คำว่าแม่ ช่างเป็นคำที่บุคคลที่ถูกเรียกว่าแม่จะต้องมีความสุข ชนิดที่ว่าต้องยิ้มได้ หัวเราะเสียงดัง เมื่อเจ้าตัวน้อยเรียก หากนับถึงวันนี้เราถูกเรียกว่าแม่มาเป็นเวลา 9 ปี แล้ว ไม่รวมที่นักเรียนเรียกเรานะ
วันที่ฉันมีเจ้าตัวโตคนแรกเป็นวันที่ฉันจำได้อย่างแม่นยำ วันศุกร์ที่ 23 เมษายน 2542 เป็นวันที่ฉันไม่รู้สึกตัวเลยว่าฉันจะคลอดเจ้าตัวโตออกมาดูโลกหลังจากที่อาศัยนอนในท้องอุ่นๆของฉันมา 9 เดือน ตอนกลางวันฉันมีความรู้สึกว่ามีน้ำอะไรไหลออกมา ฉันนึกว่าเป็นปัสสาวะ ก็เฉย มันไม่ปวดนี่นา แต่ก็ต้องถามผู้รู้อย่างแม่ ได้รับคำตอบว่าไปหาหมอไหม เพราะวันเสาร์หมอจะไม่อยู่นะ ตกเย็นฉันไปพบแพทย์พร้อมด้วยแม่และสามี แถมจอดรถซื้อทุเรียนหมอนทองที่ฉันอยากมากแต่ไม่ได้กินเลยจนจะคลอด
ถึงคลีนิกคุณหมอก็ตรวจแบบปกติ ถามว่าท้องแข็งไหม ปวดท้องไหม ฉันก็ตอบว่าไม่ คุณหมอบอกว่ากลับบ้านได้แต่แม่บอกว่าให้คุณหมอตรวจอีกครั้ง ครั้งนี้คุณหมอให้ขึ้นขาหยั่งปรากฏว่าเปิด 3 ซ.ม.แล้ว คุณหมอก็ดุเล็กน้อยว่า ไม่รู้ตัวเองเลยหรือว่าจะคลอด เฮ้อ.คุณแม่มือใหม่...อย่างเรา
การคลอดของฉัน ได้แจ้งความประสงค์กับหมอว่าจะคลอดธรรมชาติเพราะอยากมีตัวน้อยอีกคนต่อเลย เรียกว่ามองการณ์ข้างหน้าไว้ก่อนนะเพราะอายุมากแล้ว ได้ยินคุณหมอบอกพยาบาลว่าขอคีมเบอร์ 5 ฉันก็สงสัยแต่เก็บความอยากรู้ไว้ก่อนเพราะมันปวดจนพยาบาล 5 คน ต้องมาช่วยกันจับฉันนะ ทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยดีแต่ปรากฏว่าเจ้าตัวโตในท้องเกิดช็อก ในขณะที่เราเบ่งคลอด สงสัยไม่อยากคลอดแบบคนอื่นๆ หรือกลัวใครว่าเอาในอนาคตหรือเปล่า และสงสัยคงกลัวคีมเบอร์ 5 คุณหมอหยุดมือและบอกพยาบาลว่าซีซ่าร์ พยาบาลวิ่งกันให้เกรียวเลยนะ เลยอดรู้ความรู้สึกของแม่ตอนคลอดเราเลยว่าแม่เจ็บแค่ไหน แต่ยังมีพยาบาลคนนึงบอกว่า ดีใจด้วยนะคะที่ได้ผ่าตัด มันดีใจตรงไหมเนี่ย..
ที่นี้ในช่วงผ่าตัดหมอวิสัญญี หมอสารพัดหมอเลยเข้ามารุมเต็มรอบเตียงเลย เราก็โอ้โห..อบอุ่น
มีเสียงหมอคนนึงเขาพูดว่าท้องเล็กจัง คงไม่ถึง 3 ก.ก. เราก็เฉย แหม..ขึ้นเขียงแล้วนี่นาเอายังไงก็เอา
ฉันไม่รู้เรื่องจนเวลา ตี 1 พยาบาลมาตบที่แก้มเบา ๆ บอกว่าให้เซ็นชื่อยินยอมให้ลูกเข้าตู้อบเพราะว่าน้ำตาลต่ำ ฉันก็เซ็น จนเช้าเขาให้นมลูกกัน ฉันได้แต่นอนมองจนแม่และสามีมาบอกว่าลูกเป็นผู้ชาย อยู่ในตู้อบเพราะน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ นำหนักเพียง 2 .2 กิโลเอง แถมสำลักน้ำคร่ำ รกพันคออีก 2 รอบ อะไรจะรุนแรงขนาดนี้ ลูกฉันจะเป็นอย่างไรนะ แล้วก็เข็นเราไปพักฟื้นต่อห้องพิเศษ พอแข็งแรงเราก็เริ่มเดินไปดูลูกที่ห้องอบ ลูกเราน่ารักมาก ตัวใหญ่กว่าเด็กทุกคนในนั้นเลย ความเจ็บหายไปทันทีมีแต่ความอยากจะกอดลูกแทนที่
เราเริ่มให้นมลูกเอง เออเวลาลูกดูดนมมันเป็นอย่างนี้นี่เอง มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก น้ำตาไหลด้วยความปิติ พร้อมกับนึกโทษตัวเองที่บำรุงไม่เต็มที่ เราร้องไห้ทุกครั้งที่ได้กอดลูกตัวน้อยๆ พร้อมกับโทษตัวเองทุกครั้ง และสิ่งที่ตามมาในอนาคตก็มาถึง
ทุกครั้งที่เขาดูดนมเขาจะอาเจียนตลอดจนโต เรามองพัฒนาการของเขา พร้อมกับเริ่มสงสัยว่าเขาจะเหมือนกับเด็กคนอื่นๆไหม แล้วก็เป็นจริง เขาทานอะไรก็ยากติดจะอาเจียนทุกครั้ง อยู่ไม่นิ่งวิ่งทั้งวัน ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อ้อ..พอเหนื่อยเขาก็อาเจียน..เป็นอย่างนี้จนเราชิน
เขาไม่สบายบ่อยไปหาหมอ หมอก็จะถามว่าเคยพาลูกไปวัดสมาธิบ้างหรือเปล่า ซึ่งฉันก็ตัดสินใจพาลูกชายไปวัดสมาธิ.... (โปรดติดตามตอนต่อไป)