เมื่อครั้งได้รับเกียรติเป็นวิทยากรรับเชิญของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 ในการประชุมสัมมนา เรื่องการสร้างความเข้มแข็งในการทำงาน ตามโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของบุคลากรทางการศึกษา ในระหว่างวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2551 ณ โรงแรมอุดรแอร์พอร์ท จังหวัดอุดรธานี ในหัวข้อ KM เรื่องเล่า เร้าพลัง

เรื่องเล่าเร้าพลัง 

โดยนิภารัตน์  วงษ์วิชา  นักวิชาการศึกษา 7 ว. กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา   สำนักงานงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3
                      ก่อนอื่นดิฉันขอแนะนำตัวเองก่อนน่ะค่ะเพื่อจะได้รู้ที่ไปที่มาว่าทำไมดิฉันจึงมีความคิดหรือการกระทำเช่นนี้ ปัจจุบันดิฉันดำรงตำแหน่ง นักวิชาการศึกษา 7 ว. กลุ่มงานส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานการเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 รับผิดชอบงานด้านทุนการศึกษา มีนักเรียนในสังกัด 56,212 คน โรงเรียนในสังกัด 228 โรงเรียน ดิฉันจบปริญญาตรี สาขาการบัญชี จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และสาขาคอมพิวเตอร์ศึกษา จากมหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานีกำลังศึกษาระดับปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ดิฉันขอเล่าขั้นตอนและกระบวนการทำงานของดิฉันเลยน่ะค่ะประมาณต้นเดือนกุมภาพันธ์  2551 ที่ผ่านมา ได้มีแขกมาพบที่สำนักงานเขต ชื่อ คุณสมเกียรติ ดีปา เป็นตัวแทนมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร  แจ้งว่ามาติดต่อขอข้อมูลเพื่อจะเป็นแนวทางในการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่ยากจน ขาดแคลนทุนทรัพย์ ในเขตพื้นที่ภาคอีสาน งบประมาณตั้งไว้ที่ 70-80 ทุน ๆ ละ 7,000 บาท โดยคาดว่าจะมีเขตพื้นที่การศึกษาได้รับทุนประมาณ เขตละ 20 ทุน จากการที่ดิฉันได้พูดคุยกับคุณสมเกียรติ ทำให้ทราบว่าคุณสมเกียรติ ได้เดินทางไปในหลาย ๆ เขตพื้นที่การศึกษา ทั้งในและนอกรอบจังหวัดอุดรธานี ประมาณ 7-8 เขตพื้นที่ รวมทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 โดยคุณสมเกียรติจะนำข้อมูลเบื้องต้นที่ได้ทั้งหมดไปวิเคราะห์และนำเสนอต่อที่ประชุมของคณะกรรมการมูลนิธิประเสริญ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร เพื่อพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไป
เมื่อได้ฟังคำพูดของคุณสมเกียรติจบ แว็บแรกในหัวสมองของดิฉันเกิดความ 

คิดนอกกรอบ ขึ้นมาทันที เพราะดิฉันถือสุภาษิตที่ว่า  รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยหนดิฉันเริ่มสอบถามและหาข้อมูลจากเขตพื้นที่การศึกษาอื่นที่คุณสมเกียรติได้แจ้งไว้ก่อนหน้านี้ทันที และคำตอบที่ได้รับจากทุกเขตพื้นที่การศึกษาอื่น ได้มาตรงกันทั้งหมดคือ ได้รับการติดต่อจากตัวแทน

มูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร เหมือนกันน่ะ แต่เห็นเงียบไป ไม่เห็นติดต่อมาอีก กำลังรออยู่เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะติดต่อกลับมา ดิฉันมองออกทันทีว่า นี่คือ จุดอ่อน ของการทำงานตามระบบราชการ คือการทำงานแบบตั้งรับ รอรับการสั่งการและรอรับการประสานงานอย่างเดียว เปรียบเสมือนกับที่เราเป็นแม่ค้าขายเงาะที่ตลาด เราจะได้ขายเฉพาะกับคนที่มาตลาดเพื่อจะซื้อเงาะเท่านั้น พอตลาดวาย(ภาษาอีสาน หมายถึง ตลาดเลิกประมาณ 10.00 น.)  ก็ไม่มีคนมาตลาด แล้วเราต้องนั่งเฝ้าเงาะที่

