มาติดตามความเห็นของข้าราชการ เกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองกันต่ออีกวัน
เป็นข้อคิดของ นายชำนาญ จันทร์เรือง ข้าราชการสังกัดสำนักงานศาลปกครอง ซึ่งกล่าวถึงสิทธิข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองได้เช่นเดียวกับประชาชนโดยทั่วไป เพียงแต่มีข้อยกเว้นโดยบทบัญญัติของกฎหมายบ้างเท่านั้นเอง
มาตรการ หรือกฎระเบียบที่นำมาใช้กับข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ก็ย่อมที่จะไปขัดหลักการใหญ่ที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้
หลายคนเข้าใจว่า เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติข้อยกเว้นไว้ก็เลยออกมาตรการ หรือกฎระเบียบมาเสียเละเทะ จนขัดต่อหลักการใหญ่ ซึ่งในที่นี้หมายถึงหลักการขั้นพื้นฐานที่ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนนั่นเอง การที่จะตีความว่ากฎ หรือระเบียบใดขัด หรือไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ โดยศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจในการวินิจฉัยว่ากฎหมายในระดับพระราชบัญญัติขึ้นไป ซึ่งได้แก่ พระราชบัญญัติธรรมดา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพระราชกำหนดว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
ส่วนศาลปกครองก็มีอำนาจในการวินิจฉัยมาตรการ หรือกฎหมายในลำดับรองลงมา ซึ่งออกโดยฝ่ายบริหาร ซึ่งได้แก่ พระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ระเบียบกระทรวง ฯลฯ ว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ มิใช่หน้าที่ของฝ่ายการเมือง หรือผู้บังคับบัญชาจะไปตีขลุมว่า เมื่อรัฐธรรมนูญบอกว่า “ทั้งนี้ ตามกฎหมายบัญญัติ” หรือ “เว้นแต่ ที่จำกัดไว้ในกฎหมาย หรือกฎที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” แล้วมาตรการ หรือกฎหมาย ที่นำมาใช้ย่อมไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเสมอ จึงไม่ถูกต้อง
ฉะนั้น การที่นักการเมืองที่เป็นผู้บังคับบัญชา รวมไปถึงผู้ที่หงอต่ออำนาจทางการเมือง หรือพยายามเอาใจนักการเมืองโดยการออกมาปราม หรือข่มขู่ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐว่า จะดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้นคงต้องกลับไปทบทวนเสียใหม่ เพราะแทนที่นักการเมืองที่เป็นผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการทางวินัยต่อข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้น แต่เขาเหล่านั้นเอง นั่นแหละจะต้องเป็นผู้ถูกดำเนินคดีเสียเองฐานใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ
ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ และศาลปกครอง เป็นหลักประกันสำคัญที่จะวินิจฉัยเรื่องนี้ไว้เป็นบรรทัดฐานต่อไป
ไทยรัฐ (คอลัมน์มุมข้าราชการ) 25 มิถุนายน 2551