เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินสามารถพัฒนาการได้เท่ากับเด็กทั่วไป

         ความจำเป็นที่สำคัญของเด็กในวัยเริ่มต้นของชีวิต คือ ความรัก ความเอาใจใส่ และ ดูแลด้านสุขอนามัยทางร่างกาย  การได้รับความรัก การโอบกอด และ การพูดคุย จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ที่จะดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้       เด็กหูหนวกหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ต้องการการพูดคุยเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องเรียนรู้การฟัง

  การเป็นผู้ปกครอง

            ผู้ปกครอง จำเป็นต้องอดทนและต้องรู้ว่าตนเองมีความสำคัญต่อเด็ก  การให้ความสนใจให้ความสำคัญซึ่งกันและกันของผู้ปกครองและต่อชีวิตใหม่ตัวน้อย ๆ ที่ยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เป็นสิ่งสำคัญ การเลี้ยงดูเด็กต้องอาศัยการดูแลเอาใจใส่ ความเข้าใจ และ ความอดทน

เด็กแรกเกิด

          เด็กทารกแรกเกิดจะนอนหลับตลอดเวลา จะร้องไห้เพื่อบอกให้เรารู้ว่าหิวหรือไม่สบายตัว เด็กหูหนวกร้องไห้ และ แสดงอาการเรียกร้องเช่นเดียวกับเด็กทารกทั่วไป ต่อไปนี้เป็นวิธีการสื่อสารของเด็กทารก

          ในสัปดาห์แรกของชีวิต เด็กมีปฏิกิริยาต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มองเห็น ได้ยิน หรือ รู้สึก เช่น

          ความสุข  เสียงดัง

          อุณหภูมิ ( ร้อนเกินไป หนาวเกินไป )

          ความรักจากผู้ปกครอง และคนเลี้ยงดู

          และ การเกิดเสียงดังกะทันหันอาจทำให้เด็กสะดุ้ง แต่ถ้าเด็กหูหนวก  เด็กอาจไม่ได้สังเกตเห็นหรือรู้สึกถึงเสียงที่ดังนั้น จนกว่าจะมีการใช้เครื่องช่วยฟังหรือการปลูกถ่ายหูชั้นใน  แต่เด็กอาจตอบสนองต่อแรงสั่นสะเทือน

 เด็กชอบที่จะได้รับการโอบกอด และ พูดคุย

          หลายเดือนผ่านไป เด็กเริ่มอยู่ไม่สุข ชอบฉวยยื้อเสื้อผ้าของตน และ ผ้าห่ม เริ่มเตะ และ พลิกคว่ำหงาย  สิ่งที่เด็กไม่สามารถทำได้เมื่อวาน อาจจะทำได้วันนี้ กิจกรรมของเด็กเพิ่มมากขึ้น เป็นการเปิดประตูสู่การเรียนรู้ภาษาพูดและการสนทนากับผู้ปกครอง โอ กลิ้งตัวอีกแล้ว  หงายผึ่งแล้ว”“โอ้ ตัวหนักจริง ๆ

          นานก่อนที่เด็กจะเริ่มหยิบฉวยสิ่งต่าง ๆ  ผู้ปกครองอาจได้มีโอกาสเรียกชื่อสิ่งของนั้น และ พูดคุยกับเด็ก

          เมื่อเด็กเริ่มนั่งได้แต่ต้องคอยพยุง  โลกของเด็กจะมีมุมมองใหม่  การนั่งในลักษณะนี้ทำให้เด็กสามารถเคลื่อนไหวแขนและไขว่คว้าได้มากขึ้น  และนั่นเปิดโอกาสให้ ผู้ปกครอง ได้พูดคุยกับเด็ก มองตา และ พูดคุยที่ระดับหูของเขา  หรือนั่งข้าง ๆ เด็กเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับหูและเครื่องช่วยฟังหรืออุปกรณ์ปลูกถ่ายหูชั้นใน

เด็กไม่ได้นอนตลอดเวลาอีกต่อไป

 

          วัยต้นของชีวิตเด็กทารก บางทีเด็กอาจนอนเกือบตลอด 24 ชั่วโมง  เมื่อเด็กอายุได้ 6 เดือน เด็กอาจงีบหลับ 2-3 ครั้งในช่วงกลางวัน  และ นอนยาวในช่วงกลางคืน  เด็กอาจเรียกความสนใจจากผู้ปกครองมากขึ้น เมื่อเด็กต้องตื่นหลายครั้ง ซึ่งหมายความว่าจะมีหลายครั้งที่ผู้ปกครอง มีโอกาสสื่อสารกับเด็กในช่วงที่เด็กตื่นนอน  และช่วงไม่กี่นาทีก่อนเข้านอนในเวลากลางคืน โดยเฉพาะผู้ปกครองที่ต้องทำงาน จะเล่นกับเด็ก  ผู้ปกครองสามารถอุ้มเด็กพาดบ่า อ่านหนังสือหรือพูดคุยกับเขาอย่างใส่ใจ แต่ต้องมั่นใจว่าเด็กได้สวมใส่อุปกรณ์ช่วยฟังในช่วงเวลาเหล่านั้น