แผงตลาด เงาะก็เน่าคาแผง(เน่าค้างบนแผงตลาด)  ทุนหายกำไรหด ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาในใจตนเองว่าเราจะทนนั่งดูให้เงาะเราเน่าคาแผงตลาดเหรอ? (ซึ่งดิฉันเปรียบเทียบกับเด็กนักเรียนทั้ง 56,212 คน

ที่ยากจน และขาดแคลน) ทำไมเราไม่เอาเงาะใส่รถเข็น ไปเร่ขายตามบ้านคน เหนื่อยเพิ่มขึ้นอีกนิด

แต่เงาะเราขายหมดเร็วขึ้น กำไรก็ได้เพิ่มขึ้น  ดิฉันวางแผนทันทีว่าจะต้องเอา จุดอ่อน ของการทำงานตามระบบราชการมาเป็นโอกาส ในการหาทุนการศึกษาให้เด็กนักเรียนพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 ทันที

                       ดิฉันเริ่มยุทธศาสตร์ การทำงานเชิงรุก ทันที โดยนำหลักการเร่ขายเงาะตามบ้าน

มาใช้ ดิฉันเริ่มโทรศัพท์ติดต่อประสานงานกับคุณสมเกียรติ หากจะใช้ภาษาที่ฟังให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ

ดิฉันตื้อ คุณสมเกียรติมาก ตื้อเสียจนเกรงใจคุณสมเกียรติ กลัวว่าท่านจะไม่เป็นอันทำงานอย่างอื่น มัวแต่รับโทรศัพท์จากดิฉัน แต่วิธีการตื้อของดิฉันคือ ตื้อด้วยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลจำนวนนักเรียน รายละเอียดแต่ละรายโรงเรียน ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ แม้กระทั่งรายชื่อผู้บริหารโรงเรียนและเจ้าหน้าที่ในเขต ดิฉันก็ยังส่งให้คุณสมเกียรติและวิธีการติดต่อประสานงานกับ

คุณสมเกียรติ ดิฉันได้แจ้งให้คุณสมเกียรติทราบว่า ไม่จำเป็นที่ท่านต้องเดินทางมาพบดิฉันทุกครั้ง

ที่ต้องการข้อมูล เราสองคนสามารถติดต่อข้อมูลผ่านทางระบบ INTERNET ที่ใช้ระบบ E-mail และ Messenger  เป็นช่องทางการติดต่องานที่สะดวก รวดเร็ว และแทบจะไม่มีค่าใช้จ่ายเลย และดิฉัน

พบหน้าคุณสมเกียรติเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

                        และแล้ววันหนึ่งประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2551 ดิฉันได้รับโทรศัพท์จาก

คุณสมเกียรติ แจ้งข่าวดีว่า คณะกรรมการมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร ได้ตัดสินใจพิจารณานักเรียนในเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี เขต 3 แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะให้เท่าไหร่ คงจะเป็น 70 ทุน

ดิฉันและคุณสมเกียรติได้มีการหารือกันในประเด็นต่าง ๆ ทั้งนี้ประเด็นหนึ่งที่สำคัญที่คุณสมเกียรติ

ย้ำตลอดเวลา คือทางคณะกรรมการมูลนิธิฯ จะขอเข้าประเมินและตรวจเยี่ยมนักเรียนด้วยตนเอง

ถึงที่บ้านและโรงเรียน เพื่อดูสภาพความเป็นอยู่และข้อเท็จจริงของนักเรียนทุกคนที่ยื่นใบสมัคร

ซึ่งมีทั้งหมด 161 ราย ดิฉันได้นำเรื่องนี้ปรึกษาหารือกันภายในเขตพื้นที่ ซึ่งความคิดนี้มีทั้งผู้เห็นด้วย และคัดค้าน โดยเสียงคัดค้านจากเจ้าหน้าที่เขตบางท่าน ที่ดิฉันได้ยินคือ จะให้ใครก็ให้ไปเลยสิ

