ทฤษฏีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
1. สาระสำคัญ/แนวคิด
วัตสัน (John B.Watson) เป็นนักจิตวิทยาชาวอเมริกัน เป็นผู้นำกลุ่มจิตวิทยา
พฤติกรรมนิยม นักคิดในกลุ่มนี้มองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะที่เป็นกลาง คือ ไม่ดี ไม่เลว(neutral-passive) การกระทำต่างๆของมนุษย์เกิดจากอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมภายนอก พฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการตอบสนองต่อสิ่งเร้า (stimulus-response) การเรียนรู้เกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้าและการตอบสนอง เป็นการศึกษาพฤติกรรมที่สามารถเห็นได้หรือวัดได้
2. นักจิตวิทยา
2.1 วัตสัน (John B.Watson 1878-1958)
2.1.1 แนวคิด
วัตสัน ได้นำเอาทฤษฎีของ Pavlov มาเป็นหลัก
สำคัญ ในการอธิบายเรื่องการเรียนรู้แนวความคิดของ Watson ก็คือ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคทำให้เกิดการเรียนรู้กล่าวคือ การใช้สิ่งเร้าสองสิ่งมาคู่กันคือสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (CS) กับสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข (UCR) แล้วทำให้เกิดการตอบสนองอย่างเดียวกัน
2.1.2 การทดลอง
เริ่มโดยผู้วิจัยเคาะแผ่นเหล็ก ให้ดังขึ้นให้เสียงดังกล่าวเป็นสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข (UCS) ซึ่งจะก่อให้เกิดการตอบสนองที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข (UCR) คือ ความกลัว Watsonได้ใช้หนูขาวเป็นสิ่งเร้าที่ต้องวางเงื่อนไข (CS) มาล่อหนูน้อยอัลเบิร์ต(Albert) อายุ 11 เดือนชอบหนูขาวไม่แสดงความกลัว แต่ขณะที่หนูน้อยยื่นมือไปจับเสียงแผ่นเหล็กก็ดังขึ้น ซึ่งทำให้หนูน้อยกลัว ทำคู่กันเช่นนี้เพียงเจ็ดครั้งในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าตอนหลังหนูน้อยเห็นแต่เพียงหนูขาวก็แสดงความกลัวทันที
แผนผังการทดลอง
เสียงดัง (UCS) -------------- กลัว (UCR)
หนูขาว (neutral) -------------- ไม่กลัว
หนู + เสียงดัง -------------- กลัว (CR)
หนูขาว (CS) -------------- กลัว (CR)
จากการทดลอง วัตสัน สรุปเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ได้ดังนี้
1) พฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นได้ โดยการควบคุมสิ่งเร้า ที่วาง
เงื่อนไขให้สัมพันธ์กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติและการเรียนรู้จะคงทนถาวร หากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์กันนั้นควบคู่กันไปอย่างสม่ำเสมอ
2) เมื่อสามารถทำให้เกิดพฤติกรรมใดๆได้ก็สามารถลดพฤติกรรมนั้นให้หายไปได้
