แพรภัทร
ผู้ช่วยศาตราจารย์ แพรภัทร ยอดแก้ว

ธรรมเอกเขนก : พระโลสกะ


คนที่เกิดมาในชาติสุดท้าย จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์นี้ จะทำยังไงก็ไม่ตาย จนกว่าจะบรรลุอรหัตตผล เหมือนกับโคมไฟที่จุดไว้แล้ว ครอบแก้วกันลมไว้อย่างดี ลมพัดยังไงก็ไม่ดับ

วันนี้ ติ๊งต่างไปเรียนธรรมะกับใจสว่าง อาจารย์สอนเรื่อง มลทิน ๙ คือสิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง ๙ ประการ ได้แก่ ความโกรธ การลบหลู่คุณท่าน ริษยา ความตระหนี่ มายาเจ้าเล่ห์ การโอ้อวด การพูดปด การคิดชั่ว การเห็นผิด

เรียนเสร็จแล้วก็มานั่งคุยกัน ติ๊งต่างบอกว่า บางทีเผลอริษยาไปเหมือนกัน

บางทีเห็นคนไปทำบุญ เออ เราไม่ได้ไป ติ๊งต่างว่าพลางหัวเราะแหะๆ

ใจสว่างบอกว่า ต้องรีบรู้ทันใจ แล้วปรับความคิดใหม่ ให้นึกอนุโมทนาไปกับเขาด้วย

ติ๊งต่างก็ยังหัวเราะแหะๆ แต่บางทีริษยามาหลายรูปแบบ บางทีเรานึกว่า เราทำอะไรสักอย่างเราว่าเราทำดีที่สุดแล้ว  แล้วเราก็มองคนอื่นว่าเขายังทำไม่ดี อยากจะปรับปรุงเขา แต่หารู้ทันกิเลสของตัวเองไม่ ว่ามันแอบริษยา กลัวว่าเขาจะทำได้ดี เดี๋ยวเราแพ้ การที่เรามองเขาว่าเขาทำอย่างไร ไม่ได้มองด้วยใจเมตตา ปรารถนาจะให้เขาปรับปรุงหรอก แต่กิเลสมันหลอกเราว่าเราคิดอย่างนั้น ความจริงเราเพ่งโทษเขาต่างหาก  อยากจะแสดงว่าเขาสู้เราไม่ได้  อันนี้มันเป็นกิเลสที่เราอยากป้องกันตัวเองให้ดูดีอย ู่เสมอเท่านั้นเอง

ติ๊งต่างตรึกตรอง มันมาหลายรูปหลายลักษณะอย่างนี้ ติ๊งต่างจะไปตามทันได้ยังไง มันใส่เสื้อตลกโบโซมา แล้วติ๊งต่างจะรู้ได้ยังไงว่าข้างในเป็นยักขมูขี

ใจสว่างปลอบ ค่อยๆ ดูไปก็จะรู้เอง เวลาอาจารย์สอนอะไรก็คอยเก็บให้ได้ ก็จะรู้เพิ่มขึ้นได้” “ความริษยานี่มันไม่ดีเลยนะ

ติ๊งต่างถอนใจ อาจารย์สอนว่าอย่าไปริษยาใครเลย เพราะทุกคนอยู่ในวัฏสงสาร ทุกข์ทรมานเหมือนกันทุกคน จนไม่มีใครที่เราน่าจะไปริษยา ความสุขที่มีนั้นเมื่อเทียบกับความทุกข์ในสังสารวัฏแ ล้ว นิ้ดเดียวเองไม่ได้น่าริษยาอะไร

มุทิตาดีใจกับเขาไปดีกว่าว่าได้มีความสุขมั่งเล็กน้อ ยในชีวิตนี้

เรื่องริษยานี้ จะให้ผลยังไงมั่งนะติ๊งต่างถาม

ใจสว่างเล่าว่ามีเรื่องของพระโลสกะ เกี่ยวกับความริษยา จะเล่าให้ฟัง”

