สำหรับอาเซียนและภาคประชาสังคมต่างๆ สิ่งที่ควรจะต้องทบทวนกันอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง คือ วันนี้ในประเทศพม่าไม่ได้มีเพียงผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นาร์กิสเพียงเท่านั้น ทำอย่างไรชะตากรรมจากภัยพิบัติทางทหารนี้ อาเซียนจะเข้ามาแทรกแซงอย่างเข้มแข็งและโดยด่วนเหมือนดั่งกรณีภัยพิบัตินาร์กิส เพราะทหารพม่าได้ก่ออาชญากรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ความรับผิดชอบต้องตกอยู่ในมืออาเซียนที่จะช่วยยุติอาชญากรรมนี้ให้จงได้

ภัยพิบัตินาร์กิส  IDPs และรัฐบาลพม่า

บุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์

 

          ย่างเข้าวันที่ 3 ของการจัดการประชุมของอาเซียนเพื่อประเมินผลกระทบความเสียหายจากเหตุการณ์พายุไซโคลนนาร์กิสในประเทศพม่า แม้เวลาจะล่วงเลยมาเกือบจะ 2 เดือนแล้ว แต่ความช่วยเหลือก็คงยังมิได้ลดลง ตัวเลขเงินบริจาคกลับสูงขึ้นเป็นระยะๆ เนื่องจากความช่วยเหลือยังไม่สามารถเข้าถึงผู้ประสบภัยได้อย่างเต็มที่ ตัวเลขผู้เสียชีวิตถูกรายงานโดยรัฐบาลทหารพม่าล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2551 จำนวน 84,573 คน และ 53,836 คนคือตัวเลขของผู้สูญหาย ทำให้ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2551 ทางสหประชาชาติจะจัดการประชุมระดมทุนที่กรุงเจนีวา ประเทศสวิสเซอร์แลนด์อีกครั้งหนึ่ง

ขณะที่สื่อมวลชนต่างประเทศต่างมุ่งไปที่การรายงานข่าวเกี่ยวกับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากภัยพิบัติธรรมชาติ อีกด้านหนึ่งของพื้นที่ในประเทศเดียวกัน มีรายงานภาคสนามออกมาจากกลุ่มมนุษยธรรมที่ทำงานช่วยเหลือผู้พลัดถิ่นภายในประเทศพม่า(Internally displaced persons - IDPs) ซึ่งหมายถึง บุคคลที่ถูกบังคับหรือกดดันให้ต้องหลบหนีหรือละทิ้งบ้านหรือสถานที่อาศัย หรือบุคคลที่ต้องละทิ้งสถานที่อาศัยเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากความขัดแย้งที่ใช้อาวุธ สถานการณ์ความรุนแรงอันแผ่กว้าง การละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือภัยพิบัติจากธรรมชาติหรือฝีมือมนุษย์ โดยที่ยังไม่ได้ข้ามพรมแดนแห่งรัฐ

รายงานว่าตั้งแต่เดือนมีนาคม-ต้นมิถุนายน 2551 รัฐบาลทหารพม่ายังคงโจมตีชาวบ้านกะเหรี่ยงในอำเภอพะปุน รัฐกะเหรี่ยง ในอำเภอยองเลบิน มณฑลพะโคอย่างไม่หยุดยั้ง มีการเพิ่มขึ้นของกองกำลังทหารในรัฐกะเหรี่ยงอย่างน้อย 4,000 นาย ภัยพิบัติทางทหารที่ชาวบ้านต้องเผชิญดูเหมือนว่าไม่แตกต่างจากภัยพิบัติธรรมชาติทั้งผลกระทบทางสุขภาพ การศึกษา การดำรงชีวิตในแต่ละวัน แต่สิ่งที่แตกต่าง คือ เหยื่อจากภัยธรรมชาติยังคงมีการช่วยเหลือจากนานาชาติอย่างต่อเนื่อง แต่เหยื่อจากน้ำมือมนุษย์กลับสิ้นหวังและมีเพียงการรอคอยความช่วยเหลืออย่างลมๆแล้งๆ

