"คลัง" คาดการณ์รายได้เดือน มิ.ย.ชะลอตัว ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม นิติบุคคล บุคคลธรรมดา ส่อลางร้าย-ปัจจัยลบเพียบ ด้าน ธปท.ประเมินครึ่งปีหลังแรงกดดันเอ็นพีแอลเพียบ แนะแบงก์เข้มปล่อยกู้ ดูแลลูกค้าใกล้ชิด

"คลัง" คาดการณ์รายได้เดือน มิ.ย.ชะลอตัว ทั้งภาษีมูลค่าเพิ่ม นิติบุคคล บุคคลธรรมดา ส่อลางร้าย-ปัจจัยลบเพียบ  ด้าน ธปท.ประเมินครึ่งปีหลังแรงกดดันเอ็นพีแอลเพียบ  แนะแบงก์เข้มปล่อยกู้ ดูแลลูกค้าใกล้ชิด

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังแจ้งว่า ได้ประเมินผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลเดือน มิ.ย.2551 ในเบื้องต้น คาดว่าจะมีรายได้จัดเก็บสุทธิ 109.1 พันล้านบาท หรือขยายตัว 6.3% ต่อปี โดยภาษีฐานการบริโภค (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) คาดว่าจะขยายตัว 11.1% ชะลอลงจากเดือนก่อนที่ขยายตัว 14.4% เนื่องจากทิศทางการนําเข้าและอุปสงค์เพื่อการบริโภคมีแนวโน้มชะลอตัวจากปัจจัยราคาที่เพิ่มสูงขึ้น และภาษีฐานรายได้ (ภาษีบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล) คาดจะขยายตัวชะลอลงเช่นกันที่ 8.7% เพราะมีปัจจัยลบจากฐานเงินฝากและดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้ภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยชะลอลง  ส่วนภาษีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ คาดว่าจะขยายตัวที่ 5% ต่อปี ชะลอลงจาก     เดือนก่อนที่ขยายตัว 8.3% เนื่องจากเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้าในหมวดอาหารและเครื่องดื่มที่เร่งขึ้นที่ 8.9% ในเดือนนี้ ทําให้กําลังซื้อผู้บริโภคลดลง รวมถึงสถานการณ์การเมืองที่เริ่มตึงเครียดขึ้นส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อสินค้าคงทนออกไป

ขณะที่ภาษีจากการทําธุรกรรมอสังหาริมทรัพย์คาดว่าขยายตัวอยู่ในเกณฑ์สูงที่ 20% ต่อเนื่องจากที่ขยายตัว 20.4% ในเดือนก่อน จากการที่รัฐบาลมีมาตรการลดหย่อนภาษีธุรกิจเฉพาะ อย่างไรก็ดี ระยะต่อไปคาดว่าธุรกรรมภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างจะเผชิญปัจจัยเสี่ยงจากราคาวัสดุก่อสร้างที่มีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง

ด้านนายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ครึ่งปีหลังจะมีแรงกดดันการเร่งตัวของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มากขึ้น ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงของภาวะการขยายตัวเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่เร่งตัวขึ้นจากราคาน้ำมัน และเงินเฟ้อที่เริ่มสร้างแรงกดดันต่อหนี้เสียตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นมา ซึ่งสถาบันการเงินจำเป็นต้องดูแลภาคธุรกิจที่มีความคล่องตัวน้อยหรือมีความอ่อนไหว ต่อความผัวผวนเศรษฐกิจและธุรกิจที่มีต้นทุนสูงโดยเฉพาะด้านพลังงาน อย่างใกล้ชิด  "ความสามารถต่อการปรับตัว
แต่ละภาคมีความต่างกัน ซึ่งต้องติดตามใกล้ชิดและต้องให้ความสำคัญกับพวกคอเปอร์เรท เพราะสัดส่วนสินเชื่อสูงกว่าและจะกระทบต่อเศรษฐกิจได้ง่าย  ส่วนรายย่อย ตัวเลขเอ็นพีแอลยังไม่มาก แต่ค่าครองชีพที่สูงขึ้นอาจกระทบต่อหนี้ภาคครัวเรือน
  จึงต้องให้ความสำคัญเช่นกัน" นายบัณฑิตกล่าว

ล่าสุด ภาพรวมเอ็นพีแอลที่ยังไม่ได้หักการกันสำรองหนี้สูญ ณ สิ้นไตรมาสแรก คิดเป็น 6.8% ของสินเชื่อรวม โดยเป็นของบัตรเครดิต 3.5% และสินเชื่อบุคคล 4.6% แม้จะยังไม่สูง และ ธปท.ยังไม่จำเป็นต้องหามาตรการพิเศษ มาควบคุม แต่สถาบันการเงินจำเป็นต้องรักษามาตรฐานการปล่อยกู้และบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม เพื่อลดผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจในอนาคต ส่วนทิศทางอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นเชื่อว่าไม่น่าเป็นตัวเร่งเอ็นพีแอล เพราะธุรกิจยังปรับตัวได้ แต่ก็ต้องให้ความระมัดระวังด้วย

                                                                                                                       ไทยโพสต์  7  กรกฏาคม  2551