ครั้นเมื่อเรามีศีลเป็นพื้นฐานของจิตแล้ว
ในระยะหนึ่งหากเราสังเกตจะเห็น จะรู้ได้ว่ากิเลศานุสัย หรือนิสัยที่หมักหมมและจมอยู่ด้วยกิเลสของเรานั้นมีอะไร...
ตัวกิเลสจะเริ่มโผล่ขึ้นมา นิสัยไม่ดีต่าง ๆ จะผุดออก “สันดาน” ก็จะเริ่มแสดงธาตุแท้ให้เห็น
อันว่ากิเลสต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวเรานั้น หากเราปฏิบัติเป็นประจำ เป็นเนืองนิจ เมื่อกิเลสร้องหาเราตอบสนอง เราไม่รู้สึกเลยว่า สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้เรานั้นเกิดทุกข์
ทุกข์เพราะความอยาก ทุกข์เพราะการที่จะต้องดิ้นรน แสวงหา
การอยู่ในสังคมอันที่คนหมู่มากนั้นดิ้นรน แสวงหา ความรู้สึกของเราเองจะรู้สึกกลมกลืน ปฏิบัติไป ทำไปอย่างที่ไม่รู้สึกเลยว่าสิ่งนั้นทำใจให้เราทุกข์ เราจึงต้องนอนกอดความทุกข์ เดินไป วิ่งไปพร้อมแบกก้อนหินก้อนใหญ่พร้อมกันนั้นปากก็ร้องตะโกนไปด้วยว่า หนัก หนัก หนัก
ศีลนี้เองจะช่วยปัดและเป่าหมอกควันที่บดความจริงอันเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นก็คือกิเลสและตัณหา ความทะยานอยาก
อยากมี อยากเป็น อยากได้ของที่ใคร ที่ใคร อยากปัดสิ่งที่ตนมี ตนเป็นอยู่แล้ว อยากหนีเสียจากของที่ตนไม่รัก ไม่ชอบ ด้วยอาการเหล่านี้นั้นเองจิตเราจึงต้องคลุกเคล้าด้วยคาวทุกข์
ศีลนี้เองจะช่วยดันตัวของตัวเองให้หลุดออกมาจากวงเวียนแห่งความอยากทั้งปวงนั้น
ถึงแม้ว่าการรักษาศีลจะเป็นเวลาไม่นานนัก เพียงชั่วช้างกระดิกหู หรือนกกระพือปีก
ปัญญาอันเป็นแสงสว่างดุจคบไฟดวงใหญ่ที่มีอยูในจิตเดิมอันผ่องแผ้วของเรานั้นจะช่วยส่องทางให้เราเห็นความมืดในหนทางที่เราคืบคลานมา
ศีลนี้เองจะบอกเราว่า ชีวิตนี้เรามิต้องการอะไรมากมายนัก
เรากินก็เพียงเพื่อความตั้งอยู่ได้แห่งกายนี้ หากจิตใจของเราขาดศีล การกินนั้นจะยุ่งยากมากมาย เปลี่ยนจากการกินเพื่ออยู่เป็นการ “กินเพื่อเกียรติ”
การกินเพื่อเกียรตินั้นจะต้องกินอย่างสมเกียรติ และการกินอย่างนี้นั้นนำภาระมาให้เราอย่างมากมาย
ทั้งการเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นด้วยการฆ่าก็ดี การทำให้สัตว์อื่นทุกข์ทรมานก็ดี
การขวนขวายหามาซึ่งทรัพย์อันไม่สุจริต การคอรัปชั่น บังหลวง เบียดบังทรัพย์ที่เจ้าของหวง มิได้ให้ มิหนำซ้ำ เราเองจะต้องกินต้องอยู่ไปด้วยค่านิยมในสังคมนี้ไซร้ที่ใช้สุราน้ำเมาเป็นเครื่องเข้าสังคม
สังคม... เป็นสิ่งที่มนุษย์อันสำคัญตนว่าเจริญแล้วสร้างขึ้นไว้เพื่อเป็นเครื่องกักขังตนเอง
สังคม... เป็นสิ่งที่มนุษย์อันสำคัญตนว่าเจริญแล้วสร้างขึ้นมาเพื่อนำพาตนเองสู่ความทุกข์
สังคมประชาธิปไตยถ้าเห็นใคร ๆ เขาทำกันแล้ว สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามสังคม
สิ่งที่คนส่วนใหญ่ในสังคมทำ สิ่งนั้นจะทำให้เรารับรู้และยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูก ถึงแม้ว่าสิ่งนั้นจะเดินอยู่นอกทางแห่งศีล แห่งคุณความดีที่วิญญูชนทั้งหลายพึงกระทำ
ศีลนี้เองจะนำพาเราให้ออกนอกกรอบของสังคมที่เราสมมติตนสร้างขึ้นมา
ศีลจะพาเรามายืนมองคนหมู่ใหญ่ที่ตกอยู่ในวงล้อมของสังคม มองดูว่าเขานั้นกำลังทำอะไรกัน และพร้อมกันนั้นเราจะมองย้อนกลับไปยังเบื้องหลังว่าเราก็เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกของสังคมนั้น

