BANGKOK DANGEROUS

Bangkok Dangerous เปิดฉากขึ้นที่ภาพรถตู้สีดำวิ่งอยู่บนถนนกลางกรุงปรากโดยมีรถตำรวจขนาบข้างคอยคุ้มกัน ภายในนั้นคืออดีตมาเฟียรัสเซียที่กลายเป็นสายลับของตำรวจ จากหอคอยระฆังในโบสถ์แห่งหนึ่ง มือปืนนิรนามชื่อโจ (นิโคลัส เคจ) กำลังจับตามองเหยื่อในขบวนรถผ่านทางช่องเล็งเป้า เมื่อระฆังบนหอคอยดังขึ้น เป็นสัญญาณบอกเวลา โจก็ลั่นกระสุน 2 นัด เป้าหมายของเขาตายคาที่ โจกลืนหายไปกับฝูงชนชาวเชคบนท้องถนน เขากำจัดอาวุธก่อน จากนั้นก็ผู้ช่วย แล้วจึงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
โจคือมือปืนรับจากที่โหดเหี้ยม เลือดเย็น และทำงานมีประสิทธิภาพ เป้าหมายต่อไปของเขาอยู่ที่กรุงเทพฯ เมืองแห่งแสงสีและความรุนแรง เขาถูกว่าจ้างโดยมาเฟียใจโหดชาวไทยชื่อ สุราช เพื่อเก็บเป้าหมาย 4 ราย แต่สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือหาคนมาคอยช่วยปกปิดตัวตนที่แท้จริง หรือผู้ช่วยที่คอยรับหน้าแทน โดยต้องเป็นคนที่เขากำจัดทิ้งได้เมื่อเสร็จงาน แล้วเขาก็จ้าง ก้อง (ชาคริต แย้มนาม)นักเลงที่ชอบดูหนังแอ๊คชั่นเป็นชีวิตจิตใจมาเป็นเด็กส่งสารให้
หน้าที่แรกของก้องคือไปรับคำสั่งการฆ่าจากสุราช ซึ่งอยู่ในกระเป๋าใส่เอกสารโลหะที่ล็อคอย่างแน่นหนา คนที่ทำหน้าที่ส่งกระเป๋าให้ก้องคือ อ้อม (ปานวาด เหมมณี) นกต่อนักเต้นสุดเซ็กซี่ของสุราช ก้องตกหลุมรักอ้อมทันที และนำของที่ขโมยมาได้มาให้เธอทุกครั้ง แต่ปฏิกิริยาตอบกลับมาของอ้อมมีเพียงการยิ้มเยาะเท่านั้น
บนถนนอันวุ่นวายของกรุงเทพฯ โจลอบสังหารรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยตามแผนอันแยบยลจนสำเร็จ แต่เขาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยขณะหนีออกมา เมื่อเข้าไปซื้อผ้าพันแผลที่ร้านขายยาแห่งหนึ่ง เขาก็ได้พบกับเภสัชกรสาวใบ้แสนสวยขี้อายชื่อ ฝน (หยางไฉ่หนี) และตกหลุมรักเธอทันที ฝนเป็นผู้หญิงที่บริสุทธิ์มาก เธอพาโจไปที่บ้าน ไปหาย่า แล้วความรักระหว่างโจกับฝนก็ผลิบาน ซึ่งโจรู้สึกแปลกใจตัวเองมาก
เมื่อก้องไปรับใบสั่งงานครั้งต่อไปให้โจ เขาได้ถูกอันธพาลแถวนั้นทำร้าย พวกนั้นทุบกระเป๋าจนพัง ทำให้ก้องรู้ว่าแท้จริงแล้วโจทำอาชีพอะไร ก้องกลับมาพร้อมความยำเกรงนายจ้าง และขอให้โจสอนวิธีต่อสู้ให้ สัญชาติญาณบอกให้โจฆ่าก้องปิดปาก แต่บางอย่างในตัวก้องทำให้เขาทำไม่ลง และยอมรับก้องเป็นลูกศิษย์
