เป้อยู่ข้างหลัง หนทางอยู่ข้างหน้า จุดหมายอยู่ข้างขอบฟ้า ความบ้าอยู่ข้างใจ

                 แนวเหล็กรางคู่พาดยาวบนแท่งหมอนคอนกรีต มุ่งหน้าไปทางบูรพาทิศ มันคือทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-อรัญประเทศ ซึ่งยังคงเดินทางซ้ำๆเหมือนเข็มนาฬิกา แต่เก็บบันทึกเรื่องราวเอาใว้มากมาย  ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ จากการพบเจอ  หรือความเศร้า และคราบน้ำตาของการพรัดพราก  และอีกหลายฉากของละครชีวิตที่ยังคงโลดแล่นและวนเวียนอยู่บนรางเหล็กคู่นี้วันแล้ววันเล่าอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

                  เสียงหวูดที่ทรงพลังบางครั้งกลับฟังดูเหงาและเศร้า  เสียงล้อเหล็กที่บดลงไปบนรางคู่เก่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนดูเหมือนความเจ็บปวดไม่ได้มีใว้เพื่อมันเลย

                  เมื่อครั้งเป็นเด็ก เคยชื่นชอบเรื่องราวที่มีเครื่องย้อนเวลาพาตัวเรากลับไปหาอดีต วันนี้ความฝันปรำปราก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง   เจ้าม้าเหล็กแห่งบูรพาก็คือเครื่องมือแห่งกาลเวลาชิ้นนั้นนั่นเอง

                   สถานีห้วยโจดครับ ผมบอกกับเจ้าหน้าที่ออกตั๋ว  สี่สิบบาทครับ  เสียงเจ้าหน้าที่จากตู้คอนเทนเนอร์ที่ดัดแปลงเป็นห้องจำหน่ายตั๋วชั่วคราวที่สถานีลาดกระบังตอบกลับมา  เมื่อสิบห้าปีที่แล้วผมก็จ่ายราคานี้  ยังใช้ราคาเดิมอยู่หรือครับ  ผมถามกลับไป  การรถไฟไม่เคยขึ้นราคามาเกือบยี่สิบปีแล้วน้อง  และอาทิตย์หน้าก็จะให้ขึ้นฟรีอีกด้วย พนักงานคนเดิมตอบ  เขาคงจะหมายถึงนโยบายประชานิยมที่จะเริ่มใช้ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เป็นแน่ 

                    ก้าวแรกที่เหยียบย่างผ่านประตูรถไฟก็รู้สึกถึงการก้าวผ่านเส้นเวลา ใจผมเต้นถี่   เสียงล้อเหล็กเริ่มบดลงไปบนราง มันเริ่มส่งเสียงครางเอี๊ยดอ๊าดที่ค่อยๆดังขึ้นพร้อมๆกับเสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความตื่นเต้น   ภาพเก่าๆที่จางหายไปนานก็ค่อยๆชัดขึ้นอีกครั้ง

                    ผัดพริกผัดกระเพราใข่ดาวเหนียวเนื้อมาแล้วจ้า..า..า  เสียงแม่ค้าลากเสียงร้องเรียกอย่างคล่องแคล่วเหมือนเทปที่เปิดกลับไปกลับมาจนเริ่มยืดและยาน  ผมหันไปยิ้มให้แม่ค้า  ยิ้มให้กับอดีต ทำเหมือนดั่งว่าเพิ่งเคยเห็นภาพนี้ครั้งแรกอย่างนั้นแหละ  แก๊ก.แก๊ก.แก๊ก.แก๊กๆๆๆ เสียงเคาะเหล็กที่ดังแหลมเล็กและถี่ แว่วมาจากตู้ข้างหน้า  ผมหยิบกระดาษสีขาวแผ่นขนาดธนบัตรใบละหนึ่งร้อยที่ระบุจุดหมายปลายทางที่ สถานีห้วยโจด ออกมา  ขอตรวจตั๋วด้วยครับ เสียงนายตรวจเรียก  ผมส่งตั๋ว และยิ้มให้นายตรวจ

                 สองข้างทางเป็นทุ่งนากว้างไกลสุดตา บ้างก็ชูช่อรวงเหลืองเขียว บ้างก็มีร่องรอยเก็บเกี่ยว บ้างก็ปล่อยรกร้างว่างเปล่า นกน้ำนานาชนิดหากินอยู่ทั่วท้องทุ่ง ทั้งที่หลบร้อนอยู่ตามพุ่มไม้ หรือที่บินฉวัดเฉวียนสีตัดกับฟ้าคราม และที่เกาะนิ่งอวดสีสันสวยงามตามสายโทรศัพท์ก็มีไม่น้อย

