วันนี้ต้องไปโต้วาทีที่โรงเรียนสิ่นหมิน ในฐานะตัวแทนผู้ปกครอง โต้กันในญัตติ " เป็นผู้ปกครองลำบากกว่าเป็นครู" เนื่องในงานปฐมนิเทศผู้ปกครอง มีผู้ตอบรับมาร่วมงาน ๒๐๐ กว่าคน... แต่ว่าการโต้วาทีครั้งนี้มีเรื่องแปลกอยู่หน่อยคือ

  • ฝ่ายเสนอเป็นครู พูดในประเด็น "เป็นผู้ปกครองลำบากกว่าเป็นครู"
  • ส่วนฝ่ายค้านเป็นผู้ปกครอง พูดในประเด็น "เป็นครูลำบากกว่าเป็นผู้ปกครอง"

ถ้าสังเกตประเด็นโต้วาทีธรรมดา เหมือนกับไม่มีอะไร แต่ความจริงน่าจะจัดเป็นเรื่องการบริหารจัดการ หรือการจัดการความรู้ด้วย..

คือ ฝ่ายครู กับฝ่ายผู้ปกครอง.. บางครั้งก็เป็นไม้เบื่อไม้เมากันบ้าง... ครั้งนี้จัดให้ทีมครู อยู่ฝ่ายผู้ปกครอง ก็จะต้องพูดในประเด็นที่บอกว่า "เป็นผู้ปกครองลำบากอย่างไร" ส่วนทีมผู้ปกครอง ก็ต้องพูดในประเด็นที่ว่า "เป็นครูลำบากอย่างไร"

เป็นอันว่า ทีมครู ต้องมองถึงผู้ปกครองในด้าน Positive ส่วนผู้ปกครองก็ต้องมองครูในด้าน Positive เช่นกัน แนวคิดนี้ต้องยกให้กับ ผู้บริหารโรงเรียนสิ่นหมินยุคใหม่ คือ คุณปาฏิหาริย์ ประกาศสัจธรรม..

บรรยากาศของการโต้วาทีเป็นอย่างไร จะได้กลับมานำเสนออีกที ช่วงบ่ายหรือค่ำครับ..อิอิ

-----------------------------------------

กลับมานำเสนอต่อ ผมกำลังเตรียมความพร้อมของต้นฉบับและเดินทางออกจากมน.ไปร่วมงานปฐมนิเทศผู้ปกครองที่โรงเรียนสิ่นหมินตอน ๙.๒๐ น. (เริ่มงาน ๙ โมง) พลันได้รับโทรศัพท์จากครูแก้ว โทรมาตามว่า เขากำลังจะโต้วาทีกันแล้ว ผมก็บอกว่าอีก ๒๐ นาทีจะถึงโรงเรียน

พอไปถึงโรงเรียนก็ต้องไปจอดรถในสนามบาส เพราะที่จอดรถเต็ม มีผู้ปกครองมาร่วมงาน ราวๆ ๒๐๐ คน รวมทั้งคุณครูอีกประมาณ ๕๐ คน ก็เป็น ๒๕๐ กว่าคน ผู้ปกครองที่มาร่วมงาน เช็คตามรายชื่อนักเรียน ๑ คน (แต่บางบ้านมา ๒ คน) มีดังนี้

  • ป ๑ : ๒๖ คน
  • ป ๒ : ๓๐ คน
  • ป ๓ : ๒๐ คน
  • ป ๔ : ๓๘ คน
  • ป ๕ : ๒๘ คน
  • ป ๖ : ๓๗ คน

รวมตัวเลข ๑๗๙ คน และมีผู้ปกครองสมทบอื่นๆ มาร่วมงานด้วย เช่น ผู้ปกครองที่ลูกๆ จบไปแล้วเป็นต้น (เป็นแขกรับเชิญ)

ผมไปถึงโรงเรียนราว ๙.๔๕ น. ก็เข้าไปในห้องรับรอง (แอร์) เตรียมตัว มีผู้ดำเนินรายการ (อ.พนิดา สุโกศล), ครูฝ่ายเสนอ (ทำหน้าที่ผู้ปกครอง) และผู้ปกครองฝ่ายค้าน (ทำหน้าที่ครู) อยู่กันพร้อมหน้า กำลังรอเวลาที่จะขึ้นเวที ระหว่างนี้ก็ปรึกษาหารือกันก่อนขึ้นโต้วาที (มีการเตี๊ยมกันไว้ก่อน)