4-5 มีนาคม มีชาวบ้านอย่างน้อย 1,600 คน จาก 7 หมู่บ้าน ถูกรัฐบาลทหารพม่าบังคับให้โยกย้ายออกจากหมู่บ้านของตนเอง ชาวบ้านจำนวนมากต่างหลบหนีเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในป่าบริเวณเมือง Lu Thaw เนื่องจากไม่ต้องการเข้าไปอยู่ในแปลงอพยพหรือพื้นที่ที่รัฐบาลพม่าจัดไว้ เพราะชาวบ้านจะต้องเผชิญกับการกดขี่ข่มเหง การถูกบังคับใช้แรงงานทาสเพื่อสร้างถนน การเป็นโล่ห์มนุษย์คอยกวาดทุ่นระเบิดให้ทหาร

10 พฤษภาคม วันลงประชามติรับรองร่างรัฐธรรมนูญพม่า วันนั้นในเมือง Kyauk KyiN ในอำเภอยองเลบิน มณฑลพะโค ทหารพม่าได้เผาหมู่บ้าน Mae Li Ki ซึ่งมีชาวบ้านอาศัยอยู่ถึง 16 ครอบครัว รวมประมาณ 80 คน ขณะนั้นฝนได้ตกลงมาพอดี ทำให้มีบ้านเรือนถูกเผาไปเพียง 11 หลัง ทำให้ชาวบ้านบางคนที่หลบหนีไปซ่อนตัวในป่าได้กลับมาปลูกสร้างบ้านขึ้นใหม่ อย่างไรก็ตามทหารพม่าได้ย้อนกลับมาที่หมู่บ้านนี้อีกครั้งหนึ่ง และพบเจอชาวบ้านกลุ่มเดิม ทำให้ชาวบ้านบางคนจึงถูกทหารพม่าจับไป บางคนถูกทำร้าย อีกหลายคนก็หนีไปซ่อนตัวอยู่ในป่าอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้ทหารพม่ายังได้เผาไร่นา ทำลายยุ้งฉาง และสัตว์เลี้ยงอีกด้วย

4 มิถุนายน กองพันทหารราบที่ 240 ของ SPDC ได้เข้าโจมตีหมู่บ้าน Dtay Muh Der ซึ่งอยู่ในเมือง Lu Thaw ระหว่างโจมตีทหารเหล่านั้นได้เผายุ้งฉางที่เก็บข้าวของชาวบ้าน พื้นที่ทำการเกษตร เข้าปล้นตามบ้านเรือน ทำลายโบสถ์ และยังทำลายหมู่บ้านใกล้เคียงโดยรอบ ชาวบ้านกว่า 1,000 คนต้องหลบหนีออกจากหมู่บ้านไปซ่อนตัวอยู่ในป่า

ปัญหาของชาวบ้านที่หลบซ่อนตัวในป่าต้องเผชิญในขณะนี้ คือ ภาวะการขาดอาหารอย่างรุนแรง รวมถึงความเสี่ยงที่จะถูกติดตามเพื่อโจมตีอย่างต่อเนื่อง การหลบซ่อนในป่าไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับการดำรงชีวิตที่แตกต่างจากในหมู่บ้าน พวกเขาไม่สามารถกลับไปยังหมู่บ้านเดิมที่หลบหนีออกมาได้ เพราะจะไม่ปลอดภัยและมีโอกาสถูกทำร้ายถูกยิงจากทหารที่ลาดตระเวนอยู่ตลอดเวลา รวมถึงชาวบ้านยังมีโอกาสที่จะเหยียบกับระเบิดที่ทหารฝังไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ชาวบ้านกลับมาในพื้นที่

สำหรับชีวิตเด็กๆ การขาดอาหารไม่ใช่ผลกระทบเพียงประการเดียว การขาดการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญอีกประการหนึ่ง เมื่อเด็กต้องโยกย้ายตามพ่อแม่ไปหลบซ่อนในป่าและต้องหลบหนีทหารพม่าอย่างน้อยถึงปีละ 3-4 ครั้ง ทำให้เด็กหลายคนไม่ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง มีพ่อแม่เด็กจำนวนมากตัดสินใจส่งลูกของตนเองเข้าไปอยู่ในค่ายผู้ลี้ภัยฝั่งไทย เพื่อจะได้มีโอกาสเรียนหนังสืออย่างต่อเนื่อง

ในปีที่ผ่านมา รัฐกะเหรี่ยงมีผู้พลัดถิ่นภายในมากถึง 116,900 คน หลายคนคงสงสัย ทำไมรัฐบาลพม่าต้องกวาดล้างชาวกะเหรี่ยงในอำเภอพะปุนไม่หยุดหย่อน?

