วันนี้เป็นวันแรกที่มีการนำแสนอ “แนวทางการจัดการความรู้ (KM)” ของทีมงาน KM ที่ริเริ่มก่อร่างสร้างรูปกันมากว่า 3 เดือน ต่อ “คณะกรรมการบริหารของสำนักโรคไม่ติดต่อ” อย่างเป็นทางการ หลังจากที่ “ทีมงาน” ที่มี “คุณหมอฉายศรี” เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการพยายามที่จะขับเคลื่อนการเพิ่มศักยภาพการดำเนินงานของสำนักฯ ด้วยกระบวนการและเครื่องมือ KM อย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม มี “น้องตวง” (ธิดารัตน์) เป็นผู้ประสานงานที่กระตือรือร้น และมี “คุณหมอจุลีพร” มาช่วยเสริมแรงอย่างแข็งขัน รวมทั้งมี “พี่จำเริญ” มาช่วยบอกเล่าเรื่องราวการจัดการความรู้ของสำนักฯที่ได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งตลอดระยะเวลาประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา “ทีมงาน” ก็ได้ร่วมกันศึกษาเรียนรู้ ถกเถียง ทบทวน แลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้เรื่อง KM ทั้งในเชิงทฤษฎีและบทเรียนจากการดำเนินงานของหน่วยงานอื่นๆ เพื่อนำมาประยุกต์วางแผนและออกแบบกิจกรรม KM ในรูปแบบที่สอดคล้องกับสถานการณ์และบริบทแวดล้อมของสำนักฯ (ดังเอกสารประกอบที่แจกในการประชุม) ภายหลังการประชุมที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ผู้เขียนได้ข้อสรุปสำหรับการทำงานในก้าวต่อๆ ไป คือ
-
ไฟเขียวจาก “คุณเอื้อ” (ผู้อำนวยการสำนัก) ที่เห็นด้วยกับแนวทางที่นำเสนอ พร้อมสนับสนุนและให้ความร่วมมือที่จะแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเต็มที่
-
ข้อเสนอจากที่ประชุมว่าควรมีการแต่งตั้งเป็น “คณะทำงาน KM” อย่างเป็นทางการ
-
สิ่งดีๆ ที่เพิ่มกำลังใจภายหลังออกจากห้องประชุม คือ ท่าทีอันกระตือรือร้นของ “พี่จำเริญ” ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเรื่อง KM และงานพัฒนาศักยภาพบุคลากรของสำนักฯ ที่พยายามจะนำเสนอเชื่อมโยงงานที่มีอยู่ในมือว่าจะมีอะไรมาบูรณาการสานต่อร่วมกันได้บ้าง
ในช่วงระยะเวลาของการทบทวนและวางแผน KM ให้กับสำนักฯนี้ ทีมงานเองก็ได้เรียนรู้และมีข้อตกลงร่วมกันว่า “ถ้าเราจะนำ KM มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนางานของสำนักฯ แล้ว ทีมงานเล็กๆ ของเราก็จะต้องเริ่มฝึกใช้ KM ด้วยตัวเอง โดยการพัฒนาทีมของเราให้เป็นทีมที่ร่วมคิดร่วมทำ แบ่งปันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันในแนวระนาบ นับตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มต้นนี้เลย เพื่อให้คุ้นเคย และได้เรียนรู้ถึงความยากง่ายของการนำ KM สู่การปฏิบัติด้วยตัวเองอย่างเข้าถึง หัวใจของ KM ที่แท้จริง”
โดยส่วนตัวของผู้เขียนที่ได้รับโอกาสและความไว้วางใจจาก “คุณหมอฉายศรี” ให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ KM ของสำนักฯ หลังจากที่ได้ไปเรียนรู้เรื่องราว KM จาก สคส. (สถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม) ทั้งในรูปแบบของการขอติดตามไปร่วมสังเกตการณ์ในการจัด workshop ขอตามไปดูงานในหน่วยงานที่ใช้ KM ประสบความสำเร็จ รวมถึงการแฝงตัวไปเป็นคณะทำงานในการจัดงานมหกรรม KM แห่งชาติ (ครั้งที่ 2 และ 4) ทำให้ได้มีโอกาสเรียนรู้หลักการและกระบวนการ KM และบทเรียนแห่งความสำเร็จของหน่วยงานต่างๆ มากมายหลากหลายรูปแบบ แต่ยังไม่มีโอกาสนำสิ่งที่ได้เรียนรู้เหล่านั้นมาสู่การปฏิบัติ (ที่นอกเหนือจากการใช้ประโยชน์ของ KM ในการพัฒนาตัวเอง) ทำให้ความรู้เรื่อง KM ของผู้เขียนอยู่ในข่ายที่ “วรรคทองของ KM” บอกว่า “ความรู้ที่ไม่นำสู่การปฏิบัติยังไม่ถือว่าเป็นการรู้จริง” เพราะ “ความรู้ไม่ใช่เพียงแค่การรู้ แต่รวมถึงการนำสู่การปฏิบัติด้วย” และ “ความรู้เพียงเล็กน้อยที่นำสู่การปฏิบัติย่อมมีค่ามากกว่าความรู้มหาศาลที่ถูกเก็บไว้เฉยๆ” ดังนั้น เมื่อได้รับการชักชวนจาก “คุณหมอฉายศรี” จึงนับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้เขียนจะได้แปลงความรู้สู่การปฏิบัติเพื่อให้เข้าถึง “การรู้” อย่างแท้จริง ซึ่งยอมรับว่าจากจุดเริ่มต้นนี้ไปคงไม่ใช่เรื่องง่าย และคงต้องได้พบเจอปัญหาหลากหลายไปตลอดเส้นทาง แต่นั่นย่อมไม่ใช่อุปสรรคเพราะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของวิถีการทำงานโดยทั่วไปอยู่แล้ว
ปลาทูแม่กลอง
11 มิถุนายน 2551