คู่มือ การส่งเสริมสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

</font></span>

 

 

 

</font></span>

 

 

</font></span>

 

 

</font></span>

 

 

 

 

</font></span>

 

 

</font></span>

 

 

 

 

 

</font></span>

 

 

</font></span>

 

 

 

 

 

คู่มือ การส่งเสริมสุขภาพช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ

หลักการและเหตุผล

ประชากรในประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ภาวะประชากรสูงอายุ โดยประชากรในกลุ่มเด็กและเยาวชนลดลงเล็กน้อย แต่กลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นและมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น มีการเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางร่างกายและศักยภาพในการดูแลตนเองทำให้อยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องพึ่งพาผู้อื่น ภาระการดูแลปัญหาต่างๆรวมทั้งปัญหาสุขภาพและสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุจึงมีจำนวนมากขึ้น จึงมีความจำเป็นต้องดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน รักษาและฟื้นฟูสภาพที่มีประสิทธิผล นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์เมืองไทยแข็งแรง ของกระทรวงสาธารณสุข ยังได้ตั้งเป้าหมายให้คนไทยมีอายุขัยเฉลี่ยถึง

 

80 ปี ในปี 2560

ดังนั้นการเตรียมการเพื่อรองรับประชากรกลุ่มผู้สูงอายุเหล่านี้ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้คนไทยได้เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดอายุขัย

 

2

การดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคในช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ

จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่อไปนี้

</span></strong>

1.

</font></span>

 

ระบาดวิทยาการเกิดโรคในช่องปากของผู้สูงอายุ

2.

</font></span>

 

ความสัมพันธ์ของสุขภาพช่องปากและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

3.

</font></span>

 

ความสัมพันธ์ของสุขภาพช่องปากต่อภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ

4.

</font></span>

 

ความสัมพันธ์ของสุขภาพช่องปากต่อโรคทางระบบในผู้สูงอายุ

5.

</font></span>

 

ทฤษฎีและหลักการ การส่งเสริมสุขภาพในช่องปากของผู้สูงอายุ

6.

</font></span>

 

กิจกรรมการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในช่องปากสำหรับผู้สูงอายุ

7.

</font></span>

 

การดูแลสุขภาพช่องปากด้วยตนเองของผู้สูงอายุ

1.

</font></span>

ระบาดวิทยาการเกิดโรคในช่องปากของผู้สูงอายุ

</strong>

ปัญหาทันตสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุที่พบบ่อยๆ ได้แก่ โรคปริทันต์อักเสบ โรคฟันผุที่รากฟัน การสูญเสียฟันและสภาวะมะเร็งในช่องปาก ที่ทำให้เกิดการสูญเสียฟันอย่างต่อเนื่องจนเป็นการสูญเสียฟันทั้งปากในวัยผู้สูงอายุและมีผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตทั้งในเชิงกายภาพ ที่ทำให้ไม่สามารถเคี้ยวอาหารได้ดีและในเชิงสังคมทำให้เกิดปัญหาในการเข้าสังคม

</font></span>

1.1

</font></span>

การสูญเสียฟัน

</strong>

การสูญเสียฟันนับเป็นปัญหาหลักในกลุ่มนี้ จากการสำรวจสภาวะทันตสุขภาพจะพบว่า ค่าเฉลี่ย

ผู้สูงอายุมีฟันที่เหลืออยู่ในช่องปากน้อยกว่า

</font></span>

 

20 ซี่ต่อคนก่อเกิดปัญหาการบดเคี้ยวอาหาร จากการสำรวจทันตสุขภาพแห่งชาติ พ.. 2544 พบว่าผู้สูงอายุร้อยละ 57.5 มีการสูญเสียฟันที่มีผลกระทบต่อการเคี้ยวอาหารหรือการดำเนินชีวิตประจำวัน ค่าเฉลี่ยจำนวนซี่ฟันในช่องปากของผู้สูงอายุไทยอยู่ที่ 19.6 ซี่ พบผู้ไม่มีฟันเหลืออยู่ในปากร้อยละ 8.2 ผู้มีฟันเพียงพอสำหรับการเคี้ยวอาหารคือมีฟันใช้งานไม่น้อยกว่า 20 ซี่ พบร้อยละ 49.0 การสูญเสียฟันในกลุ่มอายุ 60-74 ปี มีแนวโน้มลดลงจาก 14.7 ซี่ ใน พ.. 2527 เป็น 12.2 ซี่ ในพ.

