กศน.พานทอง

บันทึกวันที่  ๖ มิ.ย. ๕๑

                   วันนี้เป็นวันที่ต้องขอบพระทัยพระเจ้าอยู่หัวของเราที่ทรงริเริ่มโครงการเศรษฐกิจพอเพียงให้กับประเทศไทย  กศน.พานทอง น้อมนำพระราชดำรัสมาดำเนินโครงการในวันนี้ใช้ชื่อโครงการว่า ชุมชนน่าอยู่ พืชสวนครัวน่ามอง ตำบลเกาะลอย ซึ่งโครงการลักษณะแบบนี้เราจัดทั้งหมด ๓ ตำบล มีเกาะลอย พานทอง โคกขี้หนอน วันนี้ได้ดำเนินกิจกรรมที่ตำบลเกาะลอย ทั้งนี้มี อ.อาภรณ์ และศศิธร เป็นเจ้าภาพ (จงเจริญ) และมีอ.ธนา  เจริญสุข อ.สาริศร์ เป็นกำลังสำคัญ(คอยช่วยแบก....เบาภาระ) โครงการนี้ที่ตำบลเกาะลอยได้ดำเนินการไปแล้ว ๑ ครั้ง เพื่อสำรวจความต้องการของประชาชนในตำบลเกาะลอยว่ามีความสนใจที่ปลูกพืชสวนครัวไว้ใช้เองหรือไม่ ทั้งนี้ได้ไปปรึกษากับท่านนายกวิชัย  แก้วตา เรียบร้อยแล้ว นายกบอกว่าอะไรที่คิดว่ามันดี ทำแล้วเกิดประโยชน์ก็ทำได้เลยเปิดไฟเขียวให้ แต่บางครั้งก็ต้องติดไฟแดงหน่อยถึงจะมีไฟเขียวได้ ครั้งที่ ๑ นั้นมีกลุ่มเป้าหมายเป็น อสม.ตำบลเกาะลอย บางหัก ทั้งหมด ผ่านไปได้ฉลุย ครั้งที่ ๒ คือวันนี้ ก็ผ่านไปได้ด้วยดีและสวยงามมากเลย เริ่มแรกเราได้เรียนเชิญทางสำนักงานเกษตรอำเภอพานทอง ให้ความรู้ก่อน หลังจากนั้น ก็เป็นการบรรยายของนายกวิชัย ว่าทางอบต.มีปัจจัยใดบ้างที่เกี่ยวข้องกับการปลูกผัก นั้นคือ น้ำ ได้หาทางแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยเลย พอเสร็จก็เป็นคิวของผอ.พวงสุวรรณ์บ้างละที่จะกล่าวถึงความเป็นมา และวัตถุประสงค์ของโครงการ หลังจากนั้นวิทยากรก็บรรยาย พร้อมลงแปลงปลูกสาธิตหน้าอบต.เกาะลอย จำนวน ๓ แปลง แปลงที่ ๑ เป็นแปลงพริกขี้หนู มะเขือไข่เต่า ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์จากหน่วยงานศูนย์เพาะพันธุ์ฯ หนองใหญ่ รับมาจำนวน ๓๐๐ ต้น พร้อมแจกจ่ายให้กับผู้เข้าร่วมโครงการทุกท่าน แปลงที่ ๒,๓ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่เคยสำรวจความต้องการไว้แล้ว พร้อมแจกอีกเช่นกัน และลงแปลงไว้ ๒ แปลง เสร็จสิ้นแล้วก็เป็นธรรมดาต้องถ่ายภาพร่วมกัน จบโครงการไปได้ด้วยดี หลังจากนั้นก็เข้าสำนักงานเพื่อเก็บเกี่ยวงานที่ยังสรุปไม่เสร็จ กลับมาทำให้เสร็จสิ้น สรุปทุกกิจกรรมที่รับผิดชอบ ในรูปแบบของ งานนำเสนอ ