ผู้หญิงก็สาละวนกับการตำส้มตำ ผู้ชายก็ก่อเตาเตรียมทอดไก่ น้าชายผมก็เตรียมปีต้นลองกองเก็บลองกอง เพราะผมบอกว่ากิ่งต้นลองกองเหนียวไม่หักง่าย เสียอย่างเดียวมดแดงโคตรเยอะเลย ส่วนผมก็รอรับลองกองอยู่ด้านล่าง ลูกๆก็คอยรับจากผมไปใส่ถุง สนุกกันใหญ่ เก็บไปกินไป กินไม่พอเอากลับบ้านอีก เจ้าของสวนอนุญาตแล้ว เพราะเป็นสวนเก่าไม่มีคนดูแลอะไร ไม่เก็บกินก็ต้องปล่อยให้ร่วงทิ้ง

สวัสดีครับ วันนี้วันอังคารที่ 5 สิงหาคม 2551 ได้เวลาเขียนบันทึกอีกครั้ง ชื่อบันทึกฉบับนี้บางคนอ่านแล้วคงบ่นว่า ชื่ออะไรหว่ะทำไมยาวจัง ??? ก็ไม่รู้จะตั้งชื่ออะไรดีให้มันดึงดูดคนอ่าน และชื่อนี้มันก็บอกทุกอย่างในตัวมันแบบว่าไม่ต้องอ่านบันทึกก็รู้ว่าผมจะเขียนอะไรในบันทึก บางคนอาจจะจำได้ว่า มีอยู่ช่วงหนึ่งที่บ้านเรานิยมตั้งชื่อหนัง ไม่ว่าจะหนังไทยหรือเทศ ในโรงหนังให้ชื่อยาวๆ กัน แบบว่าให้ดึงดูดคนดูไง ผมก็เลยขอใช้มุขนี้บ้าง คงไม่ว่ากัน

เอาหล่ะมาเริ่มต้นเดินทางกันได้เลย ผมกับครอบครัว ( 2หนุ่ม2สาว) ออกเดินทางจากบ้านไปรับน้าสาวและลูกของน้าชายที่บ้านคุณยายผมตอนประมาณ 9.30 น.พร้อมกับเสียงโทรศัพท์ตามตัวตลอดก่อนหน้านั้นว่าสายแล้วทำไมยังไม่มาอีก จริงๆแล้วเรานัดกันไว้ว่าจะออกเดินทางกันตอน 9.00น เป็นความผิดเล็กๆน้อยๆทางเทคนิคของผมเองเพราะว่าต้องไปเติมน้ำมันรถและเข้าห้องน้ำห้องท่าให้เรียบร้อยก่อนออกเดินทางไง เมื่อพร้อมกันแล้วก็ออกรถกันเลย รถกระบะคันแรกเป็นของเพื่อนน้าชายมีเจ้าของสวนผลไม้ที่เป็นเจ้าบ้านนั่งอยู่ในรถคอยนำทาง คันที่สองก็เป็นรถกระบะของน้าชายผมเองมีเพื่อนๆอยู่กันในรถและอุปกรณ์ทำกับข้าวสำหรับปิกนิกสำหรับคนประมาณ 20คนเต็มท้ายรถไม่ว่าจะเป็นครกตำส้มตำ และอุปกรณ์เครื่องปรุงใช้ทำส้มตำทุกอย่าง (ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมผู้หญิงถึงชอบกินส้มตำจริงๆ) ข้าวเหนียวดำทุเรียนกะทิสด ซึ่งน้าสะใภ้สั่งทำจากเจ้าอร่อยในหาดใหญ่ น้ำแข็งแต่ไม่มีโซดาครับ มีแต่น้ำอัดลม เพราะช่วงนี้เข้าพรรษา ไก่ที่หมักแล้วเตรียมไปทอด ข้าวเหนียวนึ่งสำหรับกินกับส้มตำ แกงส้มปลากะพงใส่มะเขือยาว ข้าวสวย 1หม้อ ส่วนผมปิดท้ายขบวน มีน้ำเปล่าและน้ำอัดลมนิดหน่อยท้ายรถบวกกับเสื้อผ้าเพื่อไปเปลี่ยน ก็ขับตามๆกันไปบนถนนสายเอเชียเส้นใหม่เพื่อที่จะไปเลี้ยวซ้ายเข้ารัตภูมิและตรงไปจุดหมายปลายทาง ขับไปเรื่อยๆ เปิดเพลงจากซีดีชุดใหม่ รุ้งทอแสงในภาคคลาสสิกที่นักดนตรีวัยรุ่นพี่น้อง 3คนเป็นคนเล่น (หลายๆคนคงเคยได้ยินชื่อครอบครัว   ศรีณรงค์) อัลบั้มนี้จัดทำขึ้นมาเพื่อ มอบเงินทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ให้กับกองทุนมูลนิธิ และสมาคม ที่อยู่ในความดูแลของสมเด็จพระพี่นาง เพลงหลักคือ แสงหนึ่ง ซึ่งทำเป็น 3 เวอร์ชั่น และเพลงคลาสสิกอื่นที่พระพี่นางทรงโปรดอีก 3 เพลง เป็นอัลบั้มสั้นๆที่น่าฟัง เพียงแต่ขอติไว้นิดคือ ขอได้โปรดใส่ใจกับรายละเอียดการทำงานให้มากกว่านี้ เพราะน้องทั้งสามคนถือว่าเป็นอัจฉริยะทางด้านดนตรีคลาสสิกของบ้านเรา แต่เค้าไม่สามารถโชว์ความสามารถได้เต็มที่ในอัลบั้มนี้ การอัดบันทึกเสียงอยู่ในขอบเขตที่ไม่น่าประทับใจเลย ในระดับของเพลงคลาสสิก ถ้าเป็นเพลงป็อปจะไม่ว่ากันเลย