. 2543-2544

สภาวะและความจำเป็นในการใสฟันปลอม

</span></strong>

จากการสำรวจในกลุ่มอายุ

</font></span>

 

60-74 ปี มีผู้ใส่ฟันปลอมอยู่แล้วร้อยละ 18.3 ฟันปลอมที่ใส่ส่วนใหญ่เป็นฟันปลอมทั้งปากบนและล่าง จากการตรวจพบผู้ที่มีความจำเป็นต้องใส่ฟันปลอม ร้อยละ 70.9 ส่วนใหญ่ของฟันปลอมที่ต้องการเป็นฟันปลอมบางส่วนทั้งบน-ล่าง ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใส่ฟันปลอมทั้งปากบนและล่างมีร้อยละ

5.3

1.2

</font></span>

โรคปริทันต์

</strong>

ผู้สูงอายุเกือบทั้งหมดมีสภาวะเหงือกอักเสบ สะท้อนเห็นถึงการขาดการดูแลสุขภาพช่องปาก

</font></span>

 

3

สม่ำเสมอ ซึ่งมีสาเหตุที่เกิดจากการขาดความเอาใจใส่การขาดสมรรถนะในการดูแลสุขภาพช่องปากของตนเอง ซึ่งเกิดจากการเสื่อมถอยทางกายภาพหรือสภาวะด้านจิตใจ ซึ่งมักเกิดในกลุ่มวัยนี้

</font></span>

1.2.1

</font></span>

ลักษณะของโรค

เป็นโรคที่เกิดกับเนื้อเยื่อหรืออวัยวะรอบๆ ตัวฟัน ได้แก่ เหงือก เนื้อเยื่อปริทันต์ กระดูกส่วนที่หุ้มและรองรับรากฟัน ในระยะแรกที่เป็นโรคนี้จะไม่มีอาการใดๆ ต่อมาจะมีการทำลายอวัยวะเหล่านี้ ทำให้กระดูกหุ้มฟันละลาย เหงือกร่น ผิวรากฟันโผล่ อาจมีอาการปวดบวม ฟันเริ่มโยกคลอน เมื่อปล่อยทิ้งไว้ฟันก็จะโยกคลอนจนหลุดไปหรือต้องถอนทิ้งไป

1.2.2

</font></span>

สาเหตุของการเกิดโรคปริทันต์

. สาเหตุโดยตรง

</strong>

เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในช่องปากมาเจริญเติบโตในแผ่นคราบน้ำลาย ที่ติดค้างอยู่ตามร่องเหงือกรอบตัวฟัน กลายเป็นแผ่นคราบจุลินทรีย์และเชื้อจุลินทรีย์ซึ่งแผ่นคราบจุลินทรีย์นี้จะคายสารพิษออกมาซึมไปตามขอบเหงือกทำให้เหงือกอักเสบบวมแดงและนานๆไปเนื้อเยื่อที่ยึดรากฟันอาจฉีกขาด กระดูกหุ้มรากฟันละลายตัวจะเกิดความรู้สึกเสียวหรือปวดฟัน โดยโรคจะเป็นไปอย่างช้าๆ

ปัจจัยเสริมที่มีผลต่อการเกิดโรคปริทันต์คือ หินน้ำลายหรือหินปูนซึ่งเกิดขึ้นจากการที่เกลือแคลเซี่ยม