                     แม้เสียงกระแทกตึงตังและลมที่กรรโชกอยู่ตลอดเวลา แต่ตรงข้อต่อระหว่างตู้ก็ยังเป็นที่ที่ผมชอบมายืน  กลิ่นโชยจากห้องสุขา และละอองน้ำที่ปะทะใบหน้าเป็นครั้งคราว แม้จะเป็นกลิ่นที่ไม่น่าพิศมัยซักเท่าใด แต่ดูจะเป็นเสน่ห์อีกอย่างที่สำผัสได้ทุกครั้งที่ยืนที่นี่    บันไดเหล็กรูปตัวยูที่ยึดติดกับตัวตู้ ขึ้นไปบนหลังคา  เคยปีนขึ้นไปหลายครั้งเพราะชอบภาพพาโนรามาที่หาดูที่ใหนไม่ได้  และความตื่นเต้นสุดๆคงจะเป็นตอนที่เจ้าม้าเหล็กควบผ่านสะพานเหล็กกล้าสีดำทะมึนที่ดูดุจปีศาษ ผมจะรีบนอนราบกับหลังคาเพื่อมองดูราวสะพานวิ่งผ่านใบหน้าไปด้วยความเร็วเก้าสิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงกับระยะห่างไม่ถึงครึ่งเมตร และทุกครั้งก็อดที่จะคิดไม่ได้ว่า ตัวเองคือ ฮูยัน พระเอกจากหนังเรื่อง ผีเสื้อและดอกไม้ตอนแอบขนข้าวสารข้ามเขตแดนไทย-มาเลย์   นั่นคือความท้าทายที่ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนอยู่เลยแม้แต่น้อยสำหรับเด็กหนุ่มวัยแค่ยี่สิบต้นๆ แต่คงไม่ใช่ตอนนี้อย่างแน่นอน

                     เสียงหวูดคำรามอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆลดความเร็วลง   แล้วมันก็หยุดนิ่งตรงกับป้ายประจำสถานีประจันตะคามเป็นป้ายไม้เก่าๆ และตัวอักษรหัวกลมแบบเก่าสีหลุดลอก ดูเป็นภาพที่เข้ากับบรรยากาศเสียเหลือเกิน เมื่อ ธงสีเขียวประจำสถานีโบกสะบัด มันก็เริ่มทะยานไปข้างหน้าอีกครั้ง ภาพเด็กตัวน้อยๆยืนโบกมือข้างทาง  ช่างประทับใจจริงๆ ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ล่วงหน้า และเตรียมตัวหลายวันแล้วที่จะมาต้อนรับการกลับมาของผม เสียงตะโกนโหวกเหวกฟังไม่ได้ศัพท์   ความคิดของผมเตลิดไปไกล

                     บ่ายคล้อยมากแล้ว ความร้อนอบอ้าวเริ่มจางหาย ลมเย็นยังคงกรรโชกอยู่นอกหน้าต่าง  มองเห็นเทือกเขายืนตระหง่านทอดยาวแต่ไกล คือเทือกเขาใหญ่ที่เชื่อมต่อเทือกเขาพนมดงรักและพาดผ่านไปถึงประเทศเพื่อนบ้าน จุดหมายอยู่ไม่ไกลซักเท่าใหร่แล้ว  ผ่านมาหลายสถานี ศาลาลำดวน สระแก้ว ท่าเกษม  และสถานีถัดไปก่อนจะถึงวัฒนานคร คงจะเป็นบ้านห้วยโจด  เสียงหวูดคำรามอีกครั้งเตือนให้ผมเตรียมตัวที่จะลงสถานีข้างหน้า  แล้วความคิดของผมเริ่มจะเตลิดไปอีกครั้ง   ...แตรวงคณะใหญ่ที่กำลังบันเลงอย่างสนุกสนาน เพื่อนพ้องแต่เก่าก่อนออกมาเต้นรำกันอย่างเมามันตามจังหวะเสียงกลองที่เร่าร้อน กลิ่นเหล้าขาวโชยฟุ้งอยู่รอบๆ ป้ายยินดีต้อนรับโบกพริ้วใหวๆเพราะแรงลมจากรถไฟที่เข้าเทียบชานชลา......  แล้วภาพเหล่านั้นก็เลือนหายไป    แม่ค้าสองสามคนก้าวลงอย่างคล่องแคล่วขณะกระเตงตะกร้าใบใหญ่ที่เต็มไปด้วยผักลวกจิ้มและถุงน้ำพริกปลาร้า  แม้จะจากที่นี่ไปสิบกว่าปีแต่ผมก็ยังจำรดชาดผักลวกจิ้มน้ำพริกปลาร้าเหล่านั้นได้ดี

                     สถานีบ้านห้วยโจด เป็นสถานีเล็กๆ มีศาลาเพิงหมาแหงน กับเก้าอี้ม้ายาวเก่าๆ  หญ้าที่รกครึ้มขึ้นอยู่รอบๆ  ไม่มีนายสถานีคอยให้สัญญาณธง จะมีก็แต่ร่องรอยจากสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านที่อาศัยอยู่แถวๆนั้น

                     เสียงล้อเหล็กบดรางหายไปนานแล้ว คงเหลือแต่ความเงียบ ผมนั่งทอดน่องอยู่คนเดียวบนเก้าอี้ม้ายาวใต้เพิงหมาแหงน ปล่อยความคิดไปตามสายลมเอื่อยๆ ทุ่งยูคาลิปกว้างไกลนับพันๆไร่ ลดหลั่นสูงต่ำสุดลูกหูลูกตา ต้นสโนขึ้นอยู่ประปราย แต้มสีดอกเหลืองดูสดใส แสงสีส้มจับรอบๆเมฆสีหม่นตรงขอบฟ้าทิศตะวันออกไกล เป็นภาพยามเย็นที่งดงามเสียเหลือเกิน แม้จะดูเหงาๆก็ตาม