ระหว่างนั้น นอกห้องรับรอง คุณปาฏิหาริย์ ประกาศสัจธรรม ก็กำลังพูดนโยบายการบริหารโรงเรียนสิ่นหมินยุคใหม่อยู่ ท่านสามารถติดตามอ่านแนวทางการบริหารได้ที่นี่ <โรงเรียนสิ่นหมินยุค 51> เรารอกันอย่างอดทนต่อไปอีก ๑.๓๐ นาที กว่าที่คุณปาฏิหาริย์จะจบปาฐกถา ลงมาได้ แล้วพวกเราก็ขึ้นไปบนเวที

ฝ่ายเสนอ มีเวลา ๓, ๒, ๒ และ สรุป ๓ นาที..ฝ่ายค้านก็มีเวลาเท่าๆ กัน..พิธีกร แนะนำฝ่ายค้านก่อน แล้วก็นำฝ่ายเสนอ เนื้อเรื่องที่โต้วาทีก็มีย่อๆ ประมาณนี้

เป็นผู้ปกครองลำบากกว่าเป็นครู

ฝ่ายเสนอ ทีมครู (หญิงทั้งหมด) ประเด็น “เป็นผู้ปกครองลำบากกว่าเป็นครู"

1. ด้านการเลี้ยงดู

- แม่-ต้องดูแลลูกตั้งแต่อยู่ในท้อง
- ต้องอบรมเลี้ยงดูตั้งแต่เล็ก จนเข้าโรงเรียนและต่อไปจนโต
- ลูกเรียนไม่เก่ง ต้องพาไปกวดวิชา เพราะเดี๋ยวต้องสอบเข้าม.๑ อีก ต้องพาลูกไปสอบ
- ตอนเล็กๆ ก็ไม่ยอมไปโรงเรียน
- พอไปโรงเรียนก็ติดเพื่อนอีก
- เชื่อครูมากกว่าเชื่อพ่อแม่....อะไรที่ครูสั่งต้องได้

2. ด้านเศรษฐกิจ

- ต้องมารับมาส่งลูกทุกวัน..
- ต้องหาค่าใช้จ่ายในการศึกษา หาเงิน หาทอง ค่าเสื้อผ้า ค่าใช้จ่าย ให้ลูก
- ไหนจะต้องค่าเรียนพิเศษ.. ค่าเรียนด้านความสามารถพิเศษเช่นดนตรี ค่าแต่งตัวนักแสดง
- แล้วไหนลูกจะต้องมีของเหมือนเพื่อน มีมือถือ, มีคอมพิวเตอร์, มีเน็ต มีสารพัด

ฝ่ายค้าน ทีมผู้ปกครอง “เป็นครูลำบากกว่าผู้ปกครอง"

นอกจากจะค้านฝ่ายเสนอแล้วก็ยังนำเสนอประเด็น

1. ด้านการทำงาน

 ครูต้องทำหน้าที่ สองอย่าง ดังนั้นลำบากกว่าผู้ปกครองแน่ๆ คือเป็นครูคนแรกของลูก-ครูคนแรกก็คือพ่อแม่, และก็ยังทำหน้าที่เป็นครูคนที่สอง คือพ่อ-แม่ของเด็กนักเรียน ดังนั้นครูจึงมีลูกมาก
 ครูไม่ได้ทำงานเฉพาะสอนเด็กนักเรียนอย่างเดียว ยังมีงานอื่นๆ อีกที่จะต้องทำ..งานก็เหนื่อยเงินก็น้อย (แม้ว่าจะไม่คิดเรื่องเงิน แต่สภาพเศรษฐกิจแบบนี้ก็ต้องคิดบ้าง)
 ถ้าเป็นครูประจำชั้นก็ต้องดูแลเด็กๆ ให้เหมือนลูก ต้องดูแลนักเรียนในห้องหนึ่ง ๔๐-๔๗ คน เหมือนมีลูกเพิ่มมาอีกตั้งมากมาย พ่อแม่อย่างเก่งก็ดูลูกแค่ ๒-๓ คน ที่อังกฤษโรงเรียนที่ดีที่สุดดูแลเด็กแค่ ๑๕ คน, โรงเรียนบางแห่งในชนบท ที่ไม่มีคนแย่งกันเข้า ครูก็สบาย ดูแลเด็กแค่ ๗ คน ก็ดูแลได้ทั่วถึง, ที่สาธิตม.นเรศวร ห้องหนึ่งมีนักเรียนไม่ถึง ๔๐ คน มีครูที่ปรึกษา ๒ คน ครูก็ดูแลแค่ ๑๙-๒๐ คน

