การเขียนหรือการจดโน้ต
เป็นวิธีที่จะทำให้เราจำได้ง่ายขึ้นซึ่งก่อนเขียนเราต้องเข้าใจอยู่แล้วว่าจะเขียนอะไรลงไป อย่าลอกตามหนังสือไปทั้งดุ้นและอย่าจดแบบให้มันเสร็จ ๆ ไป หรือจดแบบให้มีตามเพื่อน (เป็นกระแสนิยม)เพราะมันจะไม่ได้ผลอะไรเลย ควรจะสรุปประมวลออกมาเป็นเนื้อความ ตามที่เราเข้าใจซึ่งต้องเข้าใจอย่างถูกต้องด้วย อาจตรวจสอบโดยการผลัดกันตอบคำถามกับเพื่อนหรือถามครูอาจารย์ ดังนั้นอย่าขี้เกียจเขียนเลย เขียนเอง อ่านเองผลที่ได้ก็อยู่ที่ตัวเองทั้งนั้นแหละ
คราวนี้ก็มาถึงการท่องจำส่วนใหญ่เมื่อเรารู้เรื่องเราก็จะจำบางส่วนของเนื้อหาได้แล้ว นอกจากบางวิชา เช่น ชีวะ สังคมที่เป็นวิชาท่องจำซะส่วนใหญ่ อาจต้องมีการมาท่องจำเพิ่มเติม การอ่านออกเสียงดังๆก็ช่วยให้จำดีขึ้น แต่ไม่ควรจะรบกวนผู้อื่น ( มิฉะนั้นอาจจะได้รับสิ่งไม่พึงปรารถนา ) การจำศัพท์ภาษาอังกฤษ อาจใช้วิธีเขียนใส่กระดาษแล้วแปะตามข้างฝา เช่น ฝาห้องน้ำประตูห้องสุขา ( ที่บ้านของตัวเองนะ) ตามที่ที่เราต้องเห็นทุกวันอ้อ…ประตูของตู้เย็นก็ดีนะ เพราะเปิดออกจะบ่อยก็หันมาเหลียวแลศัพท์ที่ตัวเองแปะไว้บ้าง เห็นบ่อย ๆ เดี๋ยวก็เข้าสมองมีอีกอย่างใครที่เรียน ENTCONCEPT เทคนิคเพลงช่วยจำศัพท์ได้ผลจริงๆถ้าไม่ได้เรียนเอง ก็ไปไรท์ของเพื่อน แล้วอย่าลืมถ่ายเนื้อร้องมาด้วยล่ะ (วิธีหลังอาจจะเอาเปรียบคนที่เขาไปเรียนมาหน่อย คงต้องเคลียร์กับเพื่อนเอาเองนะ)
สุดท้ายการลงมือทำข้อสอบก็นำทุกอย่างที่เราเข้าใจและจำได้ มาคิดวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบที่ถูกที่สุด คิดดีๆนะ ระวังโดนโจทย์หลอก ที่เหลือก็ตัวใครตัวมัน >.<
เวลาที่ดีสำหรับการอ่าน
เคยมีคนบอกว่าเวลาที่ดีที่สุดคือตอนเช้าเพราะร่างกายเราได้พักผ่อน รวมทั้งสมองก็ได้พักมีการจัดระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้พร้อมกับการใส่ข้อมูลใหม่ ๆ เข้าไปอันนี้เป็นเรื่องจริง แต่สำหรับคนที่ตื่นเช้าไม่ไหว เวลาดึก ๆ ที่เงียบ ๆ ก็เหมาะคือว่ามันเงียบไง…สมองเราก็สามารถคิดสิ่งต่างๆ ได้ดี แต่อาจจะไม่เท่าตอนเช้าเพราะสมองเราต้องเหนื่อยจากการเรียนมาแล้วทั้งวันบางคนยังมีการเรียนพิเศษตอนเย็นอีก สำหรับตัวเราเองอ่านตอนกลางคืนสักนิดได้เท่าไหนก็แค่นั้น 5 ทุ่มต้องเข้านอน แล้วก็ตั้งนาฬิกาปลุกตอนตี 3 ตี 4 ตี 5 แนะนำให้ตั้งนาฬิกาปลุกก่อนเวลาที่ต้องตื่นไปสักครึ่งชั่วโมงเพื่อที่เราจะได้มีเวลาเกลือกกลิ้งอยู่บนที่นอนก่อนสักพักถึงค่อยลุกไปล้างหน้าล้างตา มานั่งอ่านขอย้ำว่าควรทำให้ตัวเองตื่นเต็มที่ก่อนจะอ่านเพราะไม่งั้นเดี๋ยวก็หลับคาหนังสืออีกจนได้
