ทรัพย์สินทางปัญญาในมหาวิทยาลัยควรได้รับการดูแล

อันสืบเนื่องมาจากมหาวิทยาลัยฯ  ได้ให้โอกาสดิฉันเข้าร่วมสัมมนาความรู้ทางกฎหมาย  เรื่อง  กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา  และภาระงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาในสถาบันอุดมศึกษา  ระหว่างวันที่  7-8  กรกฎาคม  2551    โรงแรมสยามซิตี้  จากการฟังบรรยายก็พอจะได้ความรู้มาฝากเพื่อนๆ  ในบล็อกดังนี้ค่ะ

การบรรยายประกอบไปด้วยวิทยากรทั้งสิ้น  7  ท่าน  ตามลำดับการบรรยาย  ดังนี้

1.  ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิศวาท  สุคนธพันธ์

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หัวข้อในการบรรยาย  ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา

               วิทยากรได้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา  ความรู้เบื้องต้นทั่วไปเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา  ทั้งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์  พระราชบัญญัติสิทธิบัตร  พระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า  และกฎหมายฉบับอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้อง  และได้ฝากประเด็นไว้สำหรับมหาวิทยาลัยดังนี้

1.      งานวิจัยหรือสิ่งประดิษฐ์หรือผลิตภัณฑ์หนึ่งผลิตภัณฑ์อาจได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายหลายฉบับได้  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการในการขอรับความคุ้มครองตามกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา 

2.     มหาวิทยาลัยต้องระมัดระวังเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของอาจารย์  แต่มหาวิทยาลัยในฐานะที่เป็นนิติบุคคล  ถ้ามีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์  ผู้แทนคืออธิการบดี  หรือคณบดี  (ในกรณีได้รับมอบอำนาจ)  จะมีความผิดด้วย  แต่โทษในการละเมิดลิขสิทธิ์เพื่อการศึกษา  จะมีเพียงโทษปรับเท่านั้น  ถ้าเป็นโทษเชิงพาณิชย์จึงจะมีความผิดทางอาญา 

3.     การที่อาจารย์อนุญาตให้นักศึกษาถ่ายเอกสารตำราต่างประเทศหรือในประเทศต่าง ๆ  มาใช้ประกอบการเรียน  ควรทำการปรึกษาฝ่ายกฎหมายหรือหน่วยงานที่ดูแลด้านทรัพย์สินทางปัญญาก่อน  ในกรณีนี้  เมื่อมีปัญหาเรื่องละเมิดลิขสิทธิ์  มหาวิทยาลัยต้องร่วมรับผิดด้วย  แต่ถ้าอาจารย์กระทำไปโดยพลการหรือได้รับการห้ามปรามแล้วยังกระทำ  อาจารย์ก็ต้องรับผิดเป็นการส่วนตัว

4.      สำหรับมหาวิทยาลัยที่เปิดให้เช่าพื้นที่เพื่อเปิดเป็นร้านถ่ายเอกสาร  ต้องระมัดระวังในกรณีที่ร้านเหล่านั้นถ่ายเอกสารอันเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์  มหาวิทยาลัยต้องรับผิดด้วย 

 

2.  คุณสนิท  เก่าพิมาย

นิติกรส่วนบริการประชาชนและประชาสัมพันธ์  ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

หัวข้อในการบรรยาย  ขั้นตอนการติดต่อราชการศาล  ในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

               ได้กล่าวถึงขั้นตอนการติดต่อราชการศาล  ซึ่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีสองชั้น  ได้แก่  ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง  และศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ  และได้กล่าวถึงพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์  ซึ่งเป็นกฎหมายใหม่  อันมีแต่โทษปรับเป็นจำนวนเงิน  สองแสนถึงหนึ่งล้านบาท  ไม่มีโทษจำคุก  ซึ่งถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็สามารถกักขังแทนค่าปรับได้  หนึ่งแสนแทนด้วยการกักขังหนึ่งปี  และได้กล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไปเกี่ยวกับการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศไทย  อาทิเช่น