และฟอสฟอรัสที่ร่างกายขับออกมาพร้อมกับน้ำลายในปริมาณมากน้อยแตกต่างกันไปในแต่ละคน การตกตะกอนสะสมรวมตัวของเกลือแคลเซี่ยมและฟอสฟอรัสบนแผ่นคราบฟันมากขึ้นๆ จากอ่อนนุ่มเป็นแข็งขึ้น จะมีลักษณะแข็งเหมือนหิน จะเป็นที่เกาะยึดของแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้ง่ายขึ้นทำให้เกิดการอักเสบของเหงือกรุนแรงขึ้นและนานๆ ไปเยื่อยึดรากฟันและกระดูกหุ้มรากฟันจะถูกทำลายมากขึ้นในที่สุดอาจจะเกิดเป็นฝีเป็นหนองหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า

</font></span>

 

"รำมะนาด"

ทำให้ในปากมีกลิ่นเหม็น ฟันโยกคลอน และหลุดร่วงไปในที่สุด

</font></span>

. สาเหตุทางอ้อม

</strong>

-

</font></span>

 

การขาดสารอาหาร

ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของร่างกาย ย่อมมีผลต่อเหงือกและกระดูกหุ้ม

-

</font></span>

 

ฟันซ้อนเก

ฟันเรียงตัวผิดปกติ ทำให้ยากแก่การทำความสะอาด มีการสะสมของแผ่นคราบ

-

</font></span>

 

การใส่ฟันปลอมไม่ถูกสุขลักษณะ

เช่น ฟันปลอมชนิดถอดได้ที่ไม่พอดีมักจะมีเศษอาหาร

-

</font></span>

 

ลักษณะของอาหารที่รับประทานอาหาร

ถ้าอาหารมีเนื้อละเอียดอ่อนนิ่มติดฟันง่าย หรือมีส่วน

-

</font></span>

 

การเคี้ยวอาหารโดยใช้ฟันข้างเดียว

จะทำให้ฟันข้างที่ไม่ได้ใช้ ไม่ได้รับการขัดสีจากอาหาร

4

</font></span>

ทำให้แผ่นคราบจุลินทรีย์และหินน้ำลายเกิดสะสมมากขึ้น

</font></span>

-

</font></span>

 

การหายใจทางปาก หรือริมฝีปาก

ไม่สามารถปิดสนิท ทำให้เหงือกแห้งมีน้ำลายมาชะล้าง

-

</font></span>

 

การแปรงฟันไม่ถูกวิธี

ทำให้เหงือกร่นและเป็นแผลได้

1.3

</font></span>

โรคฟันผุ (ตัวฟันและรากฟัน

)

</strong>

ฟันผุบริเวณตัวฟันเป็นปัญหาเรื้อรังตลอดช่วงชีวิต ซึ่งผู้สูงอายุไทยเกือบทุกคนเคยมีประสบ

</font></span>

 

-

การณ์โรคฟันผุหรือมีการสูญเสียฟันร้อยละ

</font></span>

 

95.6 ค่าเฉลี่ยฟันผุ ถอน อุด 14.37 ซี่/คน ในจำนวนนี้พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 56.3

มีฟันผุในช่องปากโดยที่ยังไม่ได้รับการรักษา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการบดเคี้ยวอาหาร โดยที่ฟันเหล่านั้นเป็นฟันที่อยู่ในสภาวะผุลุกลามและมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการถอนฟันมากที่สุดปัญหาการเป็นโรคฟันผุของกลุ่มผู้สูงอายุจะพบในภาคกลางมากกว่าภาคอื่นๆ

1.3.1

</font></span>

ขบวนการเกิดโรคฟันผุ

</strong>

โรคฟันผุ เกิดจากเชื้อจุลินทรีย์ในช่องปากโดยเฉพาะ เชื้อมิวแทนส์สเตรปโตคอคไค ที่อาศัยอยู่ในแผ่นคราบจุลินทรีย์ที่ติดบนตัวฟันย่อยสลายอาหารพวกน้ำตาลที่ตกค้างในปาก ทำให้เกิดกรดแลคติกที่ทำลายโครงสร้างฟันโดยการสลายแร่ธาตุของฟันก่อให้เกิดการผุกร่อน การทำลายนี้จะเป็นการทำลายที่มีผลต่อเนื้อฟันอย่างถาวรและหากไม่ได้รับการรักษาการผุทำลายจะลุกลามถึงโพรงประสาทฟันทำให้ปวดฟัน โพรงประสาทฟันติดเชื้ออาจบวมเป็นฝีเป็นหนอง และเชื้อโรคจะแพร่กระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้

</font></span>

1.3.2

</font></span>

อาการของโรคฟันผุ

แบ่งเป็น 4

ระยะ

ระยะที่

</font>1 </strong></span>

1

กรดเริ่มทำลายชั้นเคลือบฟันลักษณะจะเห็นฟันมีสีขาวขุ่น บริเวณผิวเรียบของฟันส่วนบริเวณหลุมร่องฟันจะเห็นเป็นสีดำ ระยะนี้ไม่มีอาการเจ็บปวดหรือเสียวฟัน

ระยะที่

</font>2 </strong></span>

2

กรดทำลายลึกลงถึงชั้นเนื้อฟันลักษณะจะเป็นรอยผุสีดำชัดเจน อาจมีอาการเสียวฟันเมื่อถูกน้ำร้อน น้ำเย็น หรืออาหารหวานจัด ระยะนี้ควรพบทันตแพทย์เพื่อทำการอุดฟัน

ระยะที่

</font>3 </strong></span>

3

เป็นขั้นรุนแรงมีการทำลายลึกลงถึงชั้นโพรงประสาทฟัน จนเกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อภายในโพรงฟันระยะนี้ จะมีอาการปวดรุนแรงมาก อาจปวดตลอดเวลาหรือปวดเป็นพักๆ อาจมีอาหารตกค้างติดในโพรงฟันได้ และมีกลิ่นเหม็น การรักษาที่ทำได้คือถอนฟัน หรือ การรักษาคลองรากฟัน

ระยะที่

</font>4 </strong></span>

4

ระยะนี้ เนื้อเยื่อโพรงประสาทฟันจะถูกทำลายจนหมดจนลุกลามลงสู่ปลายรากฟัน อาการจะเจ็บๆหายๆเป็นช่วงๆ อาจเกิดฝีหนองบริเวณปลายรากเกิดการบวมบริเวณปลายราก หรือฝีทะลุมาที่บริเวณแก้ม เหงือก ฟันโยก แตกหัก เชื้อโรคลุกลามเข้าสู่ระบบเลือดและน้ำเหลืองไปสู่อวัยวะอื่นๆ ของร่างกายได้ การรักษาถ้ารักษาคลองรากฟันไม่ได้ก็ต้องถอนและใส่ฟันปลอม

1.4

</font></span>

มะเร็งในช่องปาก

</strong>

เป็นอีกโรคหนึ่งเนื่องจากเป็นโรคที่มีความรุนแรงเมื่อเทียบกับสภาวะความผิดปกติอื่นๆ ใน

</font></span>

 

5

ช่องปาก ในปี

</font></span>

 

2540 พบว่ามะเร็งเป็นสาเหตุของการตายของประชากรทั่วโลกกว่า 6 ล้านคน ของสาเหตุการตายทั้งหมดพบว่าผู้ป่วยมะเร็งจะอยู่ในประเทศกำลังพัฒนา มะเร็งในช่องปากจัดเป็น 10 อันดับแรก ของการตายในประเทศสหรัฐอเมริกา พบมีผู้ป่วยมะเร็งในช่องปากและลำคอ สำหรับประเทศไทยอุบัติการณ์การเป็นมะเร็งในช่องปากและลำคอของไทย ในปี 2536 2539 และ 2542 พบว่าอุบัติการณ์การเกิดโรคมะเร็งในช่องปากและลำคอ คิดเป็นอัตราประมาณการรายปี โดยในเพศชาย 5.4,4.4,และ 4.6 ต่อประชากร 100,000 คน และในเพศหญิง 4.0 , 4.3 และ

