เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำดีกับสุขภาพ โดยเฉพาะการช่วยให้คนไข้เบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และช่วยลดความอ้วน

เป็นที่ทราบกันดีว่า การออกแรง-ออกกำลังเป็นประจำดีกับสุขภาพ โดยเฉพาะการช่วยให้คนไข้เบาหวานควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ดี และช่วยลดความอ้วน

ทีนี้จะออกแรง-ออกกำลังนานวันละกี่นาทีจึงจะดี วันนี้มีผลการศึกษามาฝากครับ

...

ท่านอาจารย์ไมเคิล เทอเนลล์ และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยบริเทน นิวคาสเซิล สหราชอาณาจักร (หมู่เกาะอังกฤษ) ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างที่เป็นเบาหวาน 10 คน และไม่เป็นเบาหวาน 10 คน

การศึกษานี้ใช้เครื่องตรวจสนามแม่เหล็ก-วิทยุ (MRI & MRS) พบว่า คนที่ออกกำลัง 45 นาทีต่อวันขึ้นไปมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ มากถึง 3 ประการได้แก่

...

  • อัตราการเผาผลาญไขมันเพิ่มขึ้น 20%
  • ความสามารถของกล้ามเนื้อในการเก็บสำรองน้ำตาลเพิ่มขึ้น
  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือช่วยให้การควบคุมเบาหวานดีขึ้น

...

กล้ามเนื้อคนเรามีความสามารถในการเก็บสำรองน้ำตาลไม่เท่ากัน คนที่ออกแรง-ออกกำลังมากพอเป็นประจำ โดยเฉพาะนักกีฬาอาชีพ จะมีความสามารถในการเก็บสำรองน้ำตาลสูงกว่าคนทั่วไป ทำให้ออกแรง-ออกกำลังได้นาน โดยไม่เหนื่อยหรือเพลียง่าย

ความสามารถในการดูดซับน้ำตาลของกล้ามเนื้อมีส่วนช่วยป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยเฉพาะในคนที่เป็นเบาหวาน ทำให้โรคแทรกซ้อน เช่น โอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน หลอดเลือดสมองแตก-ตีบตัน อัมพาต อัมพฤกษ์ ไตวาย ตาเสื่อม โอกาสถูกตัดนิ้ว ตัดเท้า หรือตัดขา ฯลฯ ลดลงในระยะยาว

...

ข้อมูลจากการสำรวจสภาวะสุขภาพอนามัยของประชากรไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 3 และ InterASIA พบว่า คนไทยอายุ 35 ปีขึ้นไปเป็นโรคอ้วน (ดัชนีมวลกาย 25 ขึ้นไป) และเบาหวานมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บ)

ปี 2535 2540 2543 2547
เบาหวาน (%) 3.1 8.1 9.6 10.2
อ้วน (%) 20 25 30 34.6

...

การศึกษาอีกรายงานหนึ่งทำโดยท่านอาจารย์จอห์น ยาคิซิค และคณะ แห่งมหาวิทยาลัยพิทท์ซเบิร์ก สหรัฐฯ ทำในกลุ่มตัวอย่างที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน 201 คน แบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 4 กลุ่มตามระดับการออกแรง-ออกกำลัง โดยเน้นการเดิน

เมื่อติดตามไป 6 เดือนพบข่าวดีคือ กลุ่มตัวอย่างมีน้ำหนักลดลง 8-10%

...

ทีนี้ข่าวดีย่อมมาคู่กับข่าวร้าย... ข่าวร้ายที่ว่าคือ กลุ่มตัวอย่างที่มีน้ำหนักที่ลดลงไปในช่วงแรกส่วนใหญ่จะกลับไปอ้วน หรือน้ำหนักขึ้นใหม่อีก

ปรากฏการณ์ของน้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ในการลดความอ้วนเรียกว่า "โยโย่ (Yoyo effect)"

...

อาจารย์ยาคิซิคทำการวิเคราะห์เจาะลึกลงไปในกลุ่มตัวอย่างที่ลดความอ้วนได้อย่างยั่งยืน หรือไม่กลับไปอ้วนอีก ผลปรากฏว่า กลุ่มที่ประสบความสำเร็จในระยะยาวไม่ได้กินอาหารสุขภาพอย่างเดียว ทว่า... ออกแรง-ออกกำลังกันวันละมากๆ ด้วย นั่นคือ

  • ออกแรง-ออกกำลังเพิ่มขึ้น > เฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง
  • หรือออกแรง-ออกกำลังเทียบเท่า > สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมงครึ่ง (270 นาที) หรือประมาณวันละ 40 นาทีขึ้นไป

...

การศึกษาทั้งสองนี้บ่งชี้ว่า การออกแรง-ออกกำลังมากหน่อย หรือเทียบเท่าการเดินเร็ววันละ 45 นาทีขึ้นไปให้ผลดีกับสุขภาพมาก ทั้งช่วยต้านเบาหวาน และช่วยต้านโรคอ้วน

เรียนเสนอให้พวกเราหันมาเดิน (ที่ดีคือ เดินให้เร็วขึ้นด้วย) และเดินขึ้นลงบันไดตามโอกาส รวมเวลากันให้ได้อย่างน้อยวันละ 45 นาที เพื่อ "สุขภาพที่ดีขึ้น" กัน

...

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

...

ที่มา

  • Thank Reuters > Michael Kahn. Maggie Fox ed. > Studies show exercise boon for obesity diabetes > [ Click ] > July 28, 2008. // source > J Diabetes Care & J Archives of Internal Medicine.
  • ขอขอบพระคุณ > ท่านอาจารย์ รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร, ผศ.นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์. เช็คหัวใจไม่ให้ตายเฉียบพลัน. สำนักพิมพ์กรีน-ปัญญาญาณ. กรุงเทพฯ. พิมพ์ครั้งที่ 2. 2551. หน้า 52.