2.1.3 การนำไปประยุกต์ใช้ สามารถนำความรู้ไปแก้ไขปัญหาด้านความ
กลัวของเด็กหรือวางเงื่อนไขเพื่อให้เกิดการตอบสนองในเรื่องที่ต้องการให้แสดงพฤติกรรม
2.2 พาฟลอฟ Classical Conditioning Thoery
การทดลอง
นักสรีระวิทยาชาวรัสเซียชื่อ พาฟลอฟ (Pavlov,1849-1936)ได้ทำการทดลองโดยสั่นกระดิ่งก่อนที่จะเอาอาหาร (ผงเนื้อ) ให้แก่สุนัข เวลาระหว่างการสั่นกระดิ่งและการให้ผงเนื้อแก่สุนัขต้องเป็นเวลาที่กระชั้นชิดมากประมาณ .25 ถึง .50 วินาทีทำซ้ำควบคู่กันหลายครั้ง และในที่สุดหยุดให้อาหารเพียงแต่สั่นกระดิ่งก็ปรากฏว่าสุนัขก็ยังคงมีน้ำลายไหลได้ โดยที่ข้างแก้มของสุนัขติดเครื่องมือวัดระดับการไหลของน้ำลายไว้ ปรากฏการเช่นนี้เรียกว่า พฤติกรรมของสุนัขถูกวางเงื่อนไข (Povlov, 1972) หรือที่เรียกว่าสุนัขเกิดการเรียนรู้แบบวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
แนวคิด
การเรียนรู้ที่เรียกว่า classical conditioning นั้นหมายถึงการเรียนรู้ใดๆก็ตามซึ่งมีลักษณะ
การเกิดตามลำดับขั้นดังนี้
1. ผู้เรียนมีการตอบสนองต่อสิ่งเร้าใดสิ่งเร้าหนึ่ง โดยไม่สามารถบังคับได้ มีลักษณะ reflex เกิดขึ้นเองโดยไม่มีการเรียนรู้ ( unconditioned ) เป็นไปโดยอัตโนมัติ ผู้เรียนไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมได้ พฤติกรรมชนิดนี้มีทั้งในสัตว์และในคน เช่น หมาเห็นอาหารแล้วน้ำลายไหล หรือการที่คนกะพริบตาเพราะมีลมผ่านหรือการที่ขากระตุกเมื่อโดนเคาะบริเวณหัวเข่า
2. การเรียนรู้เกิดขึ้นเพราะความใกล้ชิดและการฝึกหัด โดยการนำสิ่งเร้าที่มีลักษณะเป็นกลาง คือไม่สามารถทำให้เกิดการตอบสนองได้มาเป็น conditioned stimulus (cs) โดยนำมาควบคู่กับสิ่งเร้าที่ทำให้เกิดการตอบสนองโดยอัตโนมัติในเวลาใกล้เคียงกัน และทำซ้ำๆ ในที่สุดสิ่งเร้าที่เป็นกลางจะมีผลทำให้ผู้เรียนเกิดการตอบสนอง ในช่วงที่ผู้เรียนเกิดการตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่เคยเป็นกลางนั้นเรียกว่าเกิดการเรียนรู้ชนิดมี conditioned
สรุป การทดลองที่จัดว่าเป็น classical ได้ให้ concept ใหญ่ๆ 4 ข้อด้วยกัน ซึ่งถือว่าเป็นหลักสำคัญของ S - R Theory คือ
1. กฎการสรุปกฎเกณฑ์ทั่วไป(Law of Generalization)หรือ การแผ่ขยาย( Generalization) คือ ความสามารถของอินทรีย์ที่จะตอบสนองในลักษณะเดิมต่อสิ่งเร้าที่มีความคล้ายคลึงกันได้ เมื่อหมาเกิดการเรียนรู้ว่าเมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งจะได้อาหารหมามีแนวโน้มที่จะสนองตอบต่อเสียงใดๆก็ได้ที่คล้ายกับเสียงกระดิ่ง
2. กฎการจำแนกความแตกต่าง(Law of Discrimination) คือ ความสามารถของอินทรีย์ในการที่จะจำแนกความแตกต่างของสิ่งเร้าได้ การสอนให้หมารู้จักแยกเสียงที่ต้องการให้เรียนรู้จากเสียงอื่นๆ ให้ใช้การเสริมแรงภายหลังสิ่งที่ต้องการ
