เสียงครวญจากปอเนาะดาลอ:ขอให้ครั้งนี้เป็นบทเรียน
สุเมธ ปานเพชร
ปรัชญา โต๊ะอิแต
โต๊ะข่าวภาคใต้ สถาบันอิศรา
เหตุการณ์บุกเข้าตรวจค้นจับกุมผู้ต้องสงสัยเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบที่สถาบันปอเนาะสมบูรณ์ศาสน์ หรือปอเนาะดาลอ เมื่อวันที่ 1 ส.ค.ที่ผ่านมา จนเกิดการยิงปะทะกันมีผู้เสียชีวิต 1 ราย และถูกควบคุมตัวอีก 3 คนนั้น หากฟังข่าวกันอย่างผิวเผินอาจดูประหนึ่งว่าเป็นเหตุการณ์ธรรมดาๆ ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกวันนี้
ทว่าหากได้ลงไปรับรู้ ได้ไปสัมผัสความจริงจากในพื้นที่จริงๆ แล้ว สิ่งที่ค้นพบอาจไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็ได้
โดยเฉพาะบุคคลที่ (จำต้อง) มีส่วนร่วมอยู่ในเหตุการณ์ไม่ได้มีเพียงแค่คู่ขัดแย้งในสงคราม กล่าวคือฝ่ายเจ้าหน้าที่กับฝ่ายที่ถูกระบุว่าเป็นแนวร่วมก่อความไม่สงบเท่านั้น แต่ยังมีบาบอ โต๊ะครู และเด็กนักเรียนอีกราว 400 ชีวิต ยืนอยู่กลางดงกระสุนที่สาดเข้าใส่กันด้วย
ที่สำคัญปอเนาะแห่งนี้คือสถาบันการศึกษาทางศาสนาอิสลามอันเก่าแก่ที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงจากผู้คนทั้งในและนอกพื้นที่ มีลูกศิษย์ลูกหามากมายที่เป็นบุคคลสำคัญในสามจังหวังชายแดนภาคใต้ และผู้นำทางจิตวิญญาณ
“สถาบันอิศรา” นำเสนอความจริงอีกด้านจากทางฝั่งผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และป้องกันปัญหาไม่ให้ลุกลามบานปลายออกไป
เหมือนตากใบภาค 2
“ขณะเกิดเหตุกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่บ้านห่างจากปอเนาะเพียง 100-200 เมตร แล้วก็ได้ยิน
เสียงปืนดังขึ้น ปัง!ปัง!ปัง! เสียงดังมาก ได้ยินชัดเจน ยังคิดในใจว่าถ้าเป็นการปะทะกันคงมีคนตายเยอะ เสียงปืนดังประมาณ 3-4 ชุด คงประมาณ 200 กว่านัด แต่บาบอมารู้ทีหลังว่าเขายิงขึ้นฟ้า หากยิงคนคงตายกันหลายศพ” บาบออับดุลการีม นาคนาวา เจ้าของปอเนาะดาลอ เล่าย้อนถึงเหตุการณ์ในวันนั้น
“ทีแรกบาบอยังไม่รู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้น คนที่ได้ยินเสียงปืนก็ตกใจกัน หลายคนวิ่งออกมาจากปอเนาะ พร้อมกับมีเสียงตะโกนเรียกให้ออกมา เป็นเสียงเจ้าหน้าที่ที่ต้อนคนให้ออกมาจากปอเนาะมานอนกองกันอยู่ด้านหน้า หลังจากนั้นบาบอจึงได้ออกไปดู เห็นเจ้าหน้าที่เต็มไปหมด มีทั้งตำรวจ ทหาร เขาวางแผนกันมาเรียบร้อยแล้ว เขาไม่ได้แจ้งบาบอ ขนาดทางอำเภอ (ฝ่ายปกครอง) เขามาทีหลังยังไม่รู้เรื่องเลย หลังสิ้นเสียงปืนมีคนเข้ามาเยอะมาก รถ 30 กว่าคันจอดกันแน่น ไม่รู้ว่าหน่วยไหนเป็นหน่วยไหน”