 

พระโลสกะนี่เป็นลูกศิษย์ของพระสารีบุตรนะ  เมื่อตอนเด็กๆ น่ะยากจนมาก ไม่มีข้าวกินหรอก ต้องเที่ยววิ่งหาว่าใครเขาจะล้างหม้อนะ  ก็ไปเก็บข้าวที่ติดหม้อนั่นแหละมากิน

ตอนหลังบวชนี่ เวลาไปบิณฑบาตก็ไม่มีใครใส่บาตร ไม่ใช่ว่าใจดำหรอกนะ คือคนเขาจะเห็นไปว่าบาตรเต็มแล้วทุกทีเลยเวลาเปิดฝาบาตร ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วบาตรว่างเปล่า เวลาพระสารีบุตรท่านไปบิณฑบาต คนจะใส่บาตรมากเลย  แต่ถ้าวันไหนพระโลสกะติดสอยห้อยตามไปด้วย  ก็จะไม่มีคนใส่บาตรเหมือนกัน อันนี้พระสารีบุตรก็รู้

ทำไมถึงเป็นอย่างนั้นล่ะ อาภัพขนาดติ๊งต่างว่า

ต้องย้อนไปในอดีตชาตินะ สมัยโน้นแน่ะ สมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าองค์ก่อนที่จะถึงพระพุทธเจ้าของเรานี่แหละ ตอนนั้น พระโลสกะไปเกิดแล้วบวชได้เป็นเจ้าอาวาส มีกุฎุมพี คือ คนฐานะดีคนหนึ่งคอยดูแลอุปัฏฐากท่านอยู่ วันหนึ่ง มีพระอรหันต์องค์หนึ่งผ่านมา กุฎุมพีเห็นแล้วเลื่อมใส เลยพาไปฝากไว้ที่วัด  ตอนเย็นก็มาดูแลมาสนทนา  เจ้าอาวาสไม่รู้ว่าเป็นพระอรหันต์ พอเห็นกุฎุมพีมาดูแลดีก็เกิดริษยา คิดว่าพระรูปนี้อยู่ไปนานๆ เห็นทีเราจะแย่ ต้องหาทางให้ออกไป

พอตอนเช้าจะออกบิณฑบาต ปกติก็ต้องชวนกันออกไปใช่มั้ย เจ้าอาวาสก็ไปชวนเหมือนกัน แต่เคาะประตูด้วยหลังเล็บ เป็นเชิงว่ามาเรียกแล้วนา แต่ไม่ได้ยินเอง ก็ไปหากุฎุมพี กุฎุมพีถามว่าทำไมมาองค์เดียว ท่านตอบว่า เมื่อวานสงสัยฉันดีเกินไป เลยยังนอนไม่ตื่น กุฎุมพีก็จัดของดีๆ ฝากไปให้ เจ้าอาวาสเห็นแล้วก็คิดว่าของดีอย่างนี้ ถ้าเอาไปให้ สงสัยพระรูปนั้นจะไม่ยอมไปไหน ทำยังไงดี พอดีเห็นเขาเผาซังข้าวกันอยู่ ก็เลยเอาไปเผาที่ซังข้าว

อะไรจะปานนั้นติ๊งต่างหัวเราะอย่างไม่อยากจะเชื่อ

ฝ่ายพระอรหันต์ท่านรู้ความคิดของเจ้าอาวาส  ท่านก็ออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว เจ้าอาวาสพอมารู้ว่าพระไปแต่เช้าแล้ว ก็เอะใจ เอ๊ะ หรือจะเป็นพระอรหันต์ ทีนี้ก็ตกใจ หวาดผวา  แล้วก็เสียใจจนผ่ายผอม จนกลายเป็นเปรตในร่างคน  ในที่สุดตายไปเกิดในนรกเป็นเวลานานน... แล้วไปเกิดเป็นยักษ์ ไม่เคยได้กินอาหารอิ่มท้องเลยนะ   เสร็จแล้วไปเกิดเป็นหมาอีก ก็เป็นหมาโซ  ไม่มีใครให้ข้าวกิน