กะอีแค่เงิน 5,000 บาท ทำไมต้องทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก แต่ดิฉันไม่คิดอย่างเขา เพราะดิฉันคิดว่า

ทำอย่างไรให้เจ้าของเงิน เขามีความพึงพอใจและเต็มใจที่จะให้ ตรงกับเจตนารมณ์ของ

มูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร  มากที่สุด และความคิดที่เหนือกว่านั้นคือ คิดต่อยอด 

อะไรที่ดิฉันบอกว่าคิดต่อยอด นั่นก็คือ

 

1.      การไปตรวจเยี่ยมบ้านเด็กทั้ง 161 รายที่ยื่นใบสมัครมานั้นเป็นไปได้ยากมาก

      เพราะต้องใช้คนจำนวนมาก และงบประมาณที่สูงมาก ในเมื่อมีองค์กรเอกชนเข้ามา

      ทำงานร่วมกับเรา ซึ่งเขามีศักยภาพในตรงนี้สูง ทำไมเราไม่ดึงเอาศักยภาพของเขา

      มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับทางราชการ

2.      ดิฉันต้องการเก็บข้อมูลดิบจากครอบครัวนักเรียนโดยตรง หากลำพังหน่วยงานราชการจะดำเนินการเองเป็นไปไม่ได้แน่ เพราะไม่เคยมีงบประมาณมารองรับ

ดิฉันจึงดึงเอามูลนิธิเป็นพันธมิตรและเครือข่ายของดิฉันทันที

3.      ดิฉันวางแผน คิดต่อยอด โดยการจัดเก็บภาพถ่ายสภาพความเป็นอยู่ของนักเรียน ในรูปแบบสื่ออิเลกทรอนิคส์คือ CD แล้วเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังทีหลังว่าดิฉันเอาไปต่อยอดอย่างไร

จากความร่วมมือและประสานงานอย่างต่อเนื่องกับทางทีมงานของมูลนิธิฯ ผ่านทาง

คุณสมเกียรติ  ผลปรากฏว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 มีนักเรียนได้รับทุนการศึกษา

พร้อมด้วยเครื่องอุปโภค จากมูลนิธิประเสริฐ-ทัศนีย์  พุ่งกุมาร จำนวนถึง 143 ราย เป็นเงินรวมทั้งสิ้น 756,000 บาท  ซึ่งเกินความคาดหมายมากที่เขาตั้งใจจะให้เราแค่ 20 ทุน หรือเพียง 100 ทุนในภาพรวมทั้งจังหวัด  และเขตพื้นที่การศึกษาเราลงทุนไปเพียง 1,132 บาท เป็นค่าถ่ายเอกสารข้อมูลแจกให้คณะกรรมการทั้งสองฝ่ายในวันที่มีการประชุมร่วมกันเท่านั้น

                        ท่านยังจำคำของดิฉันได้หรือไม่ค่ะที่บอกว่า คิดต่อยอด เดี๋ยวเรามาฟังกันน่ะค่ะว่าดิฉันเอาไปต่อยอดอย่างไร วันนึง ดิฉันขับรถผ่านโรงเรียนบ้านหมากแข้ง (โรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี) เห็นคนกำลังเดินข้ามถนนมา ดิฉันจำได้ว่าเป็นคนที่อยู่อำเภอหนองหาน ดิฉันจึงจอดรถและชวนเขาไปด้วยกันเพราะดิฉันกำลังจะเดินทางไปทำงานที่หนองหานเหมือนกัน (อำเภอหนองหานเป็นที่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานีเขต 3 ห่างจากตัวจังหวัดอุดรธานี

35 กิโลเมตร) ดิฉันไม่เคยคุยกับเขามาก่อน แต่จำได้ว่าเคยเห็นเขาอยู่หนองหาน เราสองคนคุยกันไปเรื่อยเปื่อย ในขณะที่ดิฉันก็ขับรถไปด้วย ดิฉันได้เล่าให้เขาฟังถึงเรื่องที่ดิฉันภาคภูมิใจที่สามารถขอทุนการศึกษาจากมูลนิธิให้กับนักเรียนได้ เขาชื่นชมในความตั้งใจจริงของดิฉัน และเขาก็ได้เอ่ยคำหนึ่งขึ้นมา แล้วผมจะช่วยคุณอีกแรง  โอ้โฮ้โอกาสเป็นขององค์กรดิฉันอีกแล้วค่ะ  ดิฉันมองเห็น โอกาส อีกแล้วค่ะ ดิฉันลืมเล่าให้ฟังว่า ดิฉันเป็นคนที่สามารถทำงานราชการได้ทุกสถานที่ ทุกวเลาและทุกโอกาสขนาดดิฉันขับรถและคุยกับเขานั้น ดิฉันยังสามาถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ โดยมองเห็นโอกาสที่เขาหยิบยื่นให้ ความเป็น นักขายมืออาชีพ ในตัวดิฉันเริ่มขึ้นทันที ดิฉันหยิบเอา CD  ที่ดิฉันไปเก็บข้อมูลร่วมกับมูลนิธิ มอบให้ คุณชัยวัฒน์  พิบูลย์ศิริกุล ทันที พร้อมกับเบอร์โทรศัพท์ดิฉัน ประมาณหนึ่งสัปดาห์ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากชาวต่างประเทศ แจ้งว่า ประทับใจในการทำงานเสียสละของดิฉัน

เขาจะโอนเงินให้ดิฉัน 1,000  $ USA. หรือประมาณ 29,000 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้น)

ให้ดิฉันไปมอบให้นักเรียน ดิฉันปฏิเสธเงินดังกล่าว เพราะดิฉันไม่ต้องการจะให้เงินของผู้ใจบุญทั้งหลายผ่านมือคนกลาง ดิฉันต้องการให้เกิดความโปร่งใส และให้เงินถืงมือนักเรียนโดยตรง

และที่เหนือกว่านั้นคือความคิดของดิฉันที่มั่นใจว่า หากเขาไปเห็นสภาพที่แท้จริงของโรงเรียนและนักเรียน เราน่าจะได้อะไรมากกว่านั้น เขาจึงให้ดิฉันเสนอชื่อนักเรียนให้เขาไปหนึ่งคน

                        อีกสองสัปดาห์ให้หลัง ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากชาวต่างประเทศอีกครั้งหนึ่ง เขาแจ้งว่า ผมได้นำเงินไปมอบให้ เด็กหญิงอาภัสรา  สันทอง นักเรียนชั้น ป.4 นักเรียนโรงเรียนสยามกลการ 3 อำเภอไชยวาน ซึ่งป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว ต้องเข้าคีโม เดือนละ 2 ครั้งทุกเดือน หากได้รับการรักษาต่อเนื่อง ประมาณ 10 ปี  เธอจะหายขาดจากโรคนี้ ซึ่งชาวต่างประเทศที่ชื่อ Mr. Paul  

ชาวสหรัฐอเมริกา ได้มอบเงินสดให้เด็กหญิงอาภัสรา จำนวน 31,200 บาท และยังได้มอบเงินเป็น

ทุนอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนสยามกลการ 3 อีก 15,000 บาท จากที่ Mr.Paul Hemmaplardhตัวแทน Mr.Fred Croson  และคณะได้เดินทางไปมอบทุนดังกล่าวโดยตรง เขาได้เห็นสภาพโรงเรียน เขายังจะหาทางช่วยเหลือในด้านอาคารเรียนอีกด้วย โดยเขาจะไปเล่าให้เพื่อน ๆฟังและรวบรวมเงินมาช่วยในภายหลัง เห็นไหมค่ะ ดิฉันได้ Mr.Paul Hemmaplardh เป็นพันธมิตรและเครือข่ายในการทำงานราชการของดิฉันอีกแล้ว แต่ทราบหรือไม่ค่ะว่าจนป่านนี้ดิฉันยังไม่เคยพบหน้าเขาเลยสักครั้ง  รู้ไหมค่ะว่าดิฉันลงทุนไปเท่าไหร่ แค่ 7 บาท สำหรับค่า CD เท่านั้น ดิฉันมองว่า การทำงานครั้งต่อไป ต้นทุนจะต้องต่ำลง เพื่อให้เกิดกำลังสูงสุดและตอนนี้ดิฉันให้ญาติเด็กหญิงอาภัสรา เปิดบัญชีเงินฝากธนาคารร่วมกับผู้อำนวยการโรงเรียนเพื่อควบคุมการใช้จ่ายและรายงานให้ Mr.Paul Hemmaplardh และ Mr.Fred Croson  ทราบเป็นระยะ   เชื่อหรือไม่ค่ะว่า ดิฉันใช้เวลา 3 เดือน เท่านั้น ในการทำงาน 2 ชิ้นนี้  ใช้งบประมาณทางราชการ 1,139 บาท เป็นค่าถ่ายเอกสารและค่า CD แต่ดิฉันสามารถหาเงินทุนการศึกษาให้เด็กได้ถึง 143 ราย กับอีก 1 โรงเรียน รวมมูลค่าถึง