6.8

1.5

</font></span>

ปัญหาอื่นๆที่พบได้บ่อยในช่องปากผู้สูงอายุ

1.5.1

</font></span>

เหงือกร่น

สาเหตุ

 

-

โรคปริทันต์ที่มีการทำลายของกระดูกรองรับฟัน ทำให้เหงือกร่นลงมา

-

</font></span>

 

การแปรงฟันผิดวิธี การใช้ขนแปรงแข็ง ลักษณะนี้นอกจากจะทำให้เหงือกร่นแล้วยังเกิด

ผลเสีย

</font></strong></span>

 

-

เศษอาหารติดระหว่างซอกฟันได้ง่ายทำความสะอาดยากขึ้น ทำให้เกิดฟันผุบริเวณซอกฟัน และเกิดโรคปริทันต์ตรงจุดนั้นได้ง่ายขึ้น รากฟันอาจโผล่ อาจจะทำให้เกิดการเสียวฟันเกิดฟันสึกหรือฟันผุ บริเวณคอฟัน และรากฟันง่าย

การป้องกันรักษา

</font></strong></span>

 

- กรณีถ้าเป็นไม่มากและไม่มีอาการใดๆ ก็ปล่อยทิ้งไว้ได้ แต่ควรดูแลความสะอาดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในฟันกรามหลัง เพราะมีโอกาสเกิดฟันผุ และโรคปริทันต์ได้ง่าย,

กรณีที่เป็นผลจากโรค

1.5.2.

</font></span>

ฟันสึก

พบได้ทั้งบริเวณคอฟันและด้านบดเคี้ยว

สาเหตุ

</font></strong></span>

 

-

การแปรงฟันผิดวิธีจะเกิดการสึกบริเวณคอฟัน ขอบเหงือก

-

</font></span>

 

การเคี้ยวอาหารแข็ง นอนกัดฟัน จะเกิดการสึก บริเวณด้านบดเคี้ยวของฟันหลัง

-

</font></span>

 

การสูญเสียฟันหลังแล้วไม่ได้ใส่ฟันปลอมแต่ใช้ฟันหน้าบดเคี้ยวทำให้เกิดการสึกของฟันหน้า

1.5.3.

</font></span>

แผลในช่องปาก

</strong>

แผลในช่องปาก อาจก่อให้เกิดความเจ็บปวด รำคาญ ขดขวางการรับประทานอาหาร แผล

บางชนิด หรือบางตำแหน่งหายเองได้ แผลที่พบบ่อยได้แก่

</font></span>

แผลร้อนใน

</font></strong></span>

 

อาจพบในช่วงที่ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ จิตใจเครียด

แผลบาดเจ็บ

</font></strong></span>

 

หรือการบดเจ็บจากฟันปลอม ปกติแล้วแผลจะหายเองเพียงแต่ทำความสะอาด

2.

</font></span>

ความสัมพันธ์ของสุขภาพช่องปากและคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

</strong>

คุณภาพชีวิตและสุขภาพเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจมากขึ้นในปัจจุบัน โดยมุ่งหวังให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงตนอย่างมีคุณภาพตลอดอายุขัยทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ในส่วนของสุขภาพช่องปากหมายถึง

</font></span>

 

6

ภาวะช่องปากที่มีความสบาย สามารถทำหน้าที่ได้ ทำให้คนเราสามารถดำเนินชีวิตในสังคมได้อย่างเป็นสุข ผลกระทบของสุขภาพช่องปากต่อคุณภาพชีวิต แบ่งเป็น

</font></span>

 

4

ด้าน คือ

2.1

</font></span>

ผลกระทบด้านการทำงานของอวัยวะในร่างกาย

ฟันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย การสูญเสียฟันธรรมชาติทำให้มีปัญหาในการเคี้ยวอาหาร จำนวนฟันที่เหลืออยู่น้อยจะกัดอาหารที่เป็นเส้นใยไม่ได้เคี้ยวอาหารเหนียวๆ ไม่ได้ กินอาหารแข็งไม่ได้เหมือนปกติ จึงต้องกินอาหารที่เคี้ยวได้ง่าย เช่น ข้าว แป้ง ทำให้มีโอกาสขาดสารอาหารบางประเภท ส่งผลต่อสภาวะโภชนาการได้

