เป้าหมายคือความปลอดภัยของผู้ป่วย

จากการเยี่ยมให้คำปรึกษาในรพ.ต่างๆ ในเรื่องของการจัดการด้านยา หรือสารละลายที่มีความเข้มข้นสูง เช่น Potassium chloride (KCL) เป็นต้น ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการจัดการได้ค่อนข้างดี แต่ยังมีสารละลายเข้มข้นอีกหลายตัวที่ต้องมีการบริหารจัดการเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยมากขึ้นเช่น Heparin, Magnesium Sulphate เป็นต้น แต่ละรพ.จะมีวิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างกันไป ซึ่งการจัดการที่ดีแล้วควรมีการจัดการในเชิงระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การนำเข้ายา บรรจุ จัดเก็บ  สั่งใช้ยา จัดยา กระจายยา และบริหารยา ซึ่งพยาบาลเป็นด่านสุดท้ายที่จะต้องรับหน้าที่ในการบริหารยาให้ผู้ป่วย หาก เรามีการทำงานเป็นทีมที่ดีแล้ว คนทำงานจะมีความสุข ปลอดภัย ผู้ป่วยก็ปลอดภัย ด้วยค่ะ จึงนำแนวทางการจัดการสารละลายเข้มข้นจาก WHO มาฝากค่ะ

  

 

 WHO Collaborating Centre for Patient Safety Solutions  ได้จัดทำแนวทางเรื่อง Control of concentrated electrolyte Solutions [1] ขึ้น มีเนื้อหาสำคัญดังนี้

 

       1. ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการใช้ KCl รวมทั้งสารละลาย electrolyte เข้มข้นอื่นๆ

 

       2. ให้ปฏิบัติต่อ KCl เสมือนยาที่ต้องควบคุม รวมทั้งการจำกัดการสั่งใช้ การจัดเก็บ และการบันทึก

 

       3. ถ้าเป็นไปได้ ไม่ควรเก็บสารละลาย electrolyte เข้มข้นไว้ที่หน่วยดูแลผู้ป่วย ควรเก็บไว้ที่บริเวณจัดเตรียมของเภสัชกรรมซึ่งแยกไว้เฉพาะหรือในพื้นที่ที่ถูกล็อค

 

       4. ถ้ามีการเก็บหลอด KCl ไว้ในหน่วยดูแลผู้ป่วยในพื้นที่ที่แยกไว้เฉพาะ จะต้องเขียนฉลากติดแต่ละหลอดด้วยสีสะท้อนแสงระบุว่า ต้องผสมให้เจือจาง

       5. ถ้าไม่มีเภสัชกรหรือไม่มีพื้นที่เตรียมยาของเภสัชกรรมเพื่อเก็บและจัดเตรียมสารสะลายเหล่านี้ ให้ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (แพทย์ พยาบาล ผู้ช่วยเภสัชกร) และได้รับการฝึกอบรมเท่านั้นเป็นผู้จัดเตรียม

       6. หลังจากจัดเตรียม ให้มีการทวนสอบอย่างอิสระโดยผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมและได้รับการฝึกอบรมอีกคนหนึ่ง ควรมีการจัดทำ checklist สำหรับใช้ในการทวนสอบ ประกอบด้วยการคำนวณความเข้มข้น, อัตราการให้, สายที่ต่อเชื่อม

       7. ให้เขียนฉลากสารละลายที่จัดเตรียมแล้วด้วยเครื่องหมายเตือนว่า ใช้อย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะนำไปให้ผู้ป่วย

       8. ใช้ infusion pump เพื่อให้สารละลายที่มีความเข้มข้นสูง  ถ้าไม่มี infusion pump ให้ใช้อุปกรณ์อื่นที่สามารถจำกัดปริมาณสารละลายในแต่ละช่วงเวลาได้ และให้มีการติดตามปริมาณสารละลายที่ผู้ป่วยได้รับบ่อยๆ

       9. มีโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรที่สนับสนุนการฝึกอบรมของผู้ปฏิบัติงาน นโยบายและวิธีปฏิบัติ แนวทางปฏิบัติที่ดี และการให้ประกาศนียบัตรรับรองเป็นรายปี

