"แม้ไม่มีแสงตะวัน ก็ยังมีแสงจันทร์
ถึงแม้ไม่มีแสงจันทร์ ก็ยังมีแสงดาว"

 

  • สัปดาห์ที่ผ่านมาโชคดีได้เป็น "มวยแทน" หัวหน้าใหญ่ พานิสิตไปดูงาน
  • ความพิเศษของงานนี้ คือ เป็นครั้งแรกที่ต้องพานิสิตไปดูงาน แถมเป็นนิสิตที่เราไม่ได้สอน เขาไม่รู้จักเราและเราก็ไม่รู้จักเขา ที่สำคัญนิสิตหลายคนมีประสบการณ์และวัยวุฒิสูงกว่าเรา เรื่องมันก็เลยสนุกนะสิครับ
  • ...ก่อนไปก็ทำการบ้านไปดีพอสมควรครับ เริ่มจากการเตรียมใจให้นิ่งสงบ
  • กุศโลบายที่ใช้ก็ Copy มาจากอิมซังอ๊กสด ๆ ร้อน ๆ เลยครับ คือใช้แนวคิด "กำไรที่ใจคน" และยึดหลักพรหมวิหาร 4
  • ก่อนที่จะเล่าเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ รวมไปถึงบรรยากาศ สงครามโลก ครั้งที่ 2 และคำพูดกับหัวหน้าฝ่ายค้าน ว่า "แม้ไม่มีแสงตะวัน ก็ยังมีแสงจันทร์ ถึงแม้ไม่มีแสงจันทร์ ก็ยังมีแสงดาว" นั้น ขอเล่าเหตุการณ์ตอนจบก่อนนะครับ
  • ตอนจบน่าจะเรียกได้ว่า  Happy Ending ครับ หลังจากที่กลับจากสภาวะสงครามโลก ก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับหลวงพี่บนรถระหว่างเดินทางกลับบ้าน...
  • ...เมื่อร่ำลากลับขบวนนิสิตดูงาน ผมตัดสินใจมอบหนังสือธรรมะเล่มหนึ่งที่ผมอ่านอยู่แต่ยังไม่จบ โดยมอบให้หัวหน้าทีมนิสิตดูงาน ทั้งนี้เพื่อขอบคุณที่ให้การดูแลเป็นอย่างดีมาก ประกอบกับทราบมาว่า ท่านหัวหน้าทีมนิสิตประสบอุบัติเหตุแห่งชีวิตไม่นานมานี้ และคิดว่าหนังสือธรรมะนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตได้ไม่น้อย
  • ... ได้มีโอกาสนั่งกับหลวงพี่รูปหนึ่ง และมีบุญได้ถวายน้ำดื่มให้ท่านด้วย ท่านเมตตามอบหนังสือธรรมะให้เล่มหนึ่ง ชื่อ "การเผชิญผลกรรม" พระธรรมเทศนาโดย : สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต พรหมรังสี) เป็นหนังสือที่อ่านแล้วเห็นธรรมะได้ง่ายขึ้นที่สำคัญสนุกและทำให้ขำได้หลาย ๆ ตอนเลยทีเดียวครับ
  • มีบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า ..."ให้แล้วท่านจะได้รับ" โอ้! ถึงบางอ้อแล้ว ทำให้คิดย้อนกลับถึงกุศโลบายเบื้องต้นว่า เราต้องการจะได้ใจของนิสิตมาแต่ไม่ได้ให้ใจของเรากับเขาก่อนนั้นเป็นคงเป็นเรื่องยาก...เป็นบทเรียนอีกบทหนึ่งครับ