จากสภาพทางภูมิศาสตร์อำเภอพะปุนมีพื้นที่ประมาณ 7,000 ตารางกิโลเมตร แบ่งเขตการปกครองออกเป็น 3 เมืองใหญ่ๆ คือ Lu Thaw, Dweh Loh และ Bu Tho ซึ่งเป็นชื่อของเทือกเขา 3 ลูกที่ทอดยาวตั้งแต่เหนือจดใต้ของอำเภอพะปุน เป็นอำเภอที่อยู่ชายแดนไทย-พม่าบริเวณตรงข้ามจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นเขตลุ่มน้ำสาละวินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นพื้นที่ป่าสักทอง ไผ่ และกระวาน สิ่งสำคัญกว่านั้นอำเภอพะปุน คือ พื้นที่ตั้งของเขื่อนสาละวิน เขื่อนที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือของรัฐบาลไทยกับรัฐบาลทหารพม่า ทำให้รัฐบาลทหารพม่าจำเป็นต้องกวาดล้าง/ควบคุมกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ เพื่อที่จะสามารถเข้าถึงพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนสาละวินให้ได้

คำว่า การพัฒนาถูกหยิบยกมาเป็นข้ออ้างในการทำลายประชาชนกะเหรี่ยงซ้ำแล้วซ้ำเล่า พะโด้มานซา อดีตเลขาธิการ KNU เคยพูดไว้ก่อนจะถูกลอบยิงจนเสียชีวิตว่า โครงการที่รัฐบาลไทยไปร่วมมือกับรัฐบาลทหารพม่า สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นคือ รัฐบาลทหารพม่าจะนำเงินที่ได้จากการสร้างเขื่อนไปใช้ซื้ออาวุธกลับมาทำร้ายประชาชนเหมือนที่เคยทำ แทนที่จะนำเงินไปซื้อสิ่งที่มีประโยชน์มากกว่า เพราะรัฐบาลทหารพม่าไม่เคยซื่อสัตย์ เขื่อนจะนำกองกำลังทหารมาเพิ่มในพื้นที่ ซึ่งเราบอกไม่ได้ว่าเขาจะไม่ทำร้ายประชาชน

เช่นเดียวกันกับเงินบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากนาร์กิส จนบัดนี้ก็ยังพบว่าผลกระทบต่อประชาชน ทั้งการขาดแคลนอาหารที่ผู้ประสบภัยต้องไปขออาหารจากพระในวัดแทน ที่พักอาศัยที่ต้องปลูกสร้างขึ้นเองจากไม้ไผ่ การเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บก็มิได้เบาบางลง จนเป็นที่น่าสังเกตและตั้งคำถามอย่างจริงจังว่า รัฐบาลพม่านำเงินที่ได้จากการบริจาคจากนานาประเทศไปดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบมากน้อยเพียงใด? เพราะบทเรียนที่ผ่านมาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลพม่าไม่เคยมองประชาชนกะเหรี่ยงในฐานะพลเมืองของประเทศแม้แต่น้อย  

สำหรับอาเซียนและภาคประชาสังคมต่างๆ สิ่งที่ควรจะต้องทบทวนกันอย่างจริงจังอีกครั้งหนึ่ง คือ วันนี้ในประเทศพม่าไม่ได้มีเพียงผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์นาร์กิสเพียงเท่านั้น ทำอย่างไรชะตากรรมจากภัยพิบัติทางทหารนี้ อาเซียนจะเข้ามาแทรกแซงอย่างเข้มแข็งและโดยด่วนเหมือนดั่งกรณีภัยพิบัตินาร์กิส เพราะทหารพม่าได้ก่ออาชญากรรมและละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนอย่างต่อเนื่องยาวนาน วันนี้ถึงเวลาแล้วที่ความรับผิดชอบต้องตกอยู่ในมืออาเซียนที่จะช่วยยุติอาชญากรรมนี้ให้จงได้