เวลาที่ไม่เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือเรียนเลย คือช่วงบ่ายหลังจากกินข้าวเสร็จอิ่ม ๆ เคยได้ยินสุภาษิตไทยที่ว่า“พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน”ไหมช่วงบ่ายจะเป็นช่วงที่คนเรามีความง่วงนอน อ่านไปก็หลับ ยิ่งหนังสือเรียนด้วยและไม่ควรนอนอ่านหนังสือ โดยเฉพาะบนเตียง ขอบอกว่าหลับแน่ๆ ไม่ใช่อ่านนิยายนี่มันจะน่าติดตาม จนอยากอ่านให้จบ เรามีเพื่อนคนหนึ่งเขาบอกว่าหนังสือเรียนคือยานอนหลับขนานเอก เห็นจะจริง อ่านไม่กี่หน้าก็หลับแล้ว
การอ่านควรจะเป็นในสถานที่ที่สงบ เงียบและสมองเราพร้อมที่จะรับเรื่องใหม่ ๆนั่นแหละการอ่านถึงจะได้ผลสูงสุด
วิธีแก้ง่วง
ความง่วงนอนนั้นมีหลายขั้น ตามที่เราแบ่งเองได้แก่
1. ความง่วงนอนขั้นต้น
อาการ - เป็นความง่วงที่ค่อย ๆ เกิดขึ้นจะทำให้สติของเราล่องลอยไปเที่ยวสักพัก ไม่กี่นาทีหรอก แล้วก็จะกลับมาที่เดิมอาจมีอาการอ้าปากหาวบ้างเล็กน้อย แต่จะไม่บ่อยนัก
วิธีแก้ -ควรจะลุกขึ้นไปล้างหน้าล้างตาให้สดชื่นหรือออกแรง เช่นการบิดขี้เกียจให้ร่างกายมีความตื่นตัว กระปรี้กระเปร่า พูดง่าย ๆ คือ ทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ร่างกายเราสดชื่นขึ้น
2. ความง่วงขั้นกลาง
อาการ - เป็นความง่วงที่สะสมมาจากความง่วงขั้นต้น สติเริ่มหายไปเที่ยวนานขึ้นอาการหาวก็มีถี่ขึ้น อาจมีอาการสัปหงกเล็กน้อย
วิธีแก้ -ควรจะหลับตาลงพักผ่อนสักครู่ อาจะ 10-15 นาทีแล้วตื่นขึ้นมาไปล้างหน้าล้างตา เพื่อให้สดชื่น หรือไปทำอะไรสักอย่าง ไปเดินเล่นหรือฟังเพลง ดื่มนม กาแฟนี่ไม่แนะนำเท่าไรนัก เพราะ อาจเกิดอาการหลับในได้ก็ง่วงมาก แต่ตายังค้าง เสียสุขภาพกายเปล่า ๆ น่า
3. ความง่วงขั้นรุนแรง
อาการ - เป็นความง่วงที่ไม่อาจทัดทานได้ไหวสติแทบจะไม่มีแล้ว หัวอาจสัปหงกลงไปจูบกับโต๊ะได้ทุกเมื่อหรืออาจเกิดอาการฟุบหลับคาหนังสือ