อันดับของการละเมิดลิขสิทธิ์ในเมืองไทย 

1.      เพลง

2.      ภาพยนตร์

3.      ศิลปะประยุกต์

4.      ภาพถ่าย

ประเภทของสินค้าที่เป็นที่นิยมละเมิด  (เครื่องหมายการค้า)

1.      โนเกีย

2.      ลาคอสต์

3.      กางเกงยีนส์  โดยเฉพาะลีวายส์

4.      กระเป๋ายี่ห้อต่างๆ

5.      อุปกรณ์กีฬายี่ห้อต่าง ๆ

 

3.  คุณสุพิศ  ปราณีตพลกรัง

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์  ภาค  4

หัวข้อในการบรรยาย  ขั้นตอนการดำเนินคดีและการฟ้องคดีในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง

               ได้อธิบายขั้นตอนการดำเนินคดี  และประสบการณ์ต่าง ๆ  ในฐานะที่เคยเป็นผู้พิพากษาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง  ซึ่งองค์คณะในการพิจารณาคดีประกอบด้วย  ผู้พิพากษาในศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจำนวน  2  ท่าน  และผู้พิพากษาสมทบอีกจำนวน  1  ท่าน  วิทยากรได้เน้นย้ำว่า  ทุกมหาวิทยาลัยควรมีศูนย์จัดการทรัพย์สินทางปัญญา  เพื่อประโยชน์ของมหาวิทยาลัยในการปกป้องผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย  และป้องกันการถูกฟ้องร้องดำเนินคดีในฐานละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น

4.  คุณชุมพิชัย  สวัสดิ์-ชูโต

ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา  กรมทรัพย์สินทางปัญญา

หัวข้อในการบรรยาย  การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา

               วิทยากรได้บรรยายเรื่องหลักคือ  สิ่งที่นักกฎหมายควรรู้เกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญา  อาทิเช่น

1.      การจัดการทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องของ  Private  Rights  ไม่ใช่  Public  Rights  กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงเข้าไปยุ่งเกี่ยวไม่ได้  คู่สัญญาต้องตกลงกันเอง  ทุกหน่วยงานจึงควรต้องมีศูนย์บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา  โดยเฉพาะมหาวิทยาลัย  ซึ่งมีภาระในด้านการวิจัยเป็นหลักอยู่แล้ว 

2.      ตัวแทนสิทธิบัตร  เป็นอาชีพที่ต้องได้รับการส่งเสริม  เพราะมีคำขอรับสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากที่ไม่ได้รับสิทธิบัตร  เนื่องจากเป็นคำขอที่ไม่มีคุณภาพ  การยื่นคำขอรับสิทธิบัตรโดยให้ผู้ตรวจสอบของกรมทรัพย์สินทางปัญญาช่วยตรวจสอบคำขอให้  ทำให้ผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรเสียประโยชน์  เพราะแนวทางในการทำงานของผู้ตรวจสอบเป็นไปในลักษณะจำกัดสิทธิ  แต่แนวทางในการทำงานของตัวแทนสิทธิบัตรเป็นไปในลักษณะขยายสิทธิ  การยื่นคำขอรับสิทธิบัตรโดยมีตัวแทนสิทธิบัตรช่วยเขียนข้อถือสิทธิและตรวจสอบความใหม่นั้น  จึงเป็นประโยชน์แก่ผู้ยื่นคำขอรับสิทธิบัตรมากที่สุด  ทั้งนี้ในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่มีสถาบันวิจัยและพัฒนาและมีการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์  การใช้บริการตัวแทนสิทธิบัตร  อาจเป็นการเสียค่าใช้จ่ายที่ยากต่อการเบิกจ่าย  จึงอาจใช้เป็นการตั้งศูนย์หรือสำนักบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา  โดยมีนักกฎหมายที่ผ่านการอบรมด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาคอยให้คำปรึกษาและช่วยเหลือในการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรให้กับงานวิจัยของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย  และทำ  IP  AUDIT  ซึ่งเป็นการตรวจสอบว่าในสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ตัวหนึ่งๆ  นั้น  สามารถขอรับความคุ้มครองในทรัพย์สินทางปัญญาประเภทใดได้บ้าง  และมีการทำ  IP  MAPPING  อันหมายถึงการวิเคราะห์แนวโน้มของเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา

3.     การสร้างมาตรฐานของ  Brand  ถือว่าเป็นทรัพย์สินทางปัญญาอย่างหนึ่ง  มหาวิทยาลัยเองก็สามารถสร้างได้  ทั้งนี้เมื่อมีทรัพย์สินทางปัญญาประเภทใดแล้ว  ต้องมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  เพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินทางปัญญานั้นให้มากที่สุด

4.      หน่วยงานที่ดูแลด้านการจัดการทรัพย์สินทางปัญญาของมหาวิทยาลัย  ต้องคอยติดตามดูแลวันหมดอายุของการคุ้มครองประเภทต่าง ๆ  ของทรัพย์สินทางปัญญาที่มหาวิทยาลัยได้รับความคุ้มครองและดูแลการชำระค่าธรรมเนียมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

5.      ทรัพย์สินทางปัญญาทุกประเภทสามารถนำมาหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ด้วยการทำสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ  โดยสัญญานั้นคู่สัญญาต้องทำมาก่อน  แต่  License  ต้องมาทำที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา

6.      เจ้าของสิทธิหรือผู้ประดิษฐ์ต้องเลือกให้เหมาะสมว่าจะขอรับสิทธิบัตรหรือเป็นความลับทางการค้า  เพราะถ้าขอรับสิทธิบัตร  ต้องเปิดเผยขั้นตอนการประดิษฐ์ทั้งหมด  เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองมากที่สุด  แต่ถ้าต้องการเก็บสูตรหรือวิธีการไว้ควรเลือกให้เป็นความลับทางการค้า  ซึ่งเจ้าของสิทธิควรได้รับการให้คำปรึกษาจากนักกฎหมายในสิทธิต่างๆ  ที่จะได้รับจากการคุ้มครองประเภทต่าง ๆ

7.      การขอรับสิทธิบัตรมีความเข้มข้นกว่าการขอรับอนุสิทธิบัตรเนื่องการอนุสิทธิบัตรไม่มีการตรวจสอบความใหม่  ในต่างประเทศหลายประเทศ  ส่วนใหญ่ไม่มีการคุ้มครองอนุสิทธิบัตร

 

5.  คุณสมศักดิ์  เลียงแก้วประทุม

หัวหน้าศูนย์สารสนเทศและงานห้องสมุด  กรมทรัพย์สินทางปัญญา

หัวข้อในการบรรยาย  การสืบค้นสิทธิบัตร

               วิทยากรได้แนะนำเว็บไซต์ต่าง ๆ  ที่เป็นฐานข้อมูลในการสืบค้นสิทธิบัตรของแต่ละประเทศ  และในปัจจุบันนี้  กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เปิดบริการใหม่ผ่านทาง  http//patentsearch.moc.go.th  เพื่อเปิดโอกาสให้สืบค้นสิทธิบัตรได้ทั่วโลก  ทั้งนี้ประเทศที่มีการขอรับสิทธิบัตรเป็นจำนวนมากเรียงตามลำดับคือ

1.      ญี่ปุ่น

2.      สหรัฐอเมริกา

3.      จีน

4.      เกาหลี

5.      สหภาพยุโรป

สำหรับประเทศไทยอยู่ในลำดับที่  19  ของโลก

 