2.2

</font></span>

ผลกระทบด้านความสบาย ผลกระทบต่อสุขภาวะ

การเจ็บปวดที่สัมพันธ์ กับสุขภาพช่องปากมีผลต่อสุขภาพกาย อาการปวดจากฟันที่ผุบวมมีหนอง กลุ่มอาการผิดปกติของบริเวณข้อต่อขากรรไกรซึ่งเป็นกลุ่มอาการที่พบมากรองลงมาจากอาการปวดฟัน มีผลต่อระบบการบดเคี้ยวโดยเกิดอาการปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร โดยคนที่มีอาการปวดข้อต่อขากรรไกรมักจะเลี่ยงการกินอาหารที่แข็งเหนียว ต้องมีการเปลี่ยนแปลงวิธีทำอาหาร เช่น ต้มนานขึ้นเพื่อทำให้เปื่อย ซึ่งหมายถึงการสูญเสียคุณค่าทางอาหารเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีผลต่อการพักผ่อน การนอนหลับ และมีผลต่อการทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆตามปกติ

2.3

</font></span>

ผลกระทบด้านการเข้าสังคม และผลกระทบต่อภาพลักษณ์

สุขภาพช่องปากมีส่วนเกี่ยวข้องในการสื่อสาร ในการพูด เกิดความมั่นใจในการเข้าสังคม ในอนาคตผู้สูงอายุไทยมีการเข้าสังคมมากขึ้น ผู้สูงอายุให้ความสำคัญต่อความหมายสุขภาพช่องปากในด้านความสวยงามมากขึ้น

3.

</font></span>

ความสัมพันธ์ของสุขภาพช่องปากต่อภาวะโภชนาการในผู้สูงอายุ

</strong>

สุขภาพและสภาวะของช่องปากผู้สูงอายุส่งผลโดยตรงต่อภาวะโภชนาการ ต่อความอยาก

รับประทานอาหารและความสามารถในการบดเคี้ยว และในทางกลับกัน ก็พบว่าภาวะโภชนาการส่งผลต่อสุขภาพโดยรวมและสุขภาพช่องปากของผู้สูงอายุด้วยเช่นกัน

</font></span>

3.1

</font></span>

สภาวะสุขภาพช่องปากที่มีผลต่อภาวะโภชนาการ

ได้แก่ การสูญเสียฟัน พบว่าการสูญเสียฟัน จำนวนตั้งแต่ 4 ซี่ หรือมากกว่า มีผลต่อดัชนีมวลกายของร่างกาย หากสูญเสียฟันมากกว่า 5 ซี่ จะทำให้มีการเปลี่ยนแปลงการกินอาหาร ในคนที่มีฟันธรรมชาติ จำนวนคู่สบของฟันที่เหลือไม่ว่าฟันคู่สบเป็นฟันธรรมชาติหรือฟันเทียม หากมีจำนวนคู่สบต่ำกว่า 4-6 คู่ จำนวนฟันที่เหลือแต่รากที่คงค้างอยู่ในช่องปาก 4 ซี่ขึ้นไป หรือการที่ผู้สูงอายุมีฟันที่โยกในช่องปาก มีผลต่อภาวะโภชนาการ คนที่ใส่ฟันเทียมที่มีคุณภาพไม่ดี เช่น ฟันเทียมหลวม แตกบิ่น มีผลต่อภาวะโภชนาการและวิธีการปรุงอาหาร เช่น อาหารพวกเนื้อสัตว์ต้องสับให้ละเอียด พวกผักต้องต้มให้เปื่อย การเคี้ยวอาหารที่บกพร่องส่งผลต่อการเลือกชนิดของอาหาร ทำให้ได้รับสารอาหารไม่

7

</strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong></strong>