2. ด้านการดูแลความประพฤตินักเรียน

 พ่อแม่เลี้ยงลูกมาไม่เหมือนกัน พอมาโรงเรียนเราก็ต้องมาปรับทางด้านวินัย ต้องมาแต่เช้า เคารพธงชาติ..ต้องสอนให้รู้จัก สถาบันชาติ ต้องตอบแทนคุณของแผ่นดิน, ต้องสอนให้รู้จักพระมหากษัตริย์, ต้องสอนให้ประพฤติปฏิบัติตามแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง…พระองค์ทรงทำให้ดูเป็นตัวอย่าง..., ด้านศาสนาก็เหมือนกัน เราก็ต้องมาเน้นให้ปฏิบัติให้มากๆ แทนที่จะเข้าวัดตามประเพณี
 ครูต้องสอน..โดยวิธีปฏิบัติให้เป็นตัวอย่าง ไม่ใช่บอกให้นักเรียนทำ แต่ครูทำไม่ได้ นี่ครูก็ต้องลำบางในแง่นี้
 รายละเอียดเล็กน้อย..ครูเวรต้องเฝ้าจนนักเรียนคนสุดท้ายกลับ.., ต้องรับคำขอร้อง (ฝาก) ของผู้ปกครองให้ดูแลเด็กเป็นพิเศษในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เช่น เด็กไม่กินผัก เด็กมีนิสัยเสีย อย่างนั้นอย่างนี้
 ต้องแก้ไขเรื่องเด็กหลงไปตามกระแสนิยมตามชาติตะวันตก
 ดูแลเรืองการคบเพื่อน การติดยาเสพติด พฤติกรรมชู้สาว...สารพัด

3. สรุป สุดท้ายไม่ทราบว่า เชียร์ฝ่ายครูหรือผู้ปกครอง
ท่านเคยได้ยินกลอนบทนี้ไหม

อันลิงค่างกลางป่าจับมาหัด
สารพัดฝึกได้ดังใจหมาย
เรานักเรียนครูเพียรสอนแทบตาย
เกิดเป็นคนเอาดีไม่ได้ก็อายลิง

ที่ถูกควรจะเป็นแบบนี้

อันลิงค่างกลางป่าจับมาหัด
สารพัดฝึกได้ดังใจหมาย
เราเป็นครูความรู้มีมากมาย
หากสอนนักเรียนไม่ได้ก็อายลิง


ยังไง “เป็นครูก็ลำบากกว่าผู้ปกครอง" วันยังค่ำครับ..สวัสดี

หมายเหตุ

  1. การโต้วาทีเริ่มช้า ทำให้คนฟังเหลือไม่ถึง ๒๐๐ คน
  2. มีการเสริฟอาหารระหว่างการฟัง ทำให้สมาธิคนฟังไม่ค่อยดี
  3. ระบบเสียงไม่ดี ต้องปรับปรุง คนฟัง ฟังไม่รู้เรื่อง
  4. ทีมโต้วาที ยังทำได้ไม่ดีนัก เนื่องจากเรื้อเวทีไปนาน ต้องเตรียมตัวให้ดีกว่านี้..(เห็นว่าจะจัดอีกครั้งหนึ่ง..อิอิ)
beeman by Apinya

มนุษย์ผึ้งมหัศจรรย์
神奇的蜂爷

(shen2 qi2 de1 feng1 ye2)