วิธีแก้ -ไปนอนซะถึงอ่านไปก็ไม่เข้าหัวอยู่ดี เลิกทรมานตัวเองได้แล้วถ้ายังอ่านไม่จบก็ปลงซะ มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่ว่าจะทำไงสมองก็ไม่พร้อมจะรับอะไรอีกแล้วทั้งนั้นแหละน่า
คาถาก่อนเข้าห้องสอบ
จริง ๆก็เป็นแค่ความเชื่อที่ทำแล้วสบายใจเท่านั้นเอง เล่นกับดวงไงหากอ่านหนังสือมาเต็มที่แล้ว อย่ากลัวข้อสอบเลยนี่เป็นแค่สิ่งที่ช่วยเสริมกำลังใจสำหรับบางคนที่อ่านมาแล้ว แต่ไม่รู้เรื่องไม่เข้าหัว ก็ต้องอาศัยสิ่งศักดิ์สิทธิ์รวมกับบุญที่เคยมีมาแต่ชาติปางก่อนนะ
ขั้นแรกออกจากบ้าน ไหว้พ่อไหว้แม่ให้งามๆ ขอพรมาสักหน่อยก็ดี
ขั้นสองเดินเข้าโรงเรียน ซึ่งในแต่ละแห่งจะมีสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งที่เป็นที่เคารพนับถือของคนในโรงเรียน ก็ทำความเคารพอาจจะมีการบนบานเล็กน้อย
ขั้นสามเข้าห้องสอบ ให้ก้าวเท้าซ้ายเข้าไปก่อน เข้าตำราที่ว่า “ขวาร้าย ซ้ายดี” ไง
ขั้นที่สี่ทำข้อสอบ ก่อนลงมือเขียน ท่องนะโมหรือบทอะไรสักอย่าง อย่าให้ยาวนัก เดี๋ยวจะเสียเวลามากไป ขั้นนี้เล่นกับศาสนาแล้ว (ความจริงก็เป็นวิธีที่ช่วยลดอาการตื่นเต้น เป็นการรวบรวมสมาธิน่ะ )
ขั้นสุดท้ายก็ตัวใครตัวมันนะครับ ถ้าทำข้อสอบไม่ได้ก็ปลงซะเถอะ ว่าทำบุญมาแค่นี้ อย่าหวังโพยจากเพื่อนเลยเพราะเพื่อนก็อาจจะหวังโพยจากเราอยู่ก็ได้อิอิ…>.<
ขอเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคนที่อยู่ในวัยเรียนจริงอยู่ที่สติปัญญาของคนเราอาจไม่เท่ากัน อย่าเพิ่งท้อในการอ่านหนังสืออย่าท้อเมื่อเห็นคนอื่นอ่านแค่รอบเดียวก็จำ รอบแรกไม่จำ ก็อ่านรอบสองสิ หากยังไม่จำก็อ่านไปเรื่อย ๆ คนเรามีความพยายามได้ อ่านมาหลายรอบ ผ่านตาหลายรอบอาจจะจำแม่นกว่าก็ได้ ทั้งนี้เทคนิคต่าง ๆ หากไปประยุกต์ใช้แล้วได้ผลหรือไม่อย่างไร ก็มาบอกกล่าวกันบ้างนะ >.<

อ่านมาก รู้มาก ลับสมองด้วยค่ะ ^-^
ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
แวะมาทักทายนะค่ะ
เป็นคนรักการอ่านเหมือนกันค่ะ
เมื่อก่อนเป็นคนรักการอ่านค่ะ
เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแน่ใจ ? .. เฮอๆ
ตอนนี้ เข้าขั้น ง่วงปานกลางค่ะ
- - ไม่ว่าจะ อ่าน เขียน ฟัง พูด ล้วย เชื่อมสัมพันธ์กัน แบบมีนัยยะ - -
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมครับ สุ จิ ปุ ลิ หัวใจนักปราชญ์นี่สำคัญในทุกๆอาชีพเลยครับ