โอ้โฮ ชักเห็นใจ ทีนี้เจอหมาหิวโซ  ต้องหาอะไรให้มันกินซะหน่อยแล้วมั้งเนี่ยติ๊งต่างเศร้า

พอชาติสุดท้าย ก็มาเกิดเป็นพระโลสกะเนี่ยแหละ ตั้งแต่เกิดมาก็ทำให้พ่อแม่จนล้งจนลง คนในหมู่บ้านก็ลำบากไปด้วย จนไปพบพระสารีบุตรมาพาไปบวช

แต่บวชแล้วก็บิณฑบาตไม่ได้อีกติ๊งต่างต่อให้

ใจสว่างพยักหน้า ใช่ คนจะเห็นว่าบาตรเต็มแล้ว แต่พระโลสกะรู้กรรมของตัวนะ ก็เพียรพยายามบำเพ็ญต่อบุญเก่าที่เคยบำเพ็ญมา ท่านจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ชาตินี้แหละ ตำราบอกว่าคนที่เกิดมาในชาติสุดท้าย จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์นี้ จะทำยังไงก็ไม่ตาย จนกว่าจะบรรลุอรหัตตผล เหมือนกับโคมไฟที่จุดไว้แล้ว  ครอบแก้วกันลมไว้อย่างดี ลมพัดยังไงก็ไม่ดับ

โอ้โห น่าทึ่งจังติ๊งต่างชอบใจ

ตอนนี้ท่านก็บำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์  แต่วันนี้ยังไม่ได้อาหาร พระสารีบุตรเลยบอกให้กลับวัดไป  แล้วท่านไปบิณฑบาตให้ พอได้อาหารแล้วก็รีบให้คนนำไปให้พระโลสกะ คนนี้ก็เดินไปท่องชื่อไป  

สะดุดไม่ได้สิเนี่ย เดี๋ยวลืมชื่อติ๊งต่างลุ้น

ใจสว่างหัวเราะ  ไม่สะดุดหรอก  พอถึงวัดก็ลืมชื่อเลยแหละ  ลืมแล้วเลยไม่รู้จะเอาไปให้ใคร เลยกินซะเอง  พระโลสกะก็เลยอดอีก

พระสารีบุตรกลับมาถามว่า  ได้อาหารหรือยัง บอกว่ายัง พระสารีบุตรท่านสลดเลย  กลับออกไปที่วังพระเจ้าปเสนทิโกศล  ตอนนั้นสายมากแล้ว  จึงได้รับการถวายเป็นน้ำผึ้ง น้ำอ้อยมาเต็มบาตร  

ทีนี้ถ้าพระสารีบุตรยื่นบาตรให้พระโลสกะรับไปฉัน  บาตรก็จะว่างเปล่า  พระสารีบุตรเมตตามากเลยยืนประคองบาตรให้ฉัน  จึงได้ฉันเป็นมื้อสุดท้าย ฉันอิ่มแล้วก็สิ้นชีวิต

ติ๊งต่างซึมไปเลย นี่แหละแรงริษยา"

ทำให้เกิดเป็นเรื่องเป็นราวต่อไปมากมายอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเราต้องระวังใจให้ดี คอยมีสติ อย่าไปริษยาใครเขาเทียวนะ  รู้มั้ยติ๊งต่าง

ติ๊งต่างหัวเราะแหะๆ ตามเคย

 

 

จากหนังสือธรรมะเอกเขนก : ขวัญ เพียงหทัย

หมายเลขบันทึก: 196469เขียนเมื่อ 25 กรกฎาคม 2008 14:52 น. ()แก้ไขเมื่อ 1 มิถุนายน 2012 22:45 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (2)
  • ขอบคุณสำหรับบทความดี ๆ ค่ะ
  • จะติดตามอ่านนะคะ
พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี