หลายครั้งที่เรามักพบเห็นผู้ป่วยอัมพาตในงานฟื้นฟูสมรรถภาพ คือ นักกายภาพบำบัดเน้นฝึกการเคลื่อนไหวของขาและนักกิจกรรมบำบัดเน้นฝึกทักษะการทำกิจกรรมของมือ แต่จริงๆ แล้ว ไม่ควรเน้นอยู่แค่นี้ เพราะประสิทธิภาพของการรักษาให้ผลน้อยมากๆ โดยเฉพาะในหน่วยงานที่มีผู้ป่วยมากเกินกว่าจำนวนผู้บำบัด
ผมเองหลังจากจบ ดร. หนึ่งปีที่แล้ว ก็พยายามเขียนแนวคิดใหม่ ให้มอง Client-centered participation in life skills activities เน้นกระบวนการให้ผู้ป่วย "คิด" ผ่านสื่อการรักษาทางกิจกรรมบำบัด ได้แก่ ตัวผู้บำบัดและตัวผู้ป่วย เทคนิคการเรียนการสอนผู้ป่วย การสังเคราะห์และวิเคราะห์กิจกรรม การปรับสิ่งแวดล้อม และสัมพันธภาพของผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้องในการดำเนินชีวิต (อ่านเพิ่มเติมจากหนังสือของผมชื่อ กิจกรรมบำบัดพัฒนาชีวิต ตามร้านหนังสือซีเอ็ดและอื่นๆ)
แต่การปรับความคิดของผู้บำบัดเอง ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่การปฏิบัติจนเห็นผลในหลายๆ ครั้ง เช่น การประชุมครั้งนี้ ทำให้ผมเห็นวิวัฒนาการขององค์ความรู้ทางกายภาพบำบัดที่มีแนวโน้มฝึกกิจกรรมการรักษาที่มีทิศทางใกล้เคียงกับกิจกรรมบำบัดมากขึ้น ได้แก่ task-specific pratice ทั้งนี้ขอชื่นชมว่า ศาสตร์ทางกายภาพบำบัดมีความเฉพาะตัวของการเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเคลื่อนไหวและสามารถพัฒนารูปแบบที่เน้นการฝึกผู้ป่วยอัมพาตได้หลายมิติมากขึ้น เช่น functional training, strength training, skill-capacity-motivation, motor behaviors of reaching and grasping in kinematic studies, electromagnetic technology of neuronal plasticity after modified constraint-induced movement therapy เป็นต้น
ผมเชื่อว่านักกิจกรรมบำบัดไทยทุกท่านคงจะทำงานสนุกมากขึ้น เมื่อแนวความคิดเรื่อง "กิจกรรมการรักษาที่เน้นขั้นตอนการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตจริง" เริ่มเห็นประสิทธิผลจากวิชาชีพกายภาพบำบัด แต่ทุกวิชาชีพควรตระหนักถึงการทำงานเป็นทีมโดยแลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึงคุณภาพของการพัฒนาโปรแกรมการรักษาที่เน้น "ผู้ป่วยคิดและตัดสินใจจัดการ impairment & functional capacity ของกิจกรรมการดำเนินชีวิตอย่างมีความเชื่อมั่นและสามารถวัดประสิทธิภาพของโปรแกรมการรักษาได้"
ตัวอย่างของ pilot study of Accelerated Skill Acquistion Program (ASAP) โดยสรุปจากการฟังบรรยายของ ผศ.ดร.จารุกูล ได้แก่
- Task Collaboration ให้ผู้ป่วยอัมพาตคิดว่าจะใช้มือข้างอ่อนแรงทำกิจกรรมอะไร โดยนึกถึงความสำคัญ ความพอใจ และประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อฝึกทำขั้นตอนของกิจกรรมนั้นอยากละเอียด ทั้งนี้ผู้บำบัดเน้นให้ฝึก 4 ขั้นตอนที่มีองค์ประกอบของการพัฒนาทักษะการเคลื่อนไหวจาก bimannual, strength, dexterity) และกระตุ้นให้ผู้ป่วยทราบถึงการเปลี่ยนแปลงของความบกพร่องที่เกิดขึ้นทำให้ไม่สามารถใช้มือได้ เช่น แขนไม่มีแรงในการถือผ้าขนหนูมาพับ ตลอดการฝึกอย่างต่อเนื่องรวม 15 ครั้งๆละ 2 ชั่วโมง ใช้เวลาภายใน 10 สัปดาห์
- Brief Self-Efficacy & progression assessment ผู้บำบัดจะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้กระตุ้นให้ผู้ป่วยคิดและประเมินศักยภาพของตนเองว่ามีการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของการเคลื่อนไหวอย่างไร มีการปรับความยากของกิจกรรม (เวลา ขนาดของวัตถุ และรูปแบบการทำกิจกรรม) ที่ท้าทายและเกิดการเรียนรู้ใหม่ มีการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อมั่นโดยถามว่า "คุณมั่นใจในการทำกิจกรรมนี้ให้สำเร็จตอนนี้ จาก 0 (ไม่แน่ใจ) - 10 (แน่ใจ) หากทำได้ไม่ดี เป็นเพราะอะไร และจะแก้ไขปัญหาอย่างไรในการฝึกให้ยากขึ้นต่อไป" นอกจากนี้ผู้บำบัดต้องมีการวัดคุณภาพของการเคลื่อนไหวอย่างเป็นระบบ เช่น UE Fugl-Meyer Moter Test, Wolf Moter Function Test จำนวน 4 ครั้ง คือ ก่อนการรักษา หลังการรักษา 1 วัน 7 วัน และ 15 วัน และควรติดตามผลการคงความสามารถหลังการรักษาไปอีกทุกๆ 4 เดือนจนครบ 2 ปี เพื่อยืนยัน recovery of neuronal spasticity ได้แก่ การฟื้นตัวของสมองที่มีพยาธิสภาพและสื่อสารการทำงานกับสมองด้านตรงข้าม เช่น หากมีการใช้มือข้างตรงข้ามที่อ่อนแรงและมีการกระตุ้นความยากของกิจกรรมผ่านมือข้างที่ดี มือข้างซ้ายที่ดีจะมีความสามารถเปิดเร็วตามขนาดของวัตถุ (pre-shaping or scale in visuo-motor transformation and reach-to-grasp action) ขณะที่มือข้างขวาที่ดีจะมีความสามารถประสานสัมพันธ์การทำงานของการการเอื้อมและจับวัตถุ (coordination of reaching and grasping)
- Skill: Task-specific practice and impairment mitigation ข้อนี้เป็นสิ่งที่สำคัญและมีรูปแบบที่ดีของนักกายภาพบำบัดที่ต้องการลดความบกพร่องของการเคลื่อนไหว โดยเน้น speed, intersegmental coordination, selective finger movement และ motivational collaboration and challenge ตลอดทุกขั้นตอนย่อยของกิจกรรมที่ผู้ป่วยคิดและเลือกฝึก
ถึงเวลาแล้ว ASAP as soon as possible ที่ผู้บำบัดทุกท่านต้องปรับแนวคิดให้ใช้ตัวอย่างของAccelerated Skill Acquistion Program ให้ผู้ป่วยอัมพาตไทยทุกคนเห็นความสำคัญของ การฝึกคิดตามศักยภาพของการพัฒนาทักษะการกิจกรรมการดำเนินชีวิตด้วยตนเองอย่างมีความเชื่อมั่นครับ
ทำอย่างไรให้ผู้ป่วยหรือผู้ที่จะบำบัด เข้าใจทักษะการใช้มืออย่างง่ายๆ และไม่เบื่อต่อการฝึกทักษะ
ขอบคุณครับคุณ tony
เมื่อกิจกรรมการรักษาถูกวิเคราะห์ร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและผู้บำบัด ว่ากิจกรรมช่วยเพิ่มทักษะการใช้งานของมือในชีวิตประจำวันได้อย่างไร จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจทั้งสองฝ่ายครับ และเมื่อผู้ป่วยได้คิดและทำกิจกรรมที่ท้าทายและเกิดแรงจูงใจ ความสนใจ และความพึงพอใจ การฝึกทักษะการใช้มือก็กลายเป็นเรื่องสนุกไม่น่าเบื่อครับ
เรียนอาจารย์ครับ..ผมใคร่ขอเรียนถามอาจารย์ดังนี้นะครับ
1.ในผู้ป่วยอัมพาตจากเนื้อสมองตายจากเส้นเลือดตีบ..ทำให้เป็นอัมพาตซีกซ้ายควรมีหลักในการทำกายภาพบำบัดอย่างไรบ้างครับ(เริ่มป่วยได้ประมาณ1เดือนครับ)
2.โอกาสจะกลับมาใช้ง่ายได้ มีมากน้อยแค่ไหนครับ(ผู้ป่วยอายุ63ปีครับ)และใช้เวลานานแค่ไหนครับ.
