เปิดไส้ในงบปี"52 ชำแหละตัวเลขขาดดุลงบประมาณบานเบอะ คาดอาจสูงถึง 3 แสนล้านบาท ชนเพดานมาตรฐานสากล 3% ของจีดีพี หวั่นปีหน้ารัฐกระเป๋าแห้ง ไม่มีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ขาดดุลส่วนใหญ่เอาไปใช้หนี้ 2.33 แสนล้านและชดเชยเงินคงคลัง ระบุวงเงินขาดดุลเหลือแค่ 15,777 ล้านบาท ต้นเหตุใช้เงินเกินตัว ติงระวังโครงการก่อสร้างสะดุด "ค่า K" เพิ่มแต่กันเงินสำรองไว้แค่ 7,900 ล้านบาท ด้าน "หมอเลี้ยบ" ไม่หวั่นลุ้นโครงการยักษ์ดันเศรษฐกิจได้แน่

เปิดไส้ในงบปี"52 ชำแหละตัวเลขขาดดุลงบประมาณบานเบอะ คาดอาจสูงถึง 3 แสนล้านบาท ชนเพดานมาตรฐานสากล 3% ของจีดีพี หวั่นปีหน้ารัฐกระเป๋าแห้ง ไม่มีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ชี้ขาดดุลส่วนใหญ่เอาไปใช้หนี้ 2.33 แสนล้านและชดเชยเงินคงคลัง ระบุวงเงินขาดดุลเหลือแค่ 15,777 ล้านบาท ต้นเหตุใช้เงินเกินตัว ติงระวังโครงการก่อสร้างสะดุด "ค่า K" เพิ่มแต่กันเงินสำรองไว้แค่ 7,900 ล้านบาท ด้าน "หมอเลี้ยบ" ไม่หวั่นลุ้นโครงการยักษ์ดันเศรษฐกิจได้แน่

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 ซึ่งกำลังจะอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรปลายสัปดาห์นี้ว่า มีจุดอ่อนหลายประการ โดยหากพิจารณาที่โครงสร้างของงบประมาณในปีนี้   มีวงเงินรายจ่ายทั้งสิ้น 1,835,000 ล้านบาท และคาดว่าจะมีรายได้สุทธิประมาณ 1,585,500 ล้านบาท ทำให้งบประมาณรายจ่ายในปีนี้ มียอดขาดดุลอยู่ที่ 249,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 2.5% ของจีดีพี ซึ่งตามมาตรฐานสากลถือว่าการขาดดุลในปีนี้อยู่ในระดับที่สูงสุด

หากดูรายละเอียดของงบประมาณรายจ่ายในปีนี้ จะพบว่างบฯขาดดุลดังกล่าวเป็นรายการที่ไม่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจเป็นวงเงินถึง 233,723 ล้านบาท ได้แก่ งบประมาณเพื่อการชำระต้นเงินกู้และดอกเบี้ย 201,785 ล้านบาท และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังอีก 31,938 ล้านบาท เมื่อนำไปหักลบกับวงเงินขาดดุลตามเอกสารงบประมาณแล้ว จะเหลือวงเงินแค่ 15,777 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 0.16% ของจีดีพีเท่านั้น

แหล่งข่าวกล่าวว่า สาเหตุหนึ่งที่งบประมาณปี 2552 ขาดดุลมากขึ้น เป็นผลต่อเนื่องมาจากงบประมาณปี2551 ใช้นโยบายขาดดุลงบประมาณ 165,000 ล้านบาท หรือ 1.8% ของจีดีพี แต่ไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้เมื่อวันที่ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จึงต้องหันไปใช้มาตรการทางด้านภาษีเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจแทนกลไกงบประมาณที่เม็ดเงินที่ค่อนข้างจำกัด โดยการประกาศยกเว้นภาษีเงินได้ให้กับมนุษย์เงินเดือนที่มีรายได้ไม่ถึง 20,000 บาทต่อเดือนไม่ต้องเสียภาษี, ขยายเวลาการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7% ต่อไปอีก 2 ปี, ปรับลดอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะ, ค่าธรรมเนียมการโอนและ ค่าจดจำนอง อสังหาริมทรัพย์และห้องชุด เป็นต้น ซึ่งการปรับลดอัตราภาษีในครั้งนี้จะทำให้รัฐสูญเสียรายได้ไปประมาณ 42,000 ล้านบาท และยังมีมาตรการปรับลดอัตราภาษีอื่น ๆ ตามมาอีก อย่างเช่น มาตรการปรับลดอัตราอากรและภาษีสรรพสามิตเพื่อสนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์เอ็นจีวี และ E 85 เป็นต้น  "ผลกระทบจากการปรับลดอัตราภาษี ที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้เกือบ 5 หมื่นล้านบาท ยังไม่ได้ถูกนับรวมเข้าไปอยู่ในเอกสารงบประมาณรายจ่ายปี 2552 หากนำเข้าไปรวมกับวงเงินการขาดดุลงบประมาณ อาจจะทำให้ตัวเลขการขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 3% ของ จีดีพี แต่อย่างไรก็ตามกระทรวงการคลังคาดหวังการลดภาษีในครั้งนี้ อาจจะทำให้รัฐบาล       เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ประกอบกับการเบิกจ่ายงบประมาณ จริง ๆ แล้วเบิกได้แค่ 90% ของวงเงินเท่านั้น เมื่อหักลบกันแล้วยังอยู่ภายใต้กรอบวินัยการคลัง" แหล่งข่าวกล่าว

           แหล่งข่าวกล่าวว่า โดยเบื้องลึกแล้วหากมีการจัดทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มเติมเข้าไปอีก จะทำให้ยอด การขาดดุลตามเอกสารงบประมาณเพิ่มขึ้นไปเป็น 299,500-329,500 ล้านบาท เมื่อเทียบกับจีดีพีจะทำให้มีสัดส่วนการขาดดุลเพิ่มขึ้นเป็น 2.9-3.3% ถือว่าสูงกว่ามาตรฐานสากลกำหนด ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของ     นักลงทุนได้ เพราะนักลงทุนอาจจะเข้าใจผิดคิดว่าเศรษฐกิจไทยมีปัญหาหนัก รัฐบาลถึงต้องจัดงบฯ ขาดดุลจำนวนมากเพื่ออัดเงินเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ  "เมื่อเม็ดเงินงบประมาณมีค่อนข้างจำกัด เพราะรัฐบาลจะต้องเจียดเงินไปใช้หนี้       ที่เคยก่อไว้ในอดีตถึง 233,723 ล้านบาท เหลือเม็ดเงินที่จะไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพียงแค่ 15,777 ล้านบาท ในขณะที่ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในช่วงต้นปียังมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ทั้งภาคการบริโภคและการลงทุนแทบไม่ขยายตัวเลยเพราะขาดความเชื่อมั่น และยังมีปัจจัยเสี่ยงจากการที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ราคาน้ำมันและต้นทุนวัตถุดิบต่าง ๆ มีราคาเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นแรงกดดันที่ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา" แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังกล่าวว่า ในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2552 ยังมีปัญหาเรื่องข้อมูล ที่ใช้ประกอบการพิจารณามีความล่าช้าและไม่ทันต่อสถานการณ์ของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ ครม.จะผ่านความเห็นชอบ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี 2552  น.พ.สุรพงษ์ได้เรียกประชุม 4 หน่วยงาน เพื่อทบทวนกรอบและวงเงินงบประมาณครั้งสุดท้าย คือวันที่ 14 มีนาคม 2551 ที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจที่ใช้ประกอบการพิจารณาจะเป็นข้อมูลเศรษฐกิจประจำเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นข้อมูลของเดือนมกราคมนั่นเอง

ปัจจุบันข้อมูลทางด้านเศรษฐกิจที่ใช้เป็นสมมุติฐานในการจัดทำงบประมาณได้แปรเปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่แปรเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว แต่กรอบและวงเงินงบประมาณที่กำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของสภายังคงมีหลักการและโครง สร้างเหมือนเดิมทุกประการ ยกตัวอย่าง ตัวเลขเงินเฟ้อตามเอกสารงบประมาณ คาดว่า อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 3.5% แต่ตัวเลขล่าสุดในเดือนพฤษภาคมมาอยู่ที่ 7.6%  กรณีที่เงินเฟ้อขยายตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันส่งผลกระทบต่อวงเงินงบประมาณรายจ่าย ในส่วนที่เป็นงบฯ ลงทุนและงบฯ ผูกพัน ซึ่งในปี 2552 รัฐบาลได้จัดเตรียมวงเงินงบฯลงทุนเอาไว้ทั้งสิ้น 407,000 แสนล้านบาท ส่วนงบฯผูกพันที่เหลื่อมมาจ่ายเฉพาะในปี 2552 มีอีก 105,560 ล้านบาท ในจำนวนนี้รัฐบาลได้กันเงินสำรองเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้แค่ 7,900 ล้านบาทเท่านั้น ในขณะที่ราคาเหล็กและวัสดุก่อสร้างตามท้องตลาดได้ปรับตัวสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อผู้รับเหมางานกับส่วนราชการ  ไม่สามารถส่งมอบงานได้ ซึ่งล่าสุดทางสำนักงบประมาณกำลังหาทางช่วยเหลือโดยการปรับเพิ่มค่า K

น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงแผนกระตุ้นเศรษฐกิจในปี 2552 ว่า รัฐบาลจะใช้โครงการลงทุนด้านเมกะโปรเจ็กต์เป็นตัวกระตุ้นเพิ่มเติมจากการจัดงบประมาณขาดดุลและการลงทุนตามปกติในงบประมาณรายจ่ายประจำ ปี 2552 โดยเชื่อว่าในปี 2552 จะต้องมีการลงทุนอย่างแน่นอนในวงเงินประมาณ 2 แสนล้านบาท ตามแผนที่คาดว่าจะประกวดราคากับผู้รับเหมาได้ เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่าลงทุนประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และยังมีสายสีแดง สีน้ำเงินที่จะเริ่มต้นลงทุนด้วย  นอกจากนี้ยังมีการลงทุนโครงการลงทุนระบบน้ำเพิ่มเติมจะมีการทยอยลงทุนใน ปี 2552 ประมาณ 1 แสนล้านกว่าบาท โดยใน 2553 มีการ       ตั้งเป้าต่อเนื่องว่าจะลงทุนให้ได้ประมาณ 2 แสนล้านบาท จากภาพรวมต้องลงทุนรวม 1.7 ล้านล้านบาท ในระยะ 5 ปี  "ตอนที่จัดทำงบประมาณก็มีการถกกันว่า งบประมาณจะไม่เพียงพอในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบฯ ลงทุนก็มีไม่มากพอ ซึ่งรัฐบาลได้คิดแผนเมกะโปรเจ็กต์ไว้รองรับ รัฐบาลไม่ได้หวังว่าจะใช้งบประมาณรายจ่ายเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มีตัวช่วยที่สำคัญคือโครงการเมกะโปรเจ็กต์ในปี 2552 เพราะหากจะมีการปรับเพิ่มงบฯ ก็คงไม่ได้ เนื่องจากการจัดทำงบประมาณมีการขาดดุลไปแล้ว 2.5%" รมว.คลังกล่าว

สำหรับสมมุติฐานเศรษฐกิจมหภาคที่มีการจัดทำเพื่อเป็นฐานในการจัดทำงบประมาณ ซึ่งต้องทำล่วงหน้า 8-9 เดือน เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผกผันรวดเร็ว ทำให้การคาดการณ์มีปัญหาบ้าง แต่การนำเสนอ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายจำเป็นต้องมีรายละเอียดมาก และหากจะมีการแก้ไขก็แก้ไขได้เพียงการปรับเพิ่มหรือ       ตัดทอนในวาระที่ 2 เท่านั้น

ด้านนายโอฬาร ไชยประวัติ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ สถาบันวิจัยเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า ตนไม่เห็นด้วยกับกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ส่งสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ เพราะปัญหาเงินเฟ้อที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกันอยู่มีต้นเหตุมาจากราคาน้ำมันและราคาอาหารที่เพิ่มขึ้น การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไม่ได้ทำให้สินค้ามีราคาถูกลง คนไทยทั้งประเทศก็ยังต้องซื้อน้ำมันและอาหารในราคาที่แพงอยู่เหมือนเดิม เพราะปัญหาไม่ได้เกิดจากทางฝั่งของอุปสงค์ ซึ่งทาง ธปท.ตีต้องโจทย์ให้ได้ว่า การปรับขึ้นดอกเบี้ยมีวัตถุประสงค์อะไร และจะกระทบส่งผลกับใครบ้าง แต่ถ้าขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลผู้ฝากเงินหรือผู้ที่เกษียณอายุ ทางสำนักบริหารหนี้สาธารณะ  ก็สามารถออกพันธบัตรออมทรัพย์จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าปกติอยู่แล้ว ขณะนี้อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานก็ยังอยู่ที่ 1.% จึงยังไม่มีเหตุผลพอที่จะต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงนี้

ประชาชาติธุรกิจ  26  มิถุนายน  2551