เมื่อต้องฝึกก้องอย่างเคร่งครัดทั้งทางร่างกายและจิตใจ โจก็ค่อยๆปล่อยให้ก้องเข้ามาใกล้ชิดตัวเขามากกว่าคนอื่น เขายอมแม้กระทั่งให้ก้องตามติดการปฏิบัติงานของเขา เป้าหมายที่สองของโจคือมาเฟียโหดคู่แข่งของสุราช โจทำให้การฆาตกรรมดูเหมือนอุบัติเหตุโดยจัดฉากให้เหมือนกับเหยื่อจมน้ำตายในสระว่ายน้ำโรงแรม การตามล่าเป้าหมายรายที่สามเหนือความคาดหมายเล็กน้อย เพราะเหยื่อทำให้มือปืนทั้งคู่ต้องเล่นเกมไล่ล่าด้วยความเร็วสูง ทั้งบนเรือไม้และมอเตอร์ไซค์ ผ่านตลาดน้ำดำเนินสะดวกอันเลื่องชื่อของประเทศไทย
เมื่อเรียนรู้วิชาจากโจอย่างต่อเนื่อง ก้องก็มีความมั่นใจมากขึ้น ขณะเดียวกันความรักระหว่างเขากับอ้อมก็ก้าวหน้า ทั้งคู่ใช้งานเป็นข้ออ้างเพื่อนัดพบกัน จนความสัมพันธ์ลึกซึ้ง คู่ของโจและฝนก็เช่นกัน โจใช้เวลาอย่งอิสระมากขึ้น แต่ไม่นานก็ถูกปลุกจากฝันหวาน เมื่อทั้งคู่ถูกโจรจู่โจม และโจฆ่าพวกมันตายในแทบจะทันที เมื่อฝนเห็นตัวจริงของเขา เธอก็กลัวมากและปฏิเสธที่จะพบเขาอีก
โจผิดหวังและเสียใจมากที่ถูกฝนปฏิเสธ เขาไม่ยอมพบหน้าใครแม้กระทั่งก้อง และกลับไปตั้งหน้าตั้งตาทำงานเหมือนเดิม โดยวางแผนจะปฏิบัติภารกิจให้เสร็จแล้วหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเหมือนที่เคยเป็นมา เขานัดก้องมาพบหลังจากจัดการเหยื่อรายสุดท้ายสำเร็จ โดยสัญญากับก้องว่าจะพาเขาไปด้วยกัน แต่ความจริงแล้วเขาวางแผนจะฆ่าก้องต่างหาก
เมื่อเป้าหมายรายสุดท้ายเป็นฮีโร่ของคนไทย และต้องฆ่าเขาในที่สาธารณะ โจก็เรียกร้องเงินเพิ่มขึ้นจากมาเฟียนายจ้าง จนสุราชเริ่มคิดว่าเขาเป็นภาระ จึงใช้อ้อมเป็นตัวล่อให้ก้องมาที่รังโจรแล้วขู่ว่าจะฆ่าเธอทิ้งถ้าก้องไม่ยอมบอกความจริงว่าโจเป็นใคร อยู่ที่ไหน
ขณะปฏิบัติภารกิจสุดท้าย โจสังเกตเห็นแววตาเปี่ยมความหวังของผู้คนบนท้องถนน แล้วภาพเหยื่อจำนวนนับไม่ถ้วนของเขาก็ปรากฏขึ้นในใจ รวมถึงภาพของฝนตอนที่ได้รู้ว่าเขาเป็นใคร และปีศาจในตัวเขา เมื่อนึกย้อนถึงวันแรกที่ฆ่าคน โจก็ไม่อาจเหนี่ยวไกได้ และเมื่อเขาลังเล ตำรวจก็สังเกตเห็นกระบอกปืนของเขา และระดมกระสุนใส่เขาทันที
โจหนีรอดมาได้ แต่ก็พบว่าตัวเองถูกทั้งตำรวจและสุราชตามล่า แต่ก่อนตัดสินใจหลบหนีออกจากกรุงเทพฯ เขาก็สำนึกได้ว่ามีภารกิจที่สำคัญกว่าต้องทำ นั่นก็คือ การช่วยชีวิตก้องและอ้อม และโค่นล้มสุราช แม้ต้องเสี่ยงชีวิตตัวเองก็ตาม