เอา นอกเรื่องกันไปใหญ่ ต้องขอดึงกลับเข้าเรื่องหน่อย หลังจากฟังเพลงชุดนี้ผ่านไป 3รอบและอีกหนึ่งอัลบั้มก็ใกล้ถึงแล้ว เลยจากจุดเลี้ยวเข้าน้ำตกบริพัตรซัก 20นาที ก็จะมีทางแยกเลี้ยวเข้าน้ำตกปาหนัน ก็เลี้ยวไปโลดเลยครับ จุดหมายปลายทางคือ บ่อน้ำร้อน ครับ

รายละเอียดอาจจะอ่านแล้ว งงๆ ซึ่งผมเขียนเองก็งงเอง แต่ถ้าไปคราวหน้าก็ไม่หลงครับ เพราะว่ามีตัวช่วยแล้วก็คือ GPS ผมได้ล็อคตำแหน่งเอาไว้แล้ว  555

หลังจากถึงจุดหมายปลายทางก็ประมาณ 10.45 น ก็ช่วยกันขนอุปกรณ์ทำกินลงจากรถก่อน พวกคุณผู้หญิงก็สาละวนกับการตำส้มตำ  ผู้ชายก็ก่อเตาเตรียมทอดไก่ น้าชายผมก็เตรียมปีนต้นลองกองเก็บลองกอง เพราะผมบอกว่ากิ่งต้นลองกองเหนียวไม่หักง่าย เสียอย่างเดียวมดแดงโคตรเยอะเลย ส่วนผมก็รอรับลองกองอยู่ด้านล่าง ลูกๆก็คอยรับจากผมไปใส่ถุง สนุกกันใหญ่ เก็บไปกินไป กินไม่พอเอากลับบ้านอีก เจ้าของสวนอนุญาตแล้ว เพราะเป็นสวนเก่าไม่มีคนดูแลอะไร ไม่เก็บกินก็ต้องปล่อยให้ร่วงทิ้ง เสียดายของ บางคนก็เอาไม้สอยซึ่งมีตั้งอยู่บริเวณใต้ต้นเงาะ ก็เอามาสอยเงาะกัน ก็ได้เงาะสดๆ ซึ่งไม่มีหนอนแถมให้มากินพร้อมเอากลับบ้านอีกเหมือนกัน สังเกตจากตัวเองว่าต้นที่อยู่ริมลำธารจะมีรสชาติดีกว่า ต้นที่อยู่ไกลลำธาร ตรงนี้ก็ได้รับคำยืนยันจากเจ้าของสวนว่า ไอ้ต้นนี้แหละ หร่อย  หวาน กรอบ และ ล่อน เดินข้ามลำธารเล็กๆไป ก็ไปเก็บทุเรียนบ้านซึ่งร่วงหล่นอยู่ใต้ต้นทุเรียนมาปอกกินอีก โอ้โหกินกันไป กินเข้าไป ผมก็มานั่งนึกๆดู เราคนเมืองมีอะไรที่มันมีมาตรฐานสูงกว่าคนชนบทบ้านๆหรือ เอาแค่ของกินดำรงชีพเราก็ไม่มีแล้ว ต้องซื้อกิน เมื่อไรเงินหมดก็คงอดกิน ถึงอดตาย ผมอยากจะวิงวอนพี่น้องที่อยู่ในภาคเกษตรเลยครับว่าพวกคุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าพวกผมมากมายนัก มีกินมีใช้ มีเวลา แต่พวกผมไม่มีอะไรเลย มีแต่เงิน ถ้าไม่ออกไปหา เงินมันก็ไม่วิ่งมาหา แล้วพวกผมก็ต้องอด ครับ พูดถึงเรื่องการเกษตรก็อยากจะฝาก Blog ของ อาจารย์ แสวง ไว้ด้วยครับ ถ้าใครมีเวลาลองแวะเวียนไปอ่านดู และถ้าเป็นไปได้ ถ้าเห็นด้วยก็ช่วยเผยแพร่ต่อๆไปด้วยโดยเฉพาะชาวสวน ชาวไร่ และชาวนา http://gotoknow.org/blog/sawaengkku

