มองโลกอย่างเข้าใจ มองด้วยใจเป็นธรรม..

เดี๋ยวนี้หัดมองอะไรๆ ให้เป็นธรรม

มองให้เห็นเหตุ มองอย่างเข้าใจ มองอย่างลดอคติ มองอย่างลดสักกายทิฏฐิ

มองให้เห็นว่าสรรพสิ่ง มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเสมอ

ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์ ความคิด ชื่อเสียง คำนินทา คำยกย่อง ความหิว ความโกรธ ความสุข ความรัก ร่างกาย สังขาร ฯลฯ

มองให้เห็นถึงไตรลักษณ์อันเป็นแก่นแท้ว่า

สิ่งต่างๆ นั้นไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่มีทางหลีกเลี่ยง

ดังเช่น อารมณ์ที่ผันผวน คำชม คำนินทาที่คืนวันผ่านไปก็หมดไปหรือเกิดขึ้นใหม่ สังขารที่เปลี่ยนแปลงย้อนคืนไม่ได้

สิ่งต่างๆ นั้นเมื่อไม่เที่ยง ก็นำมาซึ่งทุกข์

ดัง เช่น อารมณ์ที่ผันผวน ก็นำมาซึ่งทุกข์ คำชมคำนินทา เมื่อรับมาไว้ก็นำมาซึ่งทุกข์ สังขารที่ร่วงโรยลงไปก็นำมาซึ่งความเจ็บป่วยอันเป็นทุกข์

สิ่งต่างๆ นั้นเมื่อทั้งไม่เที่ยง นำมาซึ่งทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..เ้ป็นอนัตตา..

เห็นได้ชัดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรา บังคับบัญชาไม่ได้ เราไม่ได้เป็นเจ้าของ

มองโลกอย่างเข้าใจ มองด้วยใจเป็นธรรม..

เมื่อมองด้วย ใจเป็นธรรมแล้ว ก็จะรู้จักเห็นอกเห็นใจ เข้าใจในบริบทของสรรพสิ่ง ว่าล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในกฎของไตรลักษณ์เสมอ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ สัตว์ สิ่งของ หรือมนุษย์ร่วมโลก...

ทำให้ไม่อยากเบียดเบียน เกิดเมตตา กรุณาในดวงจิตขึ้น

หากเราสามารถร่วมกันมองโลกด้วยใจที่เป็นธรรมได้ สังคมก้คงสงบสุขขึ้นไม่มากก็น้อย..