บาบออับดุลการีม ยอมรับว่า นาทีแรกที่เกิดเรื่อง ยังตัดสินใจอยู่ว่าจะลงไปดูเหตุการณ์ดีหรือไม่ เพราะตัวเองยังรู้สึกกลัว แต่ก็คิดในใจว่าเราเป็นผู้บริสุทธิ์จะไปกลัวอะไร สุดท้ายจึงตัดสินใจลงไปดู เพราะเป็นห่วงเด็กนักเรียน
“ขณะที่เดินไปไม่มีเจ้าหน้าที่พูดอะไร มีบางคนที่รู้จักเท่านั้นที่หันมาทักทาย ภาพแรกที่บาบอเห็นคือนักเรียนกว่า 70 คน นอนราบอยู่กับพื้น ทั้งหมดถูกถอดเสื้อ มือไพล่หลัง ถูกมัดข้อมือด้วยสายรัดพลาสติก ทั้งหมดเป็นเด็กในปอเนาะ เมื่อเด็กนักเรียนเหล่านั้นเห็นหน้าบาบอก็ดีใจ บาบอเข้าไปหา เขาบอกว่าเขาเมื่อยมาก และรู้สึกเสียเกียรติเป็นอย่างมากที่ถูกกระทำเช่นนี้ ทั้งที่เขาไม่มีความผิดและไม่รู้เรื่องอะไรทั้งสิ้น”
“หลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าทำไมถึงต้องทำกับเขาถึงขนาดนั้น เจ้าหน้าที่ทำกับพวกเขาเหมือนตากใบภาค 2 (เหตุการณ์สลายการชุมนุมและจับกุมผู้ร่วมชุมนุมที่หน้าสภ.ตากใบ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2547) ในปอเนาะดาลอเลย”
เกณฑ์นักเรียนตรวจดีเอ็นเอ
เจ้าของสถาบันปอเนาะสมบูรณ์ศาสน์ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในพื้นที่ซึ่งเจ้าหน้าที่รู้จักกันดี เล่าต่อว่า เมื่อเจ้าหน้าที่บางคนหันมาเห็นเขาเดินเข้าไปดูเด็กนักเรียน ก็เริ่มมีการสั่งให้เด็กที่นอนราบอยู่กับพื้น
ลุกขึ้นนั่ง และตัดสายรัดข้อมือออก จากนั้นก็ให้ทุกคนยืนขึ้น พร้อมนำเสื้อผ้ามาให้ใส่ และพาเด็กทั้งหมดไปตรวจดีเอ็นเอเพื่อหาหลักฐานบางอย่าง เขาจึงเดินไปละหมาดก่อนจะย้อนกลับมายังจุดที่ตรวจดีเอ็นเอเพื่อดูความเรียบร้อย
“เมื่อบาบอเห็นว่ายังไม่เสร็จ จึงได้ขออนุญาตเจ้าหน้าที่เพื่อให้เด็กได้ไปละหมาดก่อน เพราะการละหมาดถือว่าสำคัญมากกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิตความเป็นมุสลิม คุยกันอยู่พักใหญ่เจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้ไปละหมาดได้ แล้วจึงกลับมาตรวจดีเอ็นเอ และตรวจหาสารระเบิดปนเปื้อนตามร่างกายกันต่อ”
“กระทั่งเจ้าหน้าที่ตรวจหาหลักฐานกับเด็กชุดแรกเสร็จ ก็เริ่มกระบวนการเดียวกันกับเด็กชุดที่ 2 อีกราวร้อยกว่าคน แต่คราวนี้เจ้าหน้าที่ได้พาขึ้นรถยนต์เพื่อนำตัวไปตรวจดีเอ็นเอต่อยังค่าย ตชด.(ตำรวจตระเวนชายแดน) โดยอ้างว่าเครื่องไม้เครื่องมือไม่เพียงพอ และเป็นเวลาใกล้ค่ำแล้ว จากนั้นจึงนำเด็กทั้งหมดขึ้นรถออกไป”
แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์สะเทือนขวัญมาหยกๆ แต่หน้าที่ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ให้กับนักเรียนยังคงดำเนินต่อไปอย่างไม่ยอมให้หยุดชะงัก เมื่อสอนหนังสือเสร็จราว 3 ทุ่ม บาบออับดุลการีมจึงเดินทางตามไปดูแลนักเรียนของเขาอีกกลุ่มหนึ่งที่ค่าย ตชด.
