็ก แม่ควรคิดและมั่นใจก่อนที่จะพูดคำว่า “ไม่” เพื่อแต่หากต้องพูด จะต้องพูดด้วยความมั่นใจ ในไม่ช้าเด็กจะเรียนรู้ที่จะเข้าใจคำว่า “ไม่”“อย่า”
เมื่อเด็กทารกเรียนรู้ที่จะเคลื่อนตัวไปรอบ ๆ และอยากรู้อยากเห็นสิ่งต่าง ๆ เด็กต้องการสถานที่เล่นที่ปลอดภัย ที่สำหรับเล่นของเล่นจะต้องมีพื้นที่พอให้เด็กได้ออกกำลังกาย เล่น ดิ้นไปมา กลิ้งตัว คลาน หรือนั่ง
ของเล่นที่เด็กเล่นต้องมีชิ้นส่วนที่ไม่หลุดหลวม หรือเป็นพิษที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก เป็นของเล่นที่ปลอดภัยและทนทานเหมาะสมกับราคา
การอาบน้ำของเด็กถือเป็นสีสันของวันได้ เด็กชอบเล่นของเล่นในน้ำ จับคว้าสบู่ลื่น ๆ และ สาดน้ำ เด็กจะสนุกกับการสนทนาพูดคุยด้วยเช่นกัน เมื่อพ่อแม่ หรือผู้ปกครอง อยู่กับเด็ก ควรใช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการพูดคุยแบบตัวต่อตัวและพูดใกล้ ๆ หูของเด็ก ขอให้จำไว้ว่า จะต้องถอดเครื่องช่วยฟังก่อนอาบน้ำทุกครั้ง เพราะเครื่องช่วยฟังจะเสียหายได้เมื่อโดนน้ำ