3.ควรมีอุปกรณ์อะไรช่วยในการทำกายภาพได้บ้างครับ
ขอรบกวนเรียนถามแค่นี้ละครับ..ขอพระคุณครับ
ก่อนอื่น แนะนำให้นักกิจกรรมบำบัดและนักกายภาพบำบัดตรวจประเมินความบกพร่องทางร่างกายหลังอัมพาตอย่างละเอียด ตามโรงพยาบาลทั่วไป หรือ คลินิกคณะกายภาพบำบัดฯ เชิงสะพานปิ่นเกล้า
หลักการฟื้นฟูสมรรภาพ ได้แก่ การฝึกทักษะการเคลื่อนไหวจากนักกายภาพบำบัดทางระบบประสาท การฝึกทักษะการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตจากนักกิจกรรมบำบัด การฝึกทักษะการรับรู้และการทำกิจกรรมกลุ่มทางจิตสังคมจากนักกิจกรรมบำบัด การฝึกทักษะการใช้มือ การทำงาน และการใช้เวลาว่าง ร่วมกับระหว่างนักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัด
หากได้รับการฝึกและวางแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพได้อย่างชัดเจนและมีความถี่ของการฝึกอย่างต่อเนื่อง ก่อน 6 เดือนหลังอัมพาต น่าจะมีโอกาสใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติตั้งแต่ 40-70%
อุปกรณ์ช่วยต่างๆ ต้องมีการแนะนำให้เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละรายจากนักกิจกรรมบำบัดและนักกายภาพบำบัดครับ
อาจารย์คะ สำหรับผู้ป่วยที่มืออ่อนแรงนั้น ในการทำกายภาพบำบัดนอกจากจะทำโดยมีนักกายภาพบำบัดคอยแนะนำช่วยเหลือ รวมถึงแรงใจของผู้ป่วยเองแล้ว ทุกวันนี้มีเครื่องมืออะไรที่ใช้ในการฟื้นฟูรึเปล่าคะ
เครื่องมือที่จำเป็นต่อผู้ป่วยในการฝึกการทำงานของมือ คือ บริบทและกิจกรรมที่ผู้ป่วยสนใจและให้คุณค่าในการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิตรูปแบบต่างๆ ที่ต้องใช้การทำงานของมือ
ดังนั้นนักกายภาพบำบัดจึงต้องทำงานร่วมกับนักกิจกรรมบำบัดและสาขาวิชาชีพอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของมือ เช่น การใช้มือทำกิจกรรมดูแลตนเอง การทำงาน การเรียน การใช้เวลาว่าง การเข้าสังคม และอื่นๆ
ขอบคุณครับคุณ tom
อาจารย์คะ
เท่าที่ทราบเวลาทำกายภาพบำบัดให้แก่ผู้ป่วย นักกายภาพจะต้องช่วยเหลือผู้ป่วยเช่น การจัดท่าทาง หรืออาจต้องจับมือผู้ป่วยเพื่อสอนการทำกิจกรรมบางอย่าง ถ้าหากมีเครื่องมือที่จะสามารถช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้และฝึกกิจกรรมดังกล่าวได้ อาจารย์มีความเห็นอย่างไรบ้างคะ และการใช้เครื่องมือกับผู้ป่วยจะมีผลต่อสภาพจิตใจมากไม๊คะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับคุณ tom
ในการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยโดยทั่วไป นักกายภาพบำบัดและนักกิจกรรมบำบัดจะช่วยเหลือจัดท่าทางหรือจับผู้ป่วยทำกิจกรรมมากน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความสามารถที่มีอยู่ของผู้ป่วย แล้วค่อยๆลดความช่วยเหลือเพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสเรียนรู้การทำกิจกรรมต่างๆได้ด้วยตนเอง
การให้กิจกรรมที่ผู้ป่วยสนใจ พร้อมกับการจัดสิ่งแวดล้อมที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยอยากทำกิจกรรมโดยผู้บำบัดค่อยๆลดความช่วยเหลือ ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งในการบำบัด
เครื่องมืออื่นๆ เช่น เครื่องมือทางกายภาพบำบัด เครื่องมือทางกิจกรรมบำบัด เครื่องช่วยเหลือพยุงหรือจัดท่าทางผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ การสังเคราะห์และวิเคราะห์ขั้นตอนการทำกิจกรรมบำบัด การสร้างสัมพันธภาพให้ครอบครัวหรือญาติมีส่วนร่วมในการบำบัด
เรียนอาจารย์ค่ะ
การทำกายภาพบำบัดมือ อยากทราบว่านักกายภาพบำบัดจะต้องช่วยเหลือผู้ป่วยระหว่างการทำกายภาพบำบัดอย่างไรบ้าง
จะหาข้อมูลได้จากที่ไหนได้คะ
ขอบคุณค่ะ
ขอบคุณครับคุณ tom
ลองคลิกอ่านที่ http://www.eatonhand.com/index.htm และ http://www.handtherapy.com/