“เมื่อไปถึงบาบอเห็นว่าเจ้าหน้าที่เพิ่งตรวจดีเอ็นเอเสร็จแค่บางส่วน แต่ก็ได้ไปเจรจาเพื่อขอนำตัวเด็กที่ผ่านการตรวจแล้วกลับไปปอเนาะก่อน แต่เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาต เพราะไม่ต้องการให้เด็กกลับเข้าไปในปอเนาะ เนื่องจากยังตรวจจุดเกิดเหตุภายในปอเนาะไม่เสร็จ บาบอจึงบอกว่าจะให้เด็กนอนบนโรงเรียนทั้งหมด ไม่ให้เข้าไปนอนในปอเนาะ และจะควบคุมให้เอง เขาจึงไว้ใจอนุญาตให้พาเด็กกลับมาได้”
คนร้ายไม่ใช่เด็กปอเนาะ
ส่วนคนที่เสียชีวิตจากการปะทะ 1 คน และถูกควบคุมตัวได้อีก 3 คนนั้น บาบออับดุลการีม บอกว่า อยากเข้าไปดูในช่วงที่เกิดเหตุ แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่ให้เข้า
“บาบออยากอธิบายให้เข้าใจว่า ทั้งคนที่เสียชีวิตและถูกควบคุมตัวไม่ใช่เด็กนักเรียนหรือมีชื่ออยู่ในระบบของปอเนาะดาลอเลย ทั้งหมดเป็นคนจากข้างนอก ไม่รู้ว่ามาจากไหน เข้าใจว่าคงเป็นเพื่อน
กับเด็กนักเรียนในปอเนาะ แล้วมาหากันและขออาศัย ซึ่งตามหลักศาสนาอิสลาม เมื่อแขกมาเยี่ยมที่บ้านต้องให้การต้อนรับ ตามที่ศาสดาสอนไว้ว่าจงให้เกียรติแม้ผู้มาเยือนจะเป็นคนต่างศาสนิกก็ตาม
“คนที่ตาย เจ้าหน้าที่บอกว่าเป็นคนร้ายและมีความผิด เมื่อเจ้าหน้าที่บุกเข้าปอเนาะ เขาก็รีบเผ่นหนี วิ่งจากปอเนาะออกไปทางหมู่บ้าน ที่นี้ตำรวจทหารวางกำลังล้อมไว้เต็มหมดแล้ว ไม่มีทางที่จะหนีไปไหนได้ แต่ทราบว่าคนร้ายคนนี้ยิงใส่เจ้าหน้าที่ก่อน จึงได้ถูกเจ้าหน้าที่ยิงเสียชีวิต”
“ถามว่าบาบอเคยเห็นคนร้ายที่มาอยู่ในปอเนาะหรือไม่ อยากบอกว่าแค่เด็กนักเรียนทั้ง 400 กว่าคนที่มีอยู่ บาบอยังจำได้ไม่หมดเลย ต้องเข้าใจว่าปอเนาะไม่เหมือนระบบโรงเรียนที่มีครูประจำชั้นดูแลเด็ก 1 ห้อง แต่บาบอต้องดูแลทั้งหมด”
เจ็บปวดรัฐทำรุนแรง
เจ้าของสถาบันปอเนาะสมบูรณ์ศาสน์ เปิดใจด้วยว่า เมื่อเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ในสายตาของคนข้างนอกคงมองปอเนาะดาลอในแง่ไม่ดีแน่นอน
“บาบอรู้สึกเสียใจ ถือเป็นความเจ็บปวดและเสียใจขนาดหนักที่ว่า รัฐไม่น่าจะทำรุนแรงกันถึงขนาดนี้เลย ที่ผ่านมาเราพยายามให้ความร่วมมือกับรัฐมาโดยตลอด ที่สำคัญปอเนาะดาลอเปิดมา 70 กว่าปี ไม่เคยเกิดเรื่องราวแบบนี้ขึ้นเลย”
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากเนื้อร้ายของปอเนาะดาลอ แต่เป็นคนอื่นจากข้างนอกที่เข้ามา จะมาเอาความผิดกับตรงนี้ไม่ได้ จะมาหาว่าให้ที่พักอาศัยไม่ได้ ควรจะแยกแยะให้ถูกว่าอันนี้คือคนร้าย ก็เอาตัวไปสิ แต่น่าจะใช้วิธีละมุนละม่อมกว่านี้ ขนาดคนที่ก่อเหตุจี้เครื่องบินเขายังกล่อมให้ลงมาได้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้น่าจะทำได้ง่ายกว่าเสียอีก แต่ทำไมเจ้าหน้าที่ไม่ทำ” บาบออับดุลการีม ตั้งคำถาม
วอนแยกแยะ-อย่าสั่งปิดปอเนาะ
สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าทุกอย่างก็คือการที่ได้รับรู้จากนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ว่า ปอเนาะดาลอน่าจะต้องถูกสั่งปิดสักระยะหนึ่ง
“บาบออยากทำความเข้าใจและขอร้องให้ทางราชการแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด หากมีคนผิดกี่คนก็เอาตัวไปเลย มีร้อยคนก็เอาทั้งร้อยคนเลย ส่วนโรงเรียนหรือสถาบันควรจะยกเว้นไว้ หาก
