10 ปี ผ่านไปเหมือนเมื่อวันวาน
สนุกสนานกันประสาไทยกับญี่ปุ่น ตรวจตราหาแมลง กล้วยหอมไทยในแปลงปลูก
กลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมทอง ตำบลทุ่งคาวัด อำเภอละแม จังหวัดชุมพร มีสมาชิกเริ่มต้น จำนวน 40 คน เริ่มต้นด้วยการรวมกลุ่มกัน ไปศึกษาดูงานการปลูกกล้วยหอมทองที่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี และนำหน่อพันธ์จากอำเภอท่ายางมาทดลองปลูก ระยะแรกๆสหกรณ์อำเภอท่ายางช่วยแนะนำและเป็นพี่เลี้ยงให้ความสนับสนุนทั้งทางด้านเทคนิค และหลักการทำแพคกิ้งกล้วยเพื่อการส่งออก จนกระทั่งกลุ่มผู้ปลูกกล้วยหอมทองละแมสามารถดำเนินการส่งออกได้เป็นงวดแรกเมื่อเดือนเมษายน ปีพุทธศักราช 2537 หลังจากนั้นทางกลุ่มได้พัฒนากิจกรรมการส่งออกอย่างต่อเนื่อง ตลอดมา โดยสามารถส่งออกกล้วยได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือน แต่เมื่อต้นปี 2538 ปรากฏว่า ได้เกิดภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตลดลง ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ในภาวะเช่นนั้น กระบวนการแพคกิ้งหรือบรรจุกล่อง เริ่มด้อยประสิทธภาพ อันเนื่องมาจากความถี่ ของข้อมูลต่างๆที่ทางสหกรณ์ผู้บริโภคที่ญี่ปุ่นแจ้งมาให้ทางกลุ่มทราบ ประกอบด้วยข้อมูลผลการสุ่มตรวจพบแมลงที่หวีกล้วยทำให้ต้องนำกล้วยทั้งหมดทำการรมควันกำจัดแมลง ตามกฏของการนำเข้าของประเทศญี่ปุ่น ผลเสียหายจากขั้ววิ่นของกล้วย หลังจากผ่านการบ่มที่โรงบ่มก่อนนำสู่สมาชิกผู้บริโภค มีสีดำคล้ำวิเคราะห์แล้วได้ความว่าน่าจะเกิดจาก การตัดกล้วย โดยตัดกล้วยที่เนื้อกล้วย ยังไม่ได้ตามเปอร์เซนต์ที่ต้องการ จากเหตุผลดังกล่าวทำให้ผู้บริโภค เริ่มลดการสั่งกล้วยที่ไปจากเมืองไทย โดยเฉพาะที่สหกรณ์ผู้บริโภคโตกุชิม่า เกาะชิโกกุ ด้วยสาเหตุดังกล่าวทำให้บริษัทผู้ประสานงาน มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องให้ตัวแทนของกลุ่ม เดินทางเพื่อไปพบปะสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สมาชิกผู้บริโภค และไปศึกษาดูงาน การรวบรวมผลผลิต การกระจายผลผลิต ดูระบบการบริหารจัดการของสหกรณ์ผู้บริโภค พร้อมกับพบปะกับกรรมการผู้บริหาร และสมาชิกของสหกรณ์ต่างๆที่สั่งกล้วยหอมทองละแม เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภค
ผมเองในขณะนั้นเป็นสมาชิกกลุ่มและเป็นกรรมการที่ปรึกษาฝ่ายวิชาการ เพราะเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งกลุ่มตั้งแต่แรกเริ่ม จึงมีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นกับเขาในขณะนั้นด้วย ซึ่งบทความเกี่ยวกับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นในครั้งนั้น ผมเขียนบันทึกไว้นานเกือบสิบปีแล้ว ปัจจุบันนี้กลุ่มกล้วยหอมทองละแม ได้ดำเนินงานต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน และสามารถขยายเครือข่ายผู้ผลิตไปยังเขตพื้นที่จังหวัดสุราษฏร์ธานี และอำเภออื่น ๆ และจดทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกรทำสวนทุ่งคาวัด
เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2538 คณะผู้ไปศึกษาดูงาน ได้ออกเดินทางจากหลังสวนถึงกรุงเทพฯ พักค้างที่กรุงเทพ 1 คืน รุ่งเช้าเวลา 10.30 น. เดินทางโดยเครื่องบิน เที่ยวบินที่ ทีจี 620 แวะจอดที่สนามบินมนิลา 1 ชั่วโมง และถึงสนามบินคันไซ กรุงโอซาก้า เวลา 17.58 น. เวลา ที่ญี่ปุ่น 19.58 น. ลงจากเครื่องบินกว่าจะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้ต้องถูกซักถาม จากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองว่าคณะของเราเป็นใคร มาทำใมที่ญี่ปุ่น แล้วใครมาต้อนรับ แล้วจะไปพักกับใคร ซักถามกันนานพอสมควรเพราะเราพูดภาษาอังกฤษได้งูๆปลาๆ ผสมกับภาษามือ อาศัยคุณสมาน ใจรักษ์ ที่ไปด้วยกัน ล้วงนามบัตร ของคุณคาโต้ กรรมการฝ่ายวิชาการสหกรณ์ผู้บริโภคโยโดกาว่าออกมาให้เจ้าหน้าที่ดู แล้วก็ควัก นามบัตรของคุณยามาโมโต้ ประธานบริษัทแปซิฟิคเทรดแจแปน บริษัทผู้ประสานงานที่ญี่ปุ่น ออกมาให้เจ้าหน้าที่ดู เท่านั้นแหละเขาจึงรีบให้เราผ่านเข้าไปได้ทันที นามบัตรนั้นสำคัญไฉน เราได้รู้ถึงความสำคัญของมันในคราวนั้นเอง พอผ่านออกไปได้ ด้านนอกสนามบิน ก็พบคุณจุล โคยาม่า และคณะ ยืนโบกมืหยอยๆอยู่ ทุกคนต่างพากันโล่งอก คุณอาคิฮิโต้ ฟอมิ ผู้จัดการฝ่ายจัดหาสินค้าของสหกรณ์ผู้บริโภค โยโดกาว่า ตะโกนเรียกคุณนิพนธ์ รักเจริญ(ประธานกลุ่มในขณะนั้น) เฮ้ นิพนธ์ซัง พร้อมกับหัวเราะเสียงดัง ประธานนิพนธ์ พูดอังกฤษผสมภาษามือ ส่วนคุณ ฟอมิ พูดภาษาญี่ปุ่น เฮ้อเขาไปกันได้ดีน่ะ แต่ก็ไม่พ้นล่ามประจำคณะคือคุณจุล โคยาม่า ที่ช่วยแปลภาษาให้ทันทีทันควัน บรรยากาศก็กลายเป็นกันเองไปทันที เจ้าหน้าที่ที่ไปรับคณะของเราอีกท่านหนึ่งคือ คุณอูดะ เป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์การเกษตร ชิโนกาว่า ทำหน้าที่ขับรถตู้ นำคณะของเราเดินทางจากสนามบินไปยังโรงแรม อิโต อำเภอนางะ จังหวัดวากายาม่า เมื่อเข้าที่พักเรียบร้อยแล้ว คุณฟอมิ ถามเราว่าจะกินอาหารประเภทใหน ผมตอบไปว่าไปกินปลาดิบกันก็ได้ เขาพูดว่าดีมากๆ แล้วก็นำพวกเราเดินข้ามถนนไปยังอีกฝั่งถนนซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับโรงแรม ในร้านมีเคาเตอร์สำหรับวางอาหาร มีตู้เลี้ยงปลา และกุ้ง คุณฟอมิเริ่มต้นด้วยการสั่งเบียร์ มา 3-4 ขวด แล้วก็สั่งปลาดิบ ปลาหมึกดอง ตามด้วยซุป บนสำรับกับข้าวประกอบไปด้วย ข้าวสวยตัดเป็นชิ้นๆคล้ายขนมตัด มีชิ้นปลาวางไว้บนข้าว เราใช้ตะเกียบหยิบ ปรากฏว่าหยิบได้เฉพาะชิ้นปลาส่วนที่เป็นข้าวร่วงหล่นเปาะแปะ ขณะที่คุณฟอมิ คุณอูดะใช้ตะเกียบหยิบเข้าปากกินอย่างสะดวกโยธิน จิ้มซีอิ้วรสหวานเลี่ยน ซู้ปก็เป็นซุปหอยตัวเล็กๆคล้ายหอยเสียบที่ชายทะเลบ้านเรา เวลากิน ใช้สองมือยกถ้วยซุปซึ่งทำด้วยไม้ขึ้นมาซด ซดไปก็หยิบหอยตัวเล็กขึ้นมาดูด พวกเราทำตามเพราะรู้สึกหิว แค่โดนปลาดิบไป 4-5 ชิ้นก็ชักจะแน่นท้องเหมือนกัน หลังจากนั้นก็กลับไปยังห้องพัก ผมได้เข้าพักที่ห้องเบอร์ 420 เมื่อเข้าไปภายในห้อง มองไปรอบๆมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกพอสมควร สิ่งที่ต้องการที่สุดขณะนั้นคือการได้อาบน้ำได้แช่น้ำอุ่นสบายใจจัง หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายเสร็จเรียบร้อยก็สวมชุดนอนที่โรงแรมจัดไว้ เป็นชุดพื้นเมืองของญี่ปุ่น สวมใส่แล้วส่องกระจกดู คิดอยู่ในใจว่าเออเท่ห์ไม่เบานะ กินเบียร์มาหลายอึกชักรู้สึกอยากกินน้ำขึ้นมาตะหงิด เดินไปที่ตู้เย็น เปิดออกดู เห็นเมนู เป็นภาษาญี่ปุ่นทั้งนั้น ดูแล้วไม่รู้เรื่อง ภายในตู้เย็นมีลักษณะเป็นช่องกลมๆหลายช่องภายในช่องบรรจุเครื่องดื่มประเภทกระป๋องเป็นส่วนใหญ่ โผล่ให้เห็นแต่ก้นกระป๋อง สังเกตุแล้วคิดว่าน่าจะเป็นเบียร์กับน้ำผลไม้ ไม่มีน้ำเย็นแน่ๆ แต่เห็นมีขวดอยู่สองขวดลักษณะคล้ายกับเหล้าฝรั่งจึงดึงออกมาดู พอดึงออกมาได้หน่อยเดียวได้ยินเสียงดังแชะ รู้สึกตกใจว่ามีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นแน่แล้ว พอทดลองดันกลับเข้าไปที่เดิม หนอยมันไม่ยอมกลับเข้าที่ มีแต่ไหลออกมา ตัดสินใจดึงออกมาดูทั้งขวดปรากฏว่าเป็นเหล้าฝรั่งญี่ห้อเรดเลเบิ้ล ขวดขนาดกลาง ด้วยความสงสัยจึงโทรศัพท์ไปถามคุณจุลโคยาม่า ว่าจะเอาเหล้าขวดนั้นกลับไปไว้ในช่องเหมือนเดิมต้องทำอย่างไร คุณจุลหัวเราะแล้วบอกว่าตอนนี้ราคาเหล้าขวดที่ดึงออกมานั้น จะออนไลน์ไปคิดบัญชีในนามของเจ้าของห้องพักเรียบร้อยแล้ว เอามากินได้เลยเพราะเมื่อได้ยินเสียงดังแชะก็ถือว่าเป็นกรรมสิทธ์ของเราแล้ว ตกลงถึงคราวจำเป็นที่จะต้องไปนั่งคุยกันต่อที่ห้องคุณนิพนธ์ ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราเอง
ที่ห้องพักท่านประธานกลุ่มกล้วยหอมทอง(คุณนิพนธ์ รักเจริญ) คณะทั้งหมดทั้งไทยญี่ปุ่นเข้าไปรวมกลุ่มนั่งคุยอย่างสนุกสนาน สักครู่คุณจุลถามขึ้นว่าอยากดูหนังพิเศษไหม เราไม่ปฏิเสธ คุณจุลเลยลุกไปกดรหัสทีวี แล้วก็มีภาพหนุ่มสาวญี่ปุ่นต่อสู้กัน ประธานกลุ่มของเราถูกใจหัวร่อเอิ้กอ้าก พากย์ไทยไปพลาง คุณโกศลโกมินทร์ขอตัวกลับไปที่ห้องพักของแก บอกว่าง่วงนอนแล้ว ประธานกระซิบบอกว่าคุณโกศลแอบไปเปิดหนังดูคนเดียวแน่ คุณจุลบอกว่าหนังประเภทนี้พอเรากดรหัสและมีภาพออกมาระบบก็จะคิดเงินทันที นาทีละ 200 เยน หรือประมาณ 50 บาทไทย เมื่อคุณจุลพูดเสร็จ คุณฟอมิ ซึ่งนั่งอยู่ด้วยก็ขอตัวกลับไปนอน
รุ่งเช้าเราแอบถามคุณโกศลว่าเมื่อคืนกลับไปเปิดหนังดูหรือเปล่า คุณโกศลตอบกล้อมแกล้มว่าเปิดดูนิดเดียวแล้วก็ไม่มีภาพอีกเลย เรารู้ได้ทันทีว่าคุณฟอมิสั่งให้ทางโรงแรมล้อคสัญญานที่ห้องพักของพวกเราทุกคน เพราะขืนเปิดทุกห้อง พี่แกคงกลืนน้ำลายไม่ลงคอแน่ๆ เหตุการณ์ในคืนแรกสอนให้เรารู้ว่า เมื่อเราอยู่ในระบบเทคโนโลยีขั้นสูงนั้น เราต้องเรียนรู้เสียก่อน หากไม่รู้แล้วให้ดูแต่ตามืออย่าต้อง เพราะหากลองแล้วอาจต้องเสียเงินโดยไม่คาดคิด เรากินอาหารเช้าที่ห้องอาหารของโรงแรม ประกอบไปด้วย ปลาดิบ กุ้งนึ่ง ข้าวสวย ปลาสดย่าง รสเค็มนิดๆ มีพิเศษที่ ไข่ปลาดอง แตงกวาดอง ผักกาดดอง ผักกาดดอง ขิงดอง มะเขือยาวดอง สาหร่ายทะเลห่อเนื้อปลาหมึก ปลาหมึกยักษ์ดองเห็นขนาดของหนวดปลาหมึกที่ใหญ่เกือบเท่าแขนเด็กก็ต้องสะดุ้ง ภาชนะใส่อาหารเป็นไม้ทั้งหมด มีซุปหอยเสียบล้างคอ ซุปหอยคงจะเป็นอาหารประจำถิ่นของเขาผมคิดอยู่ในใจ มีชาญี่ปุ่นรสหอมไม่เลว อาหารทุกประเภทมีรสหวาน เปรี้ยว และเค็ม แต่ไม่มีรสเผ็ดให้ได้ชิม
ข้อคิดหลังอาหารเช้า ญี่ปุ่นกินอาหารทะเล เป็นหลัก ดื่มชา และน้ำผลไม้หลังอาหารก
ตอนต่อไปยิ่งอ่านยิ่งสนุก ลิ้งค์ (พรุ่งนี้มีต่อครับ)

มื้อแรกกับ กุ้ง ปลา และหอย ประสบการณ์คืนแรก ฮาฮา เอิ้ก
สวัสดีครับ
แวะมาเยี่ยมครับ
ดูหนังญี่ปุ่นต้องดูหลายคนถึงจะสนุกนะครับคนหนุ่มทั้งหลาย แอบดูคนเดียวไม่สนุก ระวังกดปุ่มค้างไว้ แต่ไม่ได้ดูแต่เสียเงินก็มีนะครับ