       10. คำสั่งการรักษาของแพทย์จะต้องระบุอัตราการให้สารละลายด้วย

 

Managing Concentrated Injectable Medicines (High 5s)

       ภายใต้โครงการ High 5s ตัวอย่างของ concentrated injectable medicines ได้แก่:

1.  Potassium chloride solution

2.  Potassium phosphate solution

3.  Hypertonic saline (> 0.9% sodium chloride solution)

4.  Magnesium sulfate solution (≥ 50%)

5.  Sodium heparin >1,000 units/ml

6.  Concentrated morphine หรือ opiates อื่นๆ ที่ใช้เพื่อเตรียม intravenous, spinal และ epidural infusions.

7.  ยาที่ให้ทางหลอดเลือดอื่นๆ ซึ่งมีความเข้มข้นสูงกว่าที่ขึ้นทะเบียนไว้หรือสูงกว่าที่โรงพยาบาลยอมรับว่าเป็นระดับที่ปลอดภัยที่จะให้แก่ผู้ป่วย

 

หลักการพื้นฐานในการใช้ยากลุ่มนี้

       1. จัดทำแนวทางการใช้ (protocol) ที่เรียบง่ายและเหมาะสมครอบคลุม

       2. ลดการใช้อัตราส่วน (ratio) และร้อยละในการระบุความเข้มข้นของยาในแนวทางการใช้ (protocols), เอกสารที่เกี่ยวข้อง, การเขียนฉลาก ให้ใช้น้ำหนักต่อปริมาตรในการแสดงความเข้มข้น

       3. จัดซื้อเวชภัณฑ์ที่พร้อมให้ (ready-to-administer) หรือพร้อมใช้ (ready-to-use) ที่ไม่จำเป็นต้องเจือจางก่อนใช้

       4. ถ้าไม่สามารถจัดซื้อเวชภัณฑ์ที่พร้อมให้หรือพร้อมใช้ได้ ให้ย้ายที่เก็บและที่เตรียมจากหน่วยดูแลผู้ป่วยไปยังหน่วยเภสัชกรรมหรือบริษัทผู้ผลิตเท่าที่จะเป็นไปได้

       5. ถ้ายังต้องเก็บและจัดเตรียม concentrated injectable medicine ที่หน่วยดูแลผู้ป่วย จะต้องลดความเสี่ยงในการใช้เวชภัณฑ์ดังกล่าวโดย

·       ปฏิบัติตาม multidisciplinary policies & procedures เกี่ยวกับวิธีสั่งใช้, จัดเก็บ, เตรียม และให้สารละลายเข้มข้นอย่างปลอดภัย

·       ใช้นโยบายจัดซื้อที่ปลอดภัย (purchasing for safety policies) เพื่อลดสารละลายเข้มข้นที่มีการเขียนฉลากและการบรรจุในลักษณะที่ดูคล้ายคลึงกัน

·       แยกการเก็บสารละลายเข้มข้นออกจากยาอื่นๆ

·       จำกัดการเข้าถึงสารละลายเข้มข้นโดยกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (จำนวนน้อยคน) เท่านั้นที่เข้าถึงได้

·       จำกัดจำนวนสารละลายเข้มข้นในหน่วยดูแลผู้ป่วยให้มีน้อยที่สุดที่จำเป็นสำหรับการรักษาผู้ป่วย โดยใช้ข้อมูลความถี่การให้ยาที่ต้องการ และระยะเวลาที่สามารถทดแทนยาที่ใช้ไปได้

·       ติดประทับคำเตือนที่ชัดเจนที่สารละลายเข้มข้นแต่ละหลอด

·       จัดหาข้อมูลทางคลินิกและข้อมูลวิชาการที่จำเป็นเกี่ยวกับการจัดเตรียมและการให้สารละลายเข้มข้นให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถใช้ได้ง่าย

·       จัดให้มีเครื่องมือคำนวณขนาด (dose) เช่น dosage charts สำหรับผู้ป่วยที่มีน้ำหนักตัวต่างๆ

·       ฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานทุกคนที่เกี่ยวข้องในการใช้สารละลายเข้มข้นอย่างปลอดภัย



[1] http://www.jcipatientsafety.org/fpdf/presskit/PS-Solution5.pdf