6.  คุณนฤมล  ศรีคำขลิบ 

นักวิชาการพาณิชย์  ว.  กรมทรัพย์สินทางปัญญา

หัวข้อในการบรรยาย  การจดทะเบียนสิทธิบัตร

               วิทยากรได้บรรยายถึงเอกสารที่ต้องใช้ประกอบการยื่นคำขอรับสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตร  ซึ่งรายละเอียดการประดิษฐ์ซึ่งต้องระบุลักษณะของเทคนิคการประดิษฐ์ให้ชัดเจนที่สุด  และข้อถือสิทธินั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด  ในกรณีที่มีรูปเขียน  ต้องเขียนให้ถูกต้องตามหลักของการเขียนแบบ  ในกรณีของมหาวิทยาลัยที่มีสำนักออกแบบฯ  อาจเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญากับสำนักออกแบบฯ  เพื่อประโยชน์ในการขอรับสิทธิบัตร   

 

7.  คุณราชัย  อัศเวศน์

นิติกร  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

หัวข้อในการบรรยาย  บทบาทของนิติกรกับภาระงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา

               แนวคิดของวิทยากรในบทบาทของนิติกรสำหรับงานด้านทรัพย์สินทางปัญญานั้น  ควรแยกงานวินัยกับงานนิติการออกจากกัน  โดยงานวินัยยังคงให้อยู่ในกองบริหารงานบุคคล  แต่งานนิติการนั้นแยกออกมาเป็นหน่วยงานต่างหาก  โดยมีภาระงานห้าด้านดังนี้

1.      งานธุรการ

2.      งานให้คำปรึกษาด้านกฎหมาย

3.      งานคดี

4.      งานสัญญา

5.      งานทรัพย์สินทางปัญญา

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา  ได้ให้การสนับสนุนให้มีการจัดตั้ง  TLO  (Technology  Licensing  Office)  หรือ  IPMO  (Intellectual  Property  Management  Office)  เป็นหน่วยงานที่ดำเนินการบริหารจัดการด้านทรัพย์สินทางปัญญาในมหาวิทยาลัย  เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาแบบครบวงจร  ส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์และพัฒนาระบบคุ้มครองสิทธิประโยชน์อย่างเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพ  ในปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยประมาณ  10  แห่งเท่านั้น  ที่ได้มีการดำเนินการตั้งหน่วยงานดังกล่าวแล้ว  ได้แก่  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยนเรศวร  ฯลฯ  และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลมีเพียงแห่งเดียว  คือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 

วิทยากรได้แนะนำว่า  ในสำนักหรือศูนย์บริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญานั้น  อย่างน้อยควรมีบุคลากรที่จบการศึกษาทางด้านนิติศาสตร์  ด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาโดยเฉพาะ  และบุคลากรที่จบการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมศาสตร์ที่ผ่านการอบรมกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเพิ่มเติม

จากประสบการณ์ของวิทยากร  ปัญหาของทุกมหาวิทยาลัยคือการที่อาจารย์ไปตกลงรับงานวิจัยมาก่อนแล้วถึงให้นิติกรร่างสัญญาให้ภายหลัง  ซึ่งข้อสัญญามักจะไม่ครอบคลุมให้นักวิจัยและมหาวิทยาลัยได้ประโยชน์จากงานวิจัยนั้นได้คุ้มค่า  เนื่องจากสัญญาในทางทรัพย์สินทางปัญญาเป็นสัญญาที่แตกต่างจากสัญญาทั่วๆ  ไป  ดังนั้น  อาจารย์ที่จะรับงานวิจัยภายนอก  ควรได้รับคำปรึกษาจากนิติกรในข้อตกลงที่จะไปคุยก่อนรับงาน  เพื่อให้ได้รับประโยชน์เต็มที่

ก็เลคเชอร์มาได้ประมาณนี้ค่ะ  ท่านใดมีความรู้ที่จะแนะนำดิฉันเพิ่มเติมก็เชิญนะคะ  และถ้าผิดพลาดประการใด  ขอน้อมรับไว้แต่เพียงผู้เดียวค่ะ