          การนอนหลับพักผ่อนที่ดีจะช่วยทำให้วันนั้นเป็นวันที่มีความสุข และเป็นการเปิดโอกาสสำหรับการฝึกฟัง  เด็กส่วนมากนอนหลับมากตามที่ต้องการ แต่ผู้ปกครอง ต้องวางแผนวันเวลาด้วยเพื่อให้เด็กได้พักผ่อนตามช่วงเวลา เพื่อเด็กจะสามารถมีพลังที่จะทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้

เด็กมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อผู้ปกครอง

 

ในระหว่างขวบปีแรกของชีวิต เด็กจะเป็นฝ่ายรับมากกว่าฝ่ายให้ แต่ในบางขณะเด็กจะเริ่มใช้เสียง เด็กอาจชอบความรู้สึกและเสียงของเขา ถ้าผู้ปกครองเลียนแบบเสียงของเด็ก เด็กจะใช้เสียงนั้นมากขึ้น เด็กชอบการสื่อสารแบบโต้ตอบในลักษณะนี้

          ผู้ปกครอง จะเริ่มมองเห็นวิธีการต่าง ๆ ที่เด็กสื่อสาร การเคลื่อนไหวและแบบการแสดงสีหน้า ผู้ปกครองจะสังเกตเห็นและสนุกกับพัฒนาการทางความคิดของเด็ก ๆ

          ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับระดับการได้ยินเสียงและระดับการฟังของเด็ก เด็กอาจไม่ตื่นตัวต่อเสียงในครั้งแรก การฟังต้องอาศัยการฝึกฝน  ถ้าพูดใกล้กับหูของเด็ก เด็กอาจตอบสนองด้วยการเงียบ หรืออาจตอบสนองด้วยการเหยียดตัว บิดตัว ยิ้ม โบกไม้โบกมือ

          เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป  เด็กอาจจับจ้องที่หน้าของผู้ปกครอง เมื่อผู้ปกครองสนใจเขา  เด็กอาจมองที่ผู้ปกครอง ด้วยคำถามในแววตา ซึ่งเป็นสัญญาณให้ผู้ปกครองพูดบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งทีกำลังเกิดขึ้นขณะนั้น  ถ้าผู้ปกครองคิดไม่ออกว่าจะพูดอะไรเกี่ยวกับเสื้อผ้าหรือการเปลี่ยนผ้าอ้อม ผู้ปกครอง อาจพูดว่า นั่น น้องไก่นี่นา หรือ แม่รักน้องไก่นะจ้ะ


การสำรวจค้นหา

 

          เมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะเคลื่อนไหวมากขึ้น การเหยียดตัว ก้มโค้งตัว กลิ้งไปมา เตะ โบกไม้โบกมือ จะทำให้กล้ามเนื้อของเด็กแข็งแรงขึ้นพร้อมจะเริ่มคลาน เมื่อเด็กเสามารถเคลื่อนไหวไปมาได้เอง เด็กจะเริ่มไขว้คว้าหาสิ่งของต่าง ๆ


กฎและข้อจำกัด

        เด็กไม่ทราบวิธีการเลี้ยงดูของเรา เด็กจำเป็นต้องเรียนรู้ เด็กมีตัวเองเป็นศูนย์กลาง และรู้เฉพาะสิ่งที่พวกเขาต้องการ และไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสิทธิของบุคคลอื่น ซึ่งแน่นอนว่า ความต้องการของเด็กต้องได้รับการตอบสนอง และต้องมีสถานที่ปลอดภัยสำหรับการเคลื่อนไหวไปมาของเขา  เด็กต้องได้รับการตอบสนองความพึงพอใจในการเล่นและออกกำลังกาย  และจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่เขาอาจทำหรือสถานที่ที่เขาอาจไป

          เมื่อเด็กเริ่มเคลื่อนไหวไปทั่ว ผู้ปกครองจะต้องกำหนดขอบเขตสถานที่ที่เด็กอาจไปหรือสิ่งที่เด็กอาจทำ  ช่วยให้เด็กเรียนรู้เมื่อสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้น ถ้าเด็กมีพื้นที่สำหรับเล่นเป็นของตนเอง ซึ่งมีอิสระในการเคลื่อนไหวได้อย่างปลอดภัย จะเป็นการดีสำหรับเด็กในการเล่น และพ่อแม่ หรือผู้ปกครองสำหรับดูแลความปลอดภัยในแก่เด็ก

          ในช่วงเดือนแรก ๆ ของชีวิต ผู้ปกครองควรช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับโลกที่เขาอาศัยอยู่  ในไม่กี่เดือนข้างหน้า เด็กจะสามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้ ผู้ปกครองจะยังคงเป็นผู้ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำและเสียงในภาษาและคำพูด  ณ ช่วงเวลาหนึ่ง เด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะเข้าใจคำต่าง ๆ ที่ ผู้ปกครองใช้อยู่บ่อย ๆ ในเวลานั้นเอง  เด็กจะเริ่มเชื่อมโยงคำและความหมายของคำ