3. กฎการลดภาระ(Law of Extinction) หรือ การลบพฤติกรรมชั่วคราว( Extinction) คือ การที่พฤติกรรมตอบสนองลดน้อยลงอันเป็นผลเนื่องจากการที่ไม่ได้รับสิ่งเร้าที่ไม่ได้
ถูกวางเงื่อนไข ซึ่งในที่นี้ก็คือรางวัลหรือสิ่งที่ต้องการนั่นเอง
4. กฎการฟื้นคืนสภาพเดิมตามธรรมชาติ(Law of Spontaneous recovery) หรือ การ ตัวของการตอบสนองที่วางเงื่อนไข (Spontaneous recovery) หลังจากการลบพฤติกรรมชั่วคราว แล้ว สักระยะหนึ่งพฤติกรรมที่ถูกลบเงื่อนไขแล้วอาจฟื้นตัวขึ้นมาอีกเมื่อได้การกระตุ้นโดยสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (CS)
2.3 สกินเนอร์ (Skinner )
2.3.1 แนวคิด
สกินเนอร์เชื่อว่า การเชื่อมโยงจะเกิดระหว่างสิ่ง
เสริมแรงและการตอบสนอง (Response ) ไม่ใช่เกิดระหว่างสิ่งเร้า ( Stimulus) และการตอบสนอง (Response )
2.3.2 การทดลอง
สำหรับการทดลองของ Skinner เกี่ยวกับการเรียนรู้ที่มีชื่อเสียงกระทำโดยจับหนูที่กำลังหิวใส่ในกรงทดลอง ซึ่งภายในมีคานไม้ซึ่งถ้าหนูกดลงไปแล้วจะทำให้มีอาหารหล่นมาในกรงหนึ่งเม็ดและเมื่อใดก็ตามที่หนูบังเอิญไปกดคาน อาหารก็จะหล่นมาหนึ่งเม็ดทุกครั้ง
การทดลองของ Skinner
แผนผังการทดลอง หนูกดคาน โดย
กดคาน ( R ) ----------------------------- อาหาร ( Sre )
คาน ( S ) + อาหาร ( Sre ) ---------- กดคาน (R )
คาน ( S )----------------------------- กดคาน ( R ) + อาหาร(Sre )
จากการทดลองของสกินเนอร์ พบว่า หลังจากผ่านไประยะหนึ่งแล้วเมื่อหนูหิว หนูสามารถเดินไปกดคานได้เลยโดยไม่ต้องลองผิดลองถูกอีก นั้นหมายถึงว่าหนูเกิดการเรียนรู้แล้วและในการทดลองนี้สิ่งที่สกินเนอร์ให้ความสำคัญมากว่าเป็นสิ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้ คือ อาหารซึ่งเขาเรียกว่า ตัวเสริมแรง ( Reinforcer) ซึ่งมีบทบาทในการกระตุ้นให้หนูแสดงพฤติกรรมตอบสนองที่ต้องการ คือ การกดคาน
ชนิดของตัวเสริมแรง
ตัวเสริมแรง (Reinforcer) หมายถึง สิ่งเร้าใดก็ได้ที่สามารถเพิ่มความสามารถและศักยภาพในการแสดงพฤติกรรมตอบสนองที่ต้องการ เช่น คะแนนดี เสริมแรงให้นักศึกษาขยันเรียนมากขึ้น คำชมทำให้เด็กพูดจาไพเราะขึ้น เป็นต้น
ตัวเสริมแรงมี 2 ประเภทคือ
1. ตัวเสริมแรงปฐมภูมิ ( A primary reinforcer ) ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งที่ตอบสนองต่อการทำงานและความต้องการทางด้านร่างกายโดยพื้นฐาน เช่น อาหารสำหรับคนกำลังหิว ความอบอุ่นสำหรับคนที่กำลังหนาว เป็นต้น
