ชีวิตทุกชีวิตเกิดมานั้นต้องสู้ทั้งชีวิต สู้งาน สู้การ สู้กาย สู้จิต สู้ใจ
ความอิสระนั้นเป็นสุขหนึ่งอันสูงสุดที่มนุษย์นั้นไขว่คว้า แต่นั่นก็เถอะ “สังคม” สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น สร้างขึ้นมาไว้เพื่อกักกน และคุมขัง “ใจ” ของเราเอง
มนุษย์ที่ตั้งตนไว้ในฐานของสัตว์ประเสริฐ แต่ทำไมเล่า “อิสระ” ของเราถึงได้มีน้อยกว่าสัตว์อีกมากมายหลายชนิด
นกบนฟ้า ปลาในน้ำ เพื่อนร่วมโลกของเราเขามีอิสระอย่างมากหลาย วิ่งโลดแล่น โบกผินบินไปได้ไกลแสนไกลแล้วจะใจจะนำพา
สังคม... สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมากักขังตนเองให้เป็น “สัตว์สังคม”
กักขังไว้ เวลาจะทำสิ่งใดต้องเกรงใจสังคม ทำอย่างนี้เขาจะว่าไหม “ทำดี เขาจะว่าไหม...?” เพราะใคร ๆ ก็ทำชั่วกันเป็นประชาธิปไตยไปเสียหมด
สังคมที่มีบรรทัดฐานยอมรับให้ “ความชั่ว” เป็นสิ่งที่ถูกใจ
สังคมที่ปฏิเสธความจริงด้านจิตใจ ให้กลายเป็นเรื่องของคนแปลก “คนบ้า” ไป แล้วมนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์สังคมนี้จะพบความสุขแท้ได้อย่างไรเล่า “สังคม...”
ทุกสิ่งทุกอย่างวันนี้ อะไรต่ออะไรก็กลายเป็นประชาธิปไตยไปเสียหมด ทำชั่วกันเป็นประชาธิปไตย ดื่มเหล้ากันเป็นประชาธิปไตยจนกลายเป็นมารยาททางสังคม
กึ่งพุทธกาลนี้ไม่มีสังคมใดที่จะชั่วเท่าสังคมของมนุษย์อีกแล้ว
สังคมที่ยอมรับเรื่องชั่ว เรื่องเลวให้กลายเป็นมารยาทที่ดีงาม เป็นบรรทัดฐานของสังคม
จิตใจของคนก็ชอบกล ยอมเกลื่อนกล่น กาม กิน และเกียรติ ยอมทำชั่วให้ได้มา
สังคมนี้ ทำชั่วแล้ว คนในสังคมกลับยอมรับ สรรเสริญ
ให้เกียรติคนชั่ว ยอมรับเงินชั่ว ๆ เคารพนบนอบสิ่งต่าง ๆ ที่รู้ว่าชั่ว “รู้แต่ต้องทำ...”
เงิน ลาภ ทรัพย์สมบัติ เป็นสิ่งของที่สามารถมากองอยู่ตรงหน้าชัด ๆ จะปฏิเสธสิ่งเหล่านั้นว่าชั่วได้อย่างไร?
สัตว์สังคมทุกวันนี้ยอมรับ สมยอมให้ความชั่วเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและเป็นบรรทัดฐานของจิตใจ ใครหน้าไหนเล่าจะสู้กับมัน
การเดินสวนทางความชั่วอันเป็นประชาธิปไตยนี้ยากนัก ผู้ที่แข็งขืนจักต้องมีตบะ และสติที่กล้าแข็ง
แข็งให้ยิ่งกว่าหิน เพราะน้ำชั่ว ๆ หยดลงหินทุกวัน หินก็ยังกร่อน แล้วเจ้าจิตใจอันสะออนของเรานั้นจะแข็งขืนไปได้อย่างไร
“ศีล” ปีนเกลียวชั่ว... ปีนเกลียวต่อประชาธิปไตย ศีลนั้นจะนำพาชีวิตสู่ธรรมาธิปไตยซึ่งเป็น “สุขแท้” ของจิตใจไปนิรันดร์
วันแห่งการถืออุโบสถศีลนี้ ลองตรอง ลองมี ลองรักษาศีลดูเถิด ชีวิตจะประเสริฐอีกมากมาย
รักษาศีลให้ดีที่จิตใจ ศีลแท้ไซร้คือ “ใจดี...”
รักษาใจของเราให้ดีเถิด...

ตามมาอ่านคะ