ย้อนไปเมื่อปี 2005 ขณะที่วิลเลี่ยม ชีรัค (William Sherak) กับ เจสัน ชูแมน (Jason Shuman) คู่หูผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์กำลังเตรียมตัวจะร่วมงานกับอ๊อกไซด์ และ แดนนี่ แปง (Oxide and Danny Pang) นักสร้างภาพยนตร์ชาวฮ่องกง (Hong Kong) สร้างภาพยนตร์ภาษาอังกฤษเรื่องแรกของคู่แฝดเรื่อง The Messengers คนเห็นโคตรผี นั่นเอง ที่พวกเขาตัดสินใจหยิบผลงานเรื่องก่อน ๆ ของดาวรุ่งฝาแฝดมาดูกัน แล้วก็ต้องอึ้งในความสามารถ
ภาพยนตร์เรื่องที่ทั้งชีรัคและชูแมนสนใจเป็นพิเศษคือ Bangkok Dangerous เพชฌฆาตเงียบ อันตราย ซึ่งต้นฉบับเป็นภาษาไทย ผลงานลุ้นระทึกที่ตีแผ่ด้านมืดและสร้างความประหลาดใจได้ตลอดทั้งเรื่อง ว่าด้วยมือปืนรับจ้างที่ทั้งหูหนวกและเป็นใบ้กับผู้ช่วยมือใหม่ของเขา ซึ่งออกฉายตั้งแต่ปี 1999 และเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์เชิงบวกอย่างกว้างขวางเมื่อออกฉายในต่างประเทศ อีกทั้งยังร่วมฉายตามเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมากมาย และคว้ารางวัล International Critics Award (FIPRESCI) ที่ Toronto International Film Festival เมื่อปี 2000 ด้วย
ชีรัคเล่าว่า เขากับคู่หูรู้ทันทีเลยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะได้ถูกถ่ายทอดใหม่โดยสร้างเป็นผลงานภาษาอังกฤษได้อย่างเฉียบคม “เราคลั่งไคล้ Bangkok Dangerous เพชฌฆาตเงียบ อันตราย กันมากเลยนะ แล้วยิ่งเมื่อสนิทกับฝาแฝดแปงด้วยแล้ว เจสันกับผมก็เลยบอกพวกเขาว่า เราคิดว่าเรื่องราวของหนังน่าสนใจมากจนอยากจะนำมาสร้างใหม่เป็นหนังพูดอังกฤษน่ะ”
สองพี่น้องแปงเองก็สนใจเช่นกัน ฝาแฝดเหมือนที่เกิดในฮ่องกง (Hong Kong) คู่นี้เคยสร้างปรากฏการณ์ให้กับวงการภาพยนตร์มาแล้วหลายเรื่อง รวมทั้ง The Eye คนเห็นผี ผลงานระทึกขวัญวิญญาณสยองที่เพิ่งสร้างใหม่เป็นฉบับภาษาอังกฤษและนำแสดงโดยเจสสิก้า อัลบ้า (Jessica Alba) และอำนวยการสร้างภาพยนตร์โดยทอม ครู้ซ (Tom Cruise)