2. ตัวเสริมแรงระดับทุติยภูมิ ( A secondary reinforcer ) จะเป็นตัวเสริมแรงที่เกิดจากการที่ไปเชื่อมโยงกับตัวเสริมแรงปฐมภูมิทำให้สิ่งนั้นสามารถสนองความต้องการต่าง ๆ ของคนเราได้เช่นเดียวกันกับตัวเสริมแรงปฐมภูมิ ตัวเสริมแรงทุติยภูมิ เช่น เงินซึ่งมีค่าเพราะสามารถนำไปใช้แลกเปลี่ยนกับสิ่งต่างๆ ที่สามารถนำมาสนองความต้องการของคนเราได้อย่างมากมาย การเสริมแรง (Reinforcement)
การเสริมแรงเป็นสภาวะการณ์ที่มีการให้ตัวเสริมแรงในการกระทำพฤติกรรมของอินทรีย์ โดยการ เสริมแรงจะแบ่งออกตามลักษณะของการวางเงื่อนไขได้เป็น 2 ประเภท คือ
1. การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) เป็นการให้สิ่งที่จะช่วยเพิ่มแนวโน้มของการตอบสนอง และมักจะเป็นการให้สิ่งดีๆ เช่น ของขวัญ เงิน อาหาร เป็นต้น
2. การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) เป็นการนำสิ่งที่ไม่พอใจ ไม่ชอบออกไปหรือเป็นการปรับสภาวะจากลบ (Negative) ไปเป็นกลาง ( Neutral ) แล้วเพิ่มแนวโน้มของการตอบสนองที่ต้องการ (Carver and Scheier ,1996:341) เช่น นำความร้อนออกไปโดยการติดเครื่องปรับอากาศในฤดูร้อน ทำให้พนักงานพอใจกับสภาพแวดล้อมการทำงานมากขึ้น เป็นต้น
การลงโทษ
การลงโทษ (Punishment) เป็นการให้สิ่งที่ไม่พอใจ หรือเป็นการเปลี่ยนสภาพปกติ (Neutral ) ให้เป็นสภาวะที่เป็นลบ (Negative) เช่น การดุด่า การตี เป็นต้น หรืออีกลักษณะจะเป็นการนำสิ่งที่ชอบ (positive) ออกไปหรือทำให้กลับคืนสู่ปกติ (Neutral) เช่น การงดให้โบนัส การงดให้รางวัล เป็นต้น การลงโทษอาจช่วยระงับยับยั้งพฤติกรรมที่เป็นไปทางลบได้ในระยะสั้นๆ เช่น การดุด่าเด็กเมื่อเด็กเล่นรุนแรง ทำให้เด็กเลิกเล่นรุนแรงไปได้ชั่วครู่ แล้วไม่นานนักเด็กก็จะกลับมาเล่นรุนแรงอีก นอกจากนี้การลงโทษยังก่อให้เกิดความรู้สึกทางลบให้แก่เด็ก ซึ่งจะสะสมและอาจแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมทางลบในลักษณะต่างๆ ได้ เช่น เด็กที่ถูกพ่อแม่ลงโทษด้วยการตีบ่อยๆ อาจจะไปแสดงความก้าวร้าวกับเพื่อนหรือชอบรังแกสัตว์อย่างนี้ เป็นต้น ดังนั้นในการปรับพฤติกรรมของเด็กจึงไม่ควรใช้การลงโทษแต่ควรนำการเสริมแรงมาใช้ซึ่งจะให้ผลดีกว่า การให้สิ่งเสริมแรง
การให้สิ่งเสริมแรงจะทำให้มีประสิทธิภาพสูงสุดในการปรับพฤติกรรมต่อเมื่อมีการกระทำได้อย่างเหมาะสม โดยหลักการให้สิ่งเสริมแรงมีดังต่อไปนี้
1. ในระยะแรกๆที่มุ่งให้อินทรีย์เกิดการเรียนรู้ ควรให้สิ่งเสริมแรงแก่อินทรีย์ทุกครั้งเมื่ออินทรีย์กระทำพฤติกรรมที่ต้องการ เช่น ถ้าเริ่มสอนให้เด็กรู้จักการไหว้ผู้ใหญ่เราควรให้รางวัลเด็กทุกครั้งในระยะแรกที่เขาไหว้ผู้ใหญ่ จนกว่าเด็กจะเกิดการเรียนรู้ว่าเขาควรจะไหว้ใครบ้างและต้องไหว้อย่างไร เราจึงอาจเปลี่ยนการให้รางวัลเป็นแบบไม่ทุกครั้งหรือในรูปแบบอื่นๆได้