ทางการจะสั่งปิดบาบอก็พร้อม บาบอไม่มีปัญหา บาบอสอนหนังสือไม่ได้ก็ทำไร่ทำนาได้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่รับได้ไหมที่คุณจะทำอย่างนี้ ปอเนาะทุกปอเนาะ สถาบันทุกสถาบัน และโต๊ะครูทุกคนเขาจะสะเทือนใจขนาดไหน สิ่งที่เราคิดจะสมานฉันท์มันจะไม่แตกหักหรือ”
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าเป็นเด็กนักเรียนที่นี่ แต่จริงๆ แล้วเจ้าหน้าที่ได้ยิงต่อสู้กับคนร้ายกันที่นี่ สถาบันแห่งนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องเลย เพียงแต่เกิดเหตุที่นี่ มีคนร้ายเข้ามาอาศัยและมาหลบอยู่ที่นี่”
“บาบออยากให้ทางเจ้าหน้าที่รัฐที่ยังมีความหวังดีกับปอเนาะดาลอได้รับรู้ความจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด และช่วยแก้ข่าวต่างๆ ที่ออกไปด้วย โดยเฉพาะคนร้ายที่เจ้าหน้าที่มาจับไม่ใช่เด็กที่นี่ สถาบันแห่งนี้ยังเป็นที่ให้ความรู้ทางศาสนา ไม่ใช่แหล่งซ่องสุมของขบวนการก่อการร้าย อยากให้ช่วยแก้ข่าวแค่นี้เอง”
ขอให้ครั้งนี้เป็นบทเรียน
หลังเหตุการณ์วุ่นวายผ่านพ้นไป ฝ่ายความมั่นคงได้มาเปิดเวทีเพื่อสร้างความเข้าใจ และส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยซ่อมแซมอาคารที่เสียหายจากการยิงต่อสู้กับคนร้าย เหมือนเป็นการแสดงความเข้าใจและสำนึกถึงผลกระทบจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น
แต่ในความรู้สึกของ บาบออับดุลการีม เขาตั้งคำถามว่า สิ่งของที่เสียหายอย่างเช่นประตู อันนั้นซ่อมแซมได้ แต่ในเรื่องของจิตใจมันซ่อมแซมไม่ได้ ชื่อเสียงที่เสียไปของปอเนาะจะแก้ให้อย่างไร
“มันไม่ใช่ราคา 20–30 ล้านบาท เพราะเราได้สร้างและทะนุถนอมมากว่า 70 ปี และก็ให้ความร่วมมือกับทางราชการด้วยดีตลอดมา”
บาบออับดุลการีม กล่าวทิ้งท้ายด้วยว่า อยากให้กรณีของปอเนาะดาลอเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการเข้าปฏิบัติการจับกุมคนร้ายของเจ้าหน้าที่ โดยอยากให้ใช้วิธีที่นิ่มนวลมากกว่านี้ หรือพยายามระมัดระวังไม่ได้คนบริสุทธิ์ต้องได้รับผลกระทบ
“การจับคนร้ายน่าจะใช้วิธีพูดคุยก่อน หากคนร้ายต่อสู้ถึงค่อยตอบโต้ หรือจะล่อให้คนร้ายออกไปจากปอเนาะก่อนแล้วค่อยยิงต่อสู้ ตำรวจสามารถใช้วิธีแบบนี้ได้ แต่เมื่อมายิงต่อสู้กันในนี้ มันก็ทำให้สถาบันปอเนาะเสียหายทั้งทรัพย์สินและชื่อเสียงที่สั่งสมมา จึงอยากให้เจ้าหน้าที่และทุกคนเข้าใจด้วย”
เป็นคำฝากส่งท้ายที่คาดหวังในเรื่องความเข้าใจ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ดำเนินอยู่บนหลักการของการเคารพในสิทธิมนุษยชน ยอมรับความแตกต่างทางศาสนาและวัฒนธรรมอย่างแท้จริง.
ที่มา....
http://www.isranews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&id=3947&Itemid=86
ความเป็น "ปอเนาะ" เป็นแหล่งบ่มเพาะและหล่อมหลอมคนสร้างคนที่มีคุณภาพมากมาย แต่การนำเสนอข่าวนั้นมองว่า เป็นเพียงห้วงเวลาที่นำพาคำว่า "ความเห็นต่างทางความคิด" สุดท้ายเราลองตั้งคำถามดูว่า สิ่งที่สื่อนำเสนอ "คือภาพความจริงหรือสิ่งที่สื่อสร้าง" หรือแค่ขายข่าว
สมาฉันท์ + สันติ + สันติสุข + มนุษยชน+ เท่านั้นที่จะสามารถแก้ปัญหาไฟใต้ ได้อย่างยั่งยืน