หลังจากผ่านไปสี่วันสี่คืน นับตั้งแต่วันเพ็ญเดือนอาสาฬหฯ การตั้งจิตอธิษฐานโดยการถือเนสัชชิก (การตั้งจิตอธิษฐานโดยการนั่งหรือไม่นอนให้หลังติดพื้น) ตลอดทั้งพรรษา (๓ เดือน) สี่วันนี้ได้อะไรบ้างขอสกัดออกมาเป็นระยะ ๆ

ก่อนอื่นขอย้อนไปตรงความเชื่อที่ว่าคนเรานั้นเกิดมาต้อง “นอน” จุดนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่ทำให้ตอนหน้านี้ไม่กล้าตัดสินใจที่จะอธิษฐานการไม่นอนตลอดทั้งพรรษา
แต่...เอาไงก็เอากัน ตายเป็นตาย แล้วก็ยังไม่เคยเห็นใครตายเพราะการตั้งจิตอธิษฐานว่าจะไม่นอนซักที

คืนแรกหวั่นหน่อย ๆ “กลัว” ไปสารพัด กลัวเมื่อย กลัวง่วง กลัวไม่ไหว แต่ก็ไม่ถึงกับ “กลัวตาย...”

คืนแรกนั้นยังไม่มีอะไรมากนัก ก็เมื่อย ๆ เหมือนเคยกับพรรษาก่อน (พรรษาก่อนสมาทานเฉพาะวันพระ) ตอนกลางวันก็รู้สึกง่วงและเหนื่อย แต่... อันนี้สำคัญ ไอ้เจ้าความรู้สึกง่วงและเหนื่อยเนี่ย พอวันที่สองเริ่มจะรู้ได้แล้วว่าอันนี้คือ “อุปาทาน” เราคิดไปเอง กลัวไปเอง คิดมากไปเพราะ “ชุดความรู้” ที่แท้เราไม่เหนื่อยจริงหรอก ไม่ได้ง่วงจริงหรอก ที่ง่วงที่เหนื่อย เพราะเราคิดว่าเราไม่ได้นอน ไม่ได้นอนก็ต้องง่วง ไม่ได้นอนก็ต้องเมื่อย ไม่ได้นอนก็ต้องเหนื่อย เล่นหลอกเราให้ง่วงมาทั้งชีวิต ร้ายจริง ๆ

เพราะวันที่สอง สาม และสี่ มีเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นเหมือนกันคือ เมื่อตื่นขึ้น จะรู้สึกว่า “เต็มอิ่ม” ทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่อย่างนั้นทั้งคืน รู้สึกอิ่มกว่านอนธรรมดา ๆ
เมื่อก่อนที่นอนราบหลังติดพื้นหรือว่าเอียงซ้ายเอียงขวา ตื่นมาแล้วก็ยังรู้สึกง่วง ขอหน่อยน่า อีกนิดน่า แต่เมื่อสมาทานไม่นอนนี้ “ตื่นก็ตื่น” อิ่มแล้วอิ่มเลย
ที่สำคัญไม่เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวเหมือนกับนอนราบที่เคยนอนมาทั้งชีวิต
(การนั่งแบบนี้แล้วนอนเต็มอิ่ม แถมตื่นมาแล้วไม่เมื่อย สองข้อนี้ต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดตลอดทั้ง ๓ เดือน)

