ผมเคยเกริ่นเรื่องเจ๊ปากหวานใจดีไปบ้างแล้ว..ร้านอาหารเล็กๆแปลงหน้าบ้านเป็นคลีนิคบำบัดความหิวของคนในซอย เป็นการงานอาชีพที่ลงทุนน้อยเหมาะกับยุคสมัย ทุกคนช่วยกันอดออมและเพิ่มช่องทางทำมาหากิน เป็นธุรกิจเล็กๆอยู่ที่บ้าน ใช้ปัจจัยทุกอย่างในครัวเรือน เป็นกรณีตัวอย่างการพึ่งตนเองเชิงประจักษ์

ลูกหลานช่วยรับแขก เก็บเงินและทอนสะตังส์

ดูแลความสะอาด ช่วยเตรียมอาหาร เสิร์ฟอาหาร

พร้อมเมื่อไหร่ได้ลองเป็นกุ๊กมือ2

ทำให้ได้ความรู้ฝังแน่น นำไปพัฒนาต่อยอดได้

เพราะมีต้นทุนความรู้แล้ว

ตัวต้นทุนความรู้ที่ว่านี้ ..จะเป็นฐานการเรียนรู้ควบแน่นที่นำไปต่อยอด พัฒนาวิชาการเข้าไปในวิชาชีพ ก่อเกิดประสบการณ์นำไปสู่การสร้างทักษะชีวิตติดเทอร์โบ เป็นมืออาชีพได้

ความรู้เชิงทักษะที่อยู่ในตัวคนนั้นสำคัญนัก

บ่ายวันนี้อ่านบล็อกเพลินเกินเลยเวลา..หิวข้าว ตัดสินใจลงไปร้านเจ๊ปากหวานดีกว่า ขออนุญาตเรียกชื่ออย่างนี้ไปก่อน เพราะเป็นร้านที่ไม่มีป้ายชื่อ จะชวนสนทนาถามชื่อแซ่ก็ดูจะเร็วเกินไป เอาเป็นว่าชื่อร้านไม่มี ชื่อเจ๊ก็ยังไม่รู้ มีแต่ข้อมูลแวดล้อม

ผมอ่านดูรายการอาหารแล้ว จึงสั่งผัดพริกราดข้าว/ไข่ดาวโป๊ะข้างบน

เจ๊..หันมาถามว่า..จะเอาแบบเผ็ดหรือไม่เผ็ดค่ะ

ตรงนี้ละจุดสำคัญ..น้อยนักที่กุ๊กจะใส่ใจถามเรา

ส่วนมากจะรีบผัดๆให้จบๆ ไม่คิดเอื้ออาทรลูกค้า

เป็นมื้อหนึ่งที่อิ่มและอร่อยในราคา 35 บาท

สรุปว่า..เจ๊คนสวยจากร้านอาหารตามสั่ง

ได้สอนพิเศษ วิชาเอื้ออาทรมนุษยสัมพันธ์ให้ผม

นึกขอบใจ ชอบใจ นี่ถ้าเป็นสมาชิกเฮฮาศาสตร์

ก็จะขอกอดเจ๊สักหน่อย! อิ อิ อิ ..