แต่ครั้งนี้ พี่น้องแปงรับข้อเสนอที่หาได้ยากยิ่ง นั่นคือ โอกาสที่จะได้สร้างผลงานของตัวเองขึ้นมาใหม่ “เราคิดว่ามันเป็นงานที่ท้าทายความสามารถของพวกเราอย่างน่าสนใจยิ่งนัก เพราะจะต้องปรับให้แนวคิดของพวกเราทันสมัยขึ้น หลังจากที่สร้างผลงานต้นฉบับไว้นานกว่า 6 ปีแล้ว” อ๊อกไซด์ แปง (Oxide Pang) กล่าว “เราจะต้องนำเอาแนวคิดเดิม, โครงเรื่องเดิม, มารับปรับแต่งให้เหมาะสม และสอดแทรกเรื่องราวที่จะเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่กว้างขึ้น”
ชีรัคกับชูแมนยังดึงเจสัน ริชแมน (Jason Richman) เข้ามาช่วยปรับเกลาบทภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย ริชแมนเป็นผู้เขียนบทภาพยนตร์ที่มีผลงานดัง ๆ อย่าง Bad Company คู่เดือด แสบเกินพิกัด ภาพยนตร์ตลกร้ายกาจปนแอ็คชั่นสุดระห่ำที่นำแสดงโดยคริส ร็อค (Chris Rock) กับแอนโธนี่ ฮ็อพกิ้น (Anthony Hopkins) นอกจากจะปรับเรื่องราวให้ร่วมสมัยแล้ว ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งสองคนยังอยากให้ริชแมนสะท้อนภาพของวัฒนธรรมไทยอย่างตรงไปตรงมา จึงส่งเขามาศึกษาวิถีชีวิตของผู้คนและบ้านเมืองในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งได้รับประสบการณ์ตรง
“เรามาขลุกอยู่ในประเทศไทย (Thailand) เพื่อทำการบ้านกันราว ๆ หนึ่งสัปดาห์” ริชแมนเล่า “ตอนอยู่ที่นั่น รายละเอียดต่าง ๆ ที่จะใส่ไว้ในบทหนังเรื่องนี้ก็มีแยะมาก ใช้เวลาไม่นานเมื่อเทียบกับหนังเรื่องก่อน ๆ ผมคิดว่าการที่ผมได้ไปพบปะผู้คน และเที่ยวชมเมืองแบบเจาะลึกกว่าที่นักท่องเที่ยวทั่ว ๆ ไปจะได้เห็น ซึ่งนั่นให้แรงบันดาลใจกับผมเกินกว่าที่คาดแยะทีเดียว”
“การไปศึกษาสถานที่จริงช่วยเปิดโลกทัศน์ของผม ทำให้ได้สัมผัสความงดงามของคนไทยและวัฒนธรรมที่อัดแน่นอยู่เต็มแผ่นดินไทย (Thailand) การผสมผสานความงามตามธรรมชาติของประเทศอันแสนสงบสุข เข้ากับ บทบาทบู๊สุดระห่ำของมือปืนรับจ้าง เป็นการทำงานที่ผมประทับใจมาก"เขากล่าว
ผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ทั้งคู่ก็ปลื้มกับบทภาพยนตร์เป็นอย่างยิ่ง “เรื่อวราวง่าย ๆ แต่บอกเล่าได้อย่างยอดเยี่ยม” ชีรัคกล่าว “ทุกวันนี้เราเห็นแต่หนังที่พยายามทำตัวให้ซับซ้อนสับสนจนขาดความใส่ใจในตัวละครอย่างเห็นได้ชัด เจสันเขียนบทให้เข้าใจง่าย ติดตามไปเรื่อย ๆ และเปิดโอกาสให้ผู้ชมได้ศึกาตัวละครที่น่าสนใจเหล่านี้ ลึกซึ้งลงไปถึงวิถีชีวิตของพวกเขาตั้งแต่เริ่มต้นไปจนกระทั้งเรื่องราวทั้งหมดจบลงนั่นเลย"
Bangkok Dangerous ฉายเมืองไทย 4 กันยายนนี้