เปรียบประหนึ่งเมื่อบุคคลได้ปีนป่ายขึ้นไปนั่งอยู่บนภูผาแล้วย้อนมองกลับลงมายังหมู่บ้าน เห็นคนมากมายเริงร่าร่ายรำอยู่รอบกองไฟ บ้างก็ถือคบไฟวิ่งไปมาแล้วก็ตะโกนว่า ร้อน ร้อน ร้อนบ้าง บ้างก็มีไฟไหม้อยู่บนหัวแล้วก็วิ่งไปวิ่งมาด้วยความทรมาน แต่ก็หาทราบสาเหตุแห่งความร้อนนั้นไม่ เพราะสายตานั้นมองไม่เห็นไฟอันอยู่เบื้องบน หรือบางคนก็หลงกระโดดลงไปตายในกองเพลิงบ้างดั่งแมงเม่าบินเข้ากองไฟ
การว่ายเวียนตายเกิดในสังสารวัฏนี้ก็เป็นเช่นนี้ หากเราขาดศีล ไม่มีศีลเป็นพื้นฐาน เราจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ไม่รู้จักจบจักสิ้น และความเกิดนั่นเองเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ประดุจเห็ดที่โผล่ขึ้นมาจากดินย่อมมีดินติดขึ้นมาด้วย การเกิดย่อมนำความทุกข์ติดมาทั้งทางกายและทางจิต
อนึ่ง อันความรู้ในสังคมที่กลับกลอกนั้นคอยบอกเราว่า ทรัพย์ สมบัตินั้นจะช่วยให้เราพบสุขและพ้นทุกข์
ดังนั้นเราจึงต้องวิ่งวุ่นเพื่อหาทรัพย์ภายนอก หาเงิน หาวุฒิ หาสิ่งต่าง ๆ มาเพื่อบำบัดความทุกข์นั้นตาม “ชุดความรู้” ในสังคม แต่ก็บำบัดได้ไม่เคยพอ
เขาเหล่านั้นจึงต้องรุ่มร้อนด้วยไฟแห่งกิเลสบ้าง ไฟแห่งราคะบ้าง
ภายในตึกอันสูงใหญ่ภายใต้เมืองอันหรูหรามีชื่อเสียง มักจะบรรจุอยู่ด้วยคนที่มีจิตใจเร่าร้อน
คนที่วันหนึ่งวันหนึ่งมุ่งแต่แสวงหาเงิน หาทรัพย์ มีชีวิต ใช้ชีวิตอยู่ในเมือง ดิ้นรนขวนขวายไปขุดทองในประเทศที่บุคคลหลายคนใฝ่ฝัน แต่จิตใจเขาร้อนไปด้วยไฟ มีแต่ความแก่งแย่ง ชิงดี ทำงาน ทำสิ่งต่าง ๆ ให้ได้มาหาทรัพย์สมบัติ เขาเหล่านั้นจะมีความสุขจากความสงบดั่งผู้มีศีลที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้อันร่มเย็นได้อย่างไร...?

เหล่ามนุษย์อีกมากหลาย พยายามที่จะรักษาศีล แต่สังคมที่หมักหมมไปด้วยคนส่วนใหญ่ที่ไร้ศีล ก็คอยจ้องประนาม หยามหยัน ว่าคนที่มีศีล รักษาศีล นั้นเป็นคนบ้า พิกล พิการ วิปริต ผิดประเภทไป
ดังนั้นในสังคมประชาธิปไตยแบบลุ่ม ๆ ดอน ๆ นี้ บุคคลที่จะรักษาศีลให้จิตใจที่มีศีลนั้น จะต้องเป็นบุคคลที่มีตบะอันกล้าแข็งพอต่อโลกธรรม คือ การนินทาจากบุคคลรอบข้างที่เขาเริงร่าอยู่รอบกองไฟนั้น
หากผู้ใดตั้งใจที่จะรักษาศีลให้บริสุทธิ์ท่านจงทำต่อไปเถิด
คำพูดคนรอบข้างนั้นมิได้ทำให้เราสุขได้ ถึงแม้ว่าเขาจะนินทาเรา สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเกิดขึ้นแล้วก็ดับไปตามกฏของธรรมชาติ ที่สิ่งต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วย่อม "ดับไป..."
ความสุขในใจที่เกิดขึ้นจากความสงบอันมีศีลเป็นพื้นฐานนั้นเป็นสิ่งที่บุคคลย่อมรู้ได้ด้วยตนเอง มิสามารถสัมผัสได้ด้วยความคิดหรือการบอกเล่าใด ๆ
คำนินทานั้นเปรียบดั่งพลังที่จะเสริมบารมีให้เรามีตบะที่กล้าแข็ง
ขอให้มีสติตั้งมั่น คุณแห่งศีลนี้เองจะช่วยให้ท่านพบความสุขแท้คือ “ความสงบ” ได้ในจิตใจ ดวงจิตที่ผ่องแผ้วไซร้จะเกิดขึ้นได้ในคืนวัน...
กราบนมัสการ
สาธุ สาธุ สาธุค่ะ
สาธุ...สาธุ...สาธุเจ้าค่ะ...
ขออนุญาตนำ... ไปใส่ Link ในบันทึกนะเจ้าคะ
ขอบพระคุณค่ะ
................................
กะปุ๋ม
ตามมาอ่าน น้อมรับธรรมะคำสอนเช่นกัน
ซาบซึ้งในคำสอนจริงๆ คะ