ท่านั่ง...
เรื่องนี้เป็นที่กังวลมากว่าจะนั่งท่าไหนดี เอาอะไรมาพิงดี จะยืดขา หดขา ทำอย่างไรดีนะ...?
หลังจากสี่คืนผ่านไป
การนั่งแบบฟุบหน้าลงกับโต๊ะทรมานที่สุด ปวดต้นคอ เจ็บหลัง ปวดเอว เมื่อยขา
ถัดมาก็คือการนั่งแล้วเหยียดขายาว แรก ๆ ดูเหมือนจะสบาย “สบายแต่ขา” เพราะท่านั่งเหยียดขายาวนี้จะทำให้เจ็บก้นกบมาก โดยเฉพาะถ้านั่งไปนาน ๆ เพราะว่าเมื่อนั่งไป ตัวเราก็จะยิ่งรูดลงไป “ไม่ตั้งฉาก” เมื่อไม่ตั้งฉาก น้ำหนักที่เคยถ่ายลงตรงโคนขาก็เริ่มเปลี่ยนมาอยู่ที่ก้นกบอย่างเดียว ท่านั่งแบบนี้เจ็บมาก เจ็บตั้งแต่นาทีแรก การนั่งแบบนี้ทำให้นึกถึงเวลานั่งรถหรือนั่งเก้าอี้ที่มีที่วางเท้าที่ดูเหมือนว่าจะสบาย การนั่งแบบนี้ถ้าไม่ได้เบาะช่วยไว้คงจะเจ็บตั้งแต่นาทีแรก แต่ถึงมีเบาะช่วยไว้ การนั่งแบบนี้จะทำให้เกิดอาการปวดหลังแบบสั่งสม เพราะน้ำหนักจะไปจมอยู่ตรงที่ก้นกบเพียงอย่างเดียว

ท่านั่งที่ดีที่สุดคือนั่งขัดสมาธิ เป็นท่าที่เหมาะสมสำหรับการนั่งนาน ๆ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการนั่งแบบซ้ายทับขวาหรือขวาทับซ้าย จะลดจุดสัมผัสที่ซับซ้อนและขัดกันและระหว่างขาสองขาลงไปได้อีกมาก เหตุที่เนื้อและกระดูกขัดกันซ้อนกันเมื่อนั่งแบบนำเท้าซ้ายมาทับเท้าขวาหรือเท้าขวาทับเท้าซ้ายจึงเป็นท่านั่งที่ดีที่สุดสำหรับ “สุขภาพ” (มีท่านั่งอีกอย่างหนึ่งที่ดีกว่าคือ การขัดสมาธิเพชร เพราะจุดที่ร่างกายสัมผัสพื้นน้อยกว่าการนั่งแบบซ้ายทับขวาหรือขวาทับซ้ายแบบธรรมดา ตอนนี้ยังนั่งไม่เป็นจึงยังไม่สามารถวิเคราะห์สรุปได้ว่าเป็นอย่างไร)

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายด้านอื่น ยังไม่มีผลอะไรออกมาชัดเจนนัก จึงต้องสังเกต และ “อ่าน” ร่างกายกันต่อไป
ส่วนมิติด้านจิตใจนั้น “สัจจะบารมี” เป็นสิ่งสำคัญ เรื่องสัจจะและความเข้มแข็งนั้นต้องพิสูจน์กันยาว
แต่ที่แน่ ๆ เมื่อไม่เห็นฝั่ง แล้วเรากล้าที่จะกระโดดลงน้ำทำสิ่งนี้ลงไปนี้ก็ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว กล้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมา

 

จิตที่ฝึกฝนมาปีกว่านี่เข้มแข็งกว่าเดิมเยอะ “กล้า” ขึ้นกว่าเดิมมาก กล้าสู้ กล้าว่ายน้ำไปถึงแม้ว่าจะไม่เห็นฝั่ง โดดเป็นโดด ตายเป็นตาย...
เปลี่ยนจากเมื่อก่อนที่ต้องเห็นฝั่งก่อนถึงจะกระโดด รอพิสูจน์ รอให้เห็นผลก่อนถึงจะกล้าตัดสินใจลงมือทำไป


ความกล้าและความอาจหาญในธรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งนี้ถ้าจะได้มาต้องแลกด้วยชีวิต ต้องสู้ด้วยชีวิต ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้บรรลุได้ด้วยแค่การเรียน การอ่าน การพูด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ความคิด" แต่ต้องลงมือทำ และทำให้จริง


การต่อสู้แบบนี้เมื่อก่อนไม่เคยมีในชีวิตเรา
เมื่อก่อนเราอ่อนแอ ไม่กล้าแบบนี้ ไม่เคยทำอะไรจริงแบบนี้
ผ่านไปสี่วันสี่คืนแล้ว ไม่ต้องนับวันที่เหลือ ทำให้เต็มที่...