เมื่อกินเสร็จก็นั่งรอรถมารับไปล่องแก่ง กว่ารถที่นัดไว้จะมารับ ก็ปาเข้าไปประมาณบ่าย 2โมง เมื่อไปถึงจุดเริ่มต้นของการพายคายัก ก็จัดกลุ่มกัน ผม ลูกสาว และ ภรรยา อยู่ลำเดียวกัน ผมคอยคัดท้าย ภรรยาอยู่ด้านหน้า ลูกสาวอยู่ตรงกลาง ส่วนลูกชายนั่งไปกับ Staff ของกลุ่มชาวบ้านที่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมา บางช่วงน้ำแรง บางช่วงก็ติดทราย ติดหิน ต้องลงมาลาก มาเข็นกัน ก็สนุกดี บางช่วงน้ำสูงหน่อยแล้วมีต้นไม้ใหญ่ล้มลงมาขวางทางอยู่ กลุ่ม staff ก็จะลงจากเรือมาลากเรือของพวกเรา แล้วให้พวกเราในเรือนอนหงายหลังราบไปกับเรือจะได้ผ่านไปได้ ก็สนุกมากๆครับ หลังจากพายเรือผ่านไปซัก ชั่วโมงเศษๆ ก็จอดพักกินทุเรียนซึ่งเหล่า staff ก็ไปหาเอาจากสองข้างทางนั้นแหละครับมาปอกให้กินกัน กินกันจนอิ่มหน่ำสำราญเลย ส่วนน้องนนท์ชักหนาวตัวสั่น เพราะมีฝนตกด้วย และเค้าก็ไม่ได้พายด้วย ก็เลยเปลี่ยนกับคุณแม่ ให้น้องนนท์มานั่งหน้าแทน แล้วให้ภรรยาผมไปนั่งลำอื่น เพื่อที่น้องนนท์จะได้พายเรือเพื่อออกกำลังแก้หนาวไปในตัว  หลังจากพักกินทุเรียนเสร็จก็ออกเดินทางกันต่อ กินเวลาอีกประมาณ ครึ่งชั่วโมง ก็ถึงจุดหมายปลายทาง เบ็ดเสร็จรวม 2 ชั่วโมงบนเรือ เมื่อยสุดๆ แต่ก็สนุกสุดๆ และคุ้มสุดๆ เพราะค่าบริการเค้าคิดแค่ 150 ต่อคนเท่านั้นเอง คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็ไม่ต้องกลัวครับ มีเสื้อชูชีพ และหมวกกันน็อคพร้อม และอีกอย่างน้ำสูงแค่ระดับเอวผู้ใหญ่เท่านั้นเองในบางช่วงและตื้นเขินขนาดเรือติดก็มี กิจกรรมพายเรือคายักนี้เพิ่งเปิดให้บริการแค่ 2เดือนที่ผ่านมาเท่านั้นเอง รู้สึกว่าจะเป็นโครงการของ อบต.ทุ่งนุ้ย ก็ต้องขอปรบมือดังๆให้กำลังใจกับทีมงาน อบต.นี้ที่จัดกิจกรรมดีๆ ส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยที่ชาวบ้านมีส่วนร่วม ผมขอเน้นว่าเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมครับ ไม่ใช่แบบรายใหญ่กินรวบรายเล็ก เหมือนกับที่เกิดขึ้นในหลายๆจังหวัดตามชายทะเล ซึ่งชาวบ้านก็กลายสภาพจากเจ้าของบ้านไปเป็นคนรับใช้ การที่ชาวบ้านมีส่วนร่วมกับกิจกรรมเหล่านี้ในฐานะเจ้าของบ้านจะทำให้การท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นแบบยั่งยืน และยังทำให้พวกเค้าไม่ต้องเข้าเมืองมาเป็นลูกจ้างและยังทำให้พวกเค้าห่วงแหนทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้ด้วยเปรียบเสมือนกับเราเป็นเจ้าของบ้านเราก็ไม่ชอบให้ใครมาทำอะไรไม่ดีไม่งามในบ้านเราครับ