 802,200 บาท              ไม่เคยมีในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่ตั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ที่หน่วยงานจะแสวงหาทุนจากองค์กรภายนอก นี่ไม่ใช่โชคช่วย นี่ไม่ใช่เรื่องฟลุ๊ก แต่เป็นเรื่องของการ

แสวงหาโอกาส โดยแท้จริง

  สุดท้ายนี้ ดิฉันในฐานะครูคนหนึ่งที่อยากจะเห็นลูก ๆ ของดิฉันทั้ง 56,212 คน ได้มีโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมกับคนอื่น กราบขอบพระคุณท่านประเสริฐ และคุณทัศนีย์ พุ่งกุมาร ที่ได้สละทุนทรัพย์ส่วนตัวให้กับนักเรียน ที่ดิฉันถือเสมือนลูกคนหนึ่งของดิฉัน กราบขอบพระคุณ

คุณสมเกียรติ  ดีปา ที่เข้าใจในเจตนารมณ์ของดิฉันและทำให้ความตั้งใจที่ดิฉันจะกระทำเพื่อเด็ก ๆ

ให้ประสบผลสำเร็จ กราบขอบพระคุณ คุณชัยวัฒน์  พิบูลย์ศิริกุล เจ้าของร้าน พิบูลย์ศิริโอสถ ที่อาสาเป็นเครือข่ายและช่วยดิฉันหาทุนการศึกษา ขอบใจน้องแต๋น น้องหมวย พี่หน่อย พี่ไพรินทร์

พี่ประพัฒน์ และเจ้าหน้าที่ในเขตพื้นที่การศึกษาที่ช่วยดิฉันทำงานชิ้นนี้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนเลย และกราบขอบพระคุณท่านรองฯสุกันฑ์  ส่างช้าง ที่ให้คำแนะนำและคำปรึกษาแก่ดิฉันตลอดเวลา ขอบพระคุณ  ดร.สุพจน์  ดวงเนตร และ Mr.Finnbogi  Samuelsen ที่คอยให้กำลังใจ และชี้แนะแนวทางในการทำงานของดิฉัน

                        ยังมีเด็กนักเรียนอีกจำนวนมากที่ขาดแคลนโอกาสทางการศึกษา โดยเฉพาะเด็ก

ตัวน้อย ๆในเขตพื้นที่ภาคอีสาน หากท่านใดได้ฟังหรือได้อ่านบทความนี้ของดิฉัน มีความประสงค์

จะช่วยดิฉันทำงานอีกแรง ขอได้โปรดเผยแพร่บทความของดิฉันให้เพื่อน ๆ ของท่านได้รับทราบ

หรือท่านใดที่มีความประสงค์จะช่วยเหลือเด็กนักเรียนของดิฉันให้มีโอกาสทางการศึกษาทัดเทียมผู้อื่น ขอได้โปรดติดต่อดิฉันได้ที่ [email protected]  หรือที่หมายเลขโทรศัพท์ (66) 081 717 6078

                        ดิฉันทำงานด้วย จิตวิญญาณของความเป็นครูและ รับราชการเพื่อเป็นเกียรติประวัติของวงศ์ตระกูล

  

ภาพซ้าย : ที่อยู่นักเรียน  ภาพขวา : ผุ้อุปการคุณ