2. การให้สิ่งเสริมแรงต้องให้ทันทีที่อินทรีย์กระทำพฤติกรรมที่ต้องการ อย่าทิ้งให้เวลาเนิ่นนานเกิน ไปกว่าจะให้รางวัล เพราะอินทรีย์จะไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมที่แสดงออกกับรางวัลที่ได้รับและอินทรีย์จะไม่เกิดการเรียนรู้
3. การให้สิ่งเสริมแรงต้องพิจารณาแล้วว่า สิ่งนั้นเป็นที่ปรารถนาของอินทรีย์ สิ่งนั้นจึงทำหน้าที่เป็นตัวเสริมแรงอย่างได้ผล ในกรณีนี้ถ้าเป็นการให้การเสริมแรงแก่คน ให้พิจารณาด้วยว่าคนๆ นั้นชอบอะไรซึ่งความชอบของแต่ละบุคคลอาจมีแตกต่างกันไป เช่น บางคนอาจต้องการเงินเป็นรางวัล แต่บางคนมีเงินมากมายแล้วอาจต้องการชื่อเสียงหรือการได้รับการยกย่องเป็นรางวัลมากกว่า เป็นต้น
4. หลังจากอินทรีย์เกิดการเรียนรู้แล้ว การให้สิ่งเสริมแรงเพื่อให้พฤติกรรมนั้นมีอยู่สม่ำเสมอและอยู่นานที่สุดควรเป็นการให้สิ่งเสริมแรงไม่ทุกครั้งหรือเว้นระยะแบบจำนวนการตอบสนองไม่คงที่ (Variable ratio) หรือแบบช่วงเวลาไม่แน่นอน (Variable interval)มากกว่าแบบจำนวนการตอบสนองคงที่ (Fixed ratio) หรือแบบช่วงเวลาแน่นอน ( Fixed interval ) ซึ่งแบบต่างๆ ของการเสริมแรงเว้นระยะนี้มีอยู่ 2 แบบใหญ่ๆ ดังนี้
แบบที่ 1 เป็นการให้สิ่งเสริมแรงตามจำนวนครั้งที่ตอบสนอง เรียกว่า "a ratio schedule" ซึ่งแบ่งออกไปอีก 2 แบบย่อย คือ
1. Fixed Ratio อินทรีย์จะได้สิ่งเสริมแรงตามจำนวนการตอบสนองที่ได้กำหนดไว้แล้วแน่นอน เช่น ได้รับรางวัลทุกๆการตอบสนองครั้งที่5 เป็นต้น ในการให้ตัวเสริมแรงแบบนี้พบว่าอินทรีย์มี การตอบสนองในอัตราสูงมากในระยะแรกๆ โดยจะมีการหยุดพักช่วงเป็นระยะเวลาสั้นๆ หลังจาก ได้รับสิ่งเสริมแรง และอัตราการตอบสนองจะลดลงในเวลาอันรวดเร็ว
2. Variable ratio มีลักษณะคล้ายกับแบบที่ 1.1 ตรงที่ใช้จำนวนการตอบสนองเป็นเกณฑ์แต่ต่าง กันตรงที่แบบที่ 1.2 จะไม่กำหนดจำนวนการตอบสนองไว้อย่างแน่นอนตามแบบที่ 1.1 แต่จะ เป็นการกำหนดจำนวนการตอบสนองที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เช่น บางครั้งอินทรีย์จะได้รับ รางวัลเมื่อตอบสนองครบ 10 ครั้ง บางครั้งการตอบสนองเพียง 7 ครั้งก็ได้รางวัล หรือบางครั้งอินทรีย์ ต้องตอบสนองถึง 12 ครั้งถึงจะได้รับรางวัลอย่างนี้เป็นต้น สำหรับแบบที่ 2 จะทำให้อินทรีย์มี อัตราการตอบสนองสูงที่สุดและนานที่สุด เช่น เราอาจจะเห็นได้จากการเล่นการพนันซึ่งช่วงเวลาของ การได้รับชัยชนะหรือรางวัลนั้นจะไม่แน่นอนแต่ก็มีอยู่ในลักษณะที่ทำให้คนต้องเล่นต่อไปนานๆ
แบบที่ 2 เป็นการให้สิ่งเสริมแรงตามเวลาที่กำหนด เรียกว่า "an interval Schedule" ซึ่งจะกำหนด ให้ช้าหรือเร็วก็ได้ แบ่งออกเป็น 2 แบบย่อย คือ