เมื่อขึ้นจากเรือก็ยืนบนรถกระบะกลับมายัง บ่อน้ำร้อนซึ่งเป็นจุดที่รถมารับและเป็นจุดที่พวกเราจอดรถทำอาหารกินกัน ก็ไปนั่งแช่น้ำร้อนให้หายหนาวกัน ก่อนแช่ก็แวะไปกินโรตีซึ่งก็อีกนั่นแหละคนขายเป็นคนพื้นที่แถวนั้น ใช้เตาถ่านทอดครับขอบอก เออ เมื่อพูดถึงเตาถ่านแล้วมีคำถามมาถามกันเล่นๆแต่ไม่มีรางวัลหน่ะครับ ว่า ทำไมอาหารที่ใช้ความร้อนจากเตาถ่านจึงมีรสชาติดีกว่าความร้อนจากเตาแก๊สเอาใครตอบได้เชิญเลยครับตั้งใจว่าจะกลับไปพิสูจน์โรตีอีกครั้งครั้งนี้จะกินทั้งก่อนและหลังพายเรือเลย ครอบครัวผมชอบกินโรตีมากๆครับ

นั่งแช่อยู่ซักครึ่งชั่วโมง ก็ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวกลับบ้านครับ พูดถึงแช่น้ำร้อนนี้ตรงที่เค้าจัดเตรียมสถานที่ก็เป็นแบบเปิดสาธารณะ ทุกคนเข้าไปนั่งแช่นอนแช่ได้ตามสะดวก ดังนั้นห้าม nude ครับ และห้ามแต่งตัว rate R ด้วย เพราะบริเวณนี้เป็นพื้นที่อาศัยของชาวมุสลิม พวกเราต้องเคารพสิทธิและกฎกติกาของคนในพื้นที่ครับ เหมือนดังสุภาษิตที่ว่า เข้าเมืองตาหลิวต้องหลิวตาตาม ดังนั้นอาหารที่นำไปก็ห้ามมีส่วนประกอบของหมูด้วยครับ

พูดถึงการแช่น้ำแร่แล้ว ขอถามผู้รู้หน่อยว่า จริงหรือไม่ที่น้ำแร่ช่วยรักษาโรคผิวหนังบางโรคได้ เพราะที่สังเกตุอาการแผลยุงกัดบริเวณที่ขาของน้องนนท์ หลังจากแช่แล้วดูเหมือนว่าจะสะอาดขึ้น คนขายโรตียังบอกอีกว่า บางคนเป็นอัมพฤกษ์มาแช่น้ำแร่ร้อนตรงบ่อนี้ตอนเช้าตรู่ ก็หายจากโรคได้ หายหลายคนแล้ว นี้คือข้อมูลจากคนขายโรตี

ก็คงขอจบบันทึกนี้ไว้แค่นี้ก่อน ก่อนจบก็ขอบอกว่า ประทับใจและมีความสุขกับการเดินทางในครั้งนี้ครับ หาความสุขทางใจกันไว้เยอะๆเถอะครับ เงินทองเป็นของนอกกายจริงๆ