ประกายแห่ง "ความสุข" ของคนทำงานได้เริ่มก่อเกิดในหัวใจคนทำงานเล็กๆ...

วันนี้...เสร็จสิ้นจากภาระกิจการไปร่วมกิจกรรม "มหกรรม R2R" เป็นสองวันที่มีความสุขและปิติยิ่ง

ซึ่งความสุขที่เกิดขึ้นเป็นความสุขแบบเล็กๆ หากแต่ลึกซึ้งละเมียดละไม ไม่ว่าจะเดินไปมุมไหนของงาน บรรยากาศจะตลบอบอวลด้วย "ความสุขและความเป็นกัลยาณมิตร"... เสียดายว่างานนี้ข้าพเจ้าลืมนำกล้องติดตัวไปด้วย ความแตกต่างที่ทำไม งานนี้จึงได้เกิดความรู้สึกดีดีทั้งๆ ที่เป็นงานที่พูดถึงเรื่องการทำวิจัย... บรรยากาศอันเคร่งเครียดของความเป็นวิชาการแทบไม่มีกร้ำกรายเข้ามาเยือนในความรู้สึกตลอดสองวันนี้เลย

ที่เป็นเช่นนั่น เพราะว่าทาง สวรส.ผู้เป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนต่างถอดหัวใจทุ่มเทในการทำงาน... ไม่ว่าจะตั้งแต่การเตรียมงาน การประสานงาน จนกระทั่งถึงวันงาน... หลายๆ เสียงสะท้อนให้รับทราบว่า ไม่เคยได้รับการสัมผัสการทำงานในลักษณะนี้มาก่อน มีการดูแลประสานไตร่ถามผู้เข้าร่วมงานเป็นระยะ ... แม้แต่ผู้ร่วมเสวนา "ความสุขแบบเล็กๆ ของคนทำวิจัย"ร่วมกับข้าพเจ้า ณ ลานเสวนาในช่วงเช้าของวันนี้ที่ 3 กค 51 นี้ เป็นต้นว่าพี่นุชจากโรงพยาบาลตากใบ เล่าว่าประทับใจในการประสานงานของผู้จัดงานมาก หรือแม้แต่คุณหมอประมินทร์ จาก รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน และพี่โยจาก รพ.บางปลาม้า... ที่ต่างเกิดปิติและประทับใจ

สองวันแห่งการเรียนรู้ของข้าพเจ้า...ได้เรียนรู้อะไร

สำหรับข้าพเจ้าเองตอบคำถามต่อตัวเองว่า ได้เรียนรู้มากมายเลย โดยเฉพาะหัวใจของคนทำงาน เริ่มนับตั้งแต่วินาทีแรกของการก้าวย่างเข้าไปในงาน และร่วมบนเวทีอภิปรายในช่วงแรกของวันร่วมกับ นพ.อนุวัฒน์ ศุภชุติกุล ศ.นพ.สมบูรณ์เทียนทอง พี่ชญาดา ยังอภัย พี่ผาสุข แก้วเจริญตา ซึ่งนำดำเนินรายการโดย อ.หมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์... เป็นบรรยาการที่เติมเต็มไปด้วยความเป็นกัลยาณมิตรที่มีสาระเต็มเปี่ยมสะท้อนแนวคิดและความมุ่งมั่นการทำ R2R ให้เป็นเครื่องมือเกื้อหนุนการทำงานให้มีความสุข

อ.หมออนุวัฒน์ กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เปี่ยมเมตตาจิตถึงแนวคิดของอาจารย์ขณะที่รอขึ้นเวทีว่า อาจารย์ไม่ให้นิยามหรือความหมาย R2R หากแต่อาจารย์มุ่งเน้นการให้คุณค่าในการทำ R2R มากกว่า ... และบนเวทีอาจารย์ให้แนวคิดถึงความเชื่อมโยงต่อเนื่องจากการทำ HA ซึ่งในส่วนนี้ข้าพเจ้าได้เกิดการต่อยอดความคิดและเห็นสอดคล้องกับอาจารย์ และคิดต่อไปอีกว่า... "หลอมรวมงานพัฒนาเป็นหนึ่งเดียวแบบไม่แยกส่วน" นั่นก็คือ ... ไม่ว่าจะดำเนินงาน HA หรือ R2R ทั้งสองอย่างนี้ต่างมุ่งเป้าไปที่การพัฒนางาน เพื่อการเยียวยาในผู้ป่วยและสนองตอบต่อผู้รับบริการ ดังนั้นการขับเคลื่อนดำเนินการดำเนินไปในเรื่องเดียวกัน พร้อมกันและต่อยอดกันต่อได้เลย

อ.หมอสมบูรณ์...ให้แง่คิดในเรื่องระเบียบวิธีวิจัยและความน่าเชื่อถือ ที่ยังคงต้องเน้นย้ำและทิ้งไปไม่ได้ แต่...ในส่วนนี้คงต้องแบ่งเป็นระดับความเข้มข้น เพราะหากจะไปผลักดันให้เน้นเรื่องนี้ในการทำทุกระดับเลยคงจะไม่เกิดเป็นความสุขแน่แท้ในคนหน้างานที่อยากพัฒนางานประจำด้วยกระบวนการวิจัย... ซึ่งข้าพเจ้ามองว่า ก่อนอื่นของคนทำ R2R ต้องสร้างพลังใจให้เกิดก่อน เพราะเมื่อพลังใจเกิดขึ้นแล้ว เขาย่อมกล้าและพร้อมที่จะเผชิญต่อรูปแบบและกระบวนการทำวิจัย...และไม่เกิดเป็นความเบื่อหน่ายหากแต่จะเกิดเป็นความเพียรเข้ามาแทนที่ และหากว่าจะทำรูปแบบการวิจัยแบบไหนนั้นคงต้องมุ่งสอดคล้องกับคำถามหรือปัญหาการวิจัยนั้น

ในมุมมองของอ.หมอโกมาตรท่านเน้นมากในเรื่อง "หัวใจความเป็นมนุษย์"... ข้อมูลเพียงเล็กน้อยหากแต่เกิดคุณค่าอย่างมหาศาลต่อการตอบสนองต่อการเยียวยาผู้ป่วยที่ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ดูแลรักษา หากแต่เป็นการเยียวยาไปถึงบริบทรอบด้านของเขาด้วย และไม่เป็นการทำงานที่มองผู้ป่วยเป็นเพียงการทำงานแบบไม่ต่างไปจากเครื่องจักรกล

สำหรับ...พี่ชญาดา และพี่ผาสุขที่เดินทางมาจากปัตตานีและอุตรดิตถ์ได้เล่าถึง...ความสุขของการทำวิจัย นับตั้งแต่เริ่มต้นจากกระบวนการเรียนรู้... และเริ่มลงมือทำวิจัย ขณะที่เล่าทั้งสองท่านต่างมีแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ซึ่งข้าพเจ้ามองว่าเป็นความสุขเล็กๆ ที่ค่อยๆ แทรกซึมเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ในหัวใจของคนหน้างานที่ลุกขึ้นมาให้คุณค่าและความหมายในการทำงานของตนเอง...ด้วยการนำกระบวนการวิจัยมาพัฒนางานตนเอง...

(ขออนุญาตยืมภาพจากบันทึกนี้ค่ะ):

หลังจากนั้น... ช่วงเวลาของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นำเสนอผลงานที่ได้รับรางวัลคัดเลือกเป็นผลงานวิจัยดีเด่น ซึ่งแบ่งเป็นสามระดับ คือ ระดับปฐมภูมิ ระดับทุติยภูมิ และระดับตติยภูมิ... ข้าพเจ้าเพียรเดินเข้าเดินออกทั้งสามห้อง... ซึ่งต่างเป็นบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ... สำหรับห้อง ลปรร. ที่โดนใจข้าพเจ้ามากคือ ห้อง ลปรร. ประสบการณ์การทำวิจัยเชิงคุณภาพ จากงานประจำในระบบบริการปฐมภูมิ ดำเนินรายการโดย อ.หมอโกมาตร ห้องนี้คนแน่นขนัดมาก เก้าอี้ไม่พอต้องเสริม และยืน และล้นออกมานอกห้อง... เป็นเรื่องเล่าประมาณว่าแบบจับเข่าคุยกันระหว่างนักวิจัยและผู้เข้าร่วมฟัง... สำหรับห้องตติยภูมิได้รับเกียรติจากทีม R2R รพ.ศิริราช นำโดยอ.หมออัครินทร์และทีม มาร่วมเป็นคุณอำนวยหรือ Knowledge Facilitator (KF) ซึ่งในห้องนี้จะเป็นระดับลักษณะของงานวิจัยที่มีความเข้มข้นของกระบวนการวิจัยขึ้นมาอีก... ในส่วนของห้องทุติยภูมินั้น มีทั้งการนำเสนอ เรื่องเล่า และการร่วมวิพากษ์... เมื่อเดินออกมาภายนอกก็มีลานเวทีเสวนา ของทางทีม Patho OTOP ของภาควิชาพยาธิ จาก มอ.นำโดย อ.หมอปารมี...พี่หล้า พี่ตา และคุณศิริมาเล่าเรื่องการทำ R2R ให้ฟัง...ข้าพเจ้าประทับใจมากและขณะฟังพี่ตาเล่าเรื่องการทำวิจัย...ข้าพเจ้าบอกกับตนเองว่า "นี่แหละคือความสุขที่เกิดจากการทำ R2R ด้วยหัวใจจริงๆ"  ขณะเล่าพี่ตาเสียงสั่น ... หากแต่เป็นสั่นที่เจือปนด้วยความกล้าหาญที่อยากจะฝ่าพ้นสภาวะแห่งความตื่นเต้นนี้ไปได้ และที่สุดพี่ตาก็ทำสำเร็จเล่าเรื่องให้เราได้เรียนรู้เรื่องราวไปจนจบ... ไม่มีแม้ประสบการณ์การทำวิจัย แต่อยากจะทำ อาศัยกัลยาณมิตรจากเพื่อน พี่ น้องผู้ร่วมงานทั้งหลาย จนก่อให้เกิดความรู้สึกในการทำวิจัย จนมีการทำวิจัยต่อเนื่อง ข้าพเจ้าอยากจะเรียกพี่ตาว่า "ผู้กล้าหัวใจงาม R2R"...

เกินความคาดหมาย คาดหวังอย่างมาก... ข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขและเกิดปิติเป็นอย่างยิ่ง... เป็นการเข้าร่วมงานมหกรรมอีกงานหนึ่งนอกเหนือจากงานมหกรรม KM แห่งชาติ ข้าพเจ้าเกิดเป็นความประจักษ์ยิ่งว่ากระบวนการ KM ที่เกิดเป็นปรากฏทางธรรมชาติและนำมาเป็นเครื่องมือในการก้าวย่างไปนี้ก่อเกิดการขัดเกลาทางจิตใจและส่งผลต่อการเกิดความสุขของผู้ที่ได้มาสัมผัส...

การเรียนรู้...นี้ยังไม่หมดนี่เป็นเพียงส่วนแรก ส่วนต้นที่ข้าพเจ้าบันทึกบอกเล่าต่อตนเอง... มีเรื่องราวอีกมากมายที่ปรารถนาจะเขียนเป็นบันทึกเก็บไว้อันเป็นดอกผลที่ได้รับจากการเข้าร่วมงาน "มหกรรม R2R" ในครั้งนี้...

 

................................................

 

Note: ขออนุญาตยืมภาพมาประกอบจากบันทึกของอาจารย์หมอวิจารณ์ พานิชค่ะ...

http://gotoknow.org/blog/thaikm/191934

_______________________________________________________________________________________

คลิกอ่านเรื่องราว เรื่องเล่า r2r ได้ที่ http://gotoknow.org/post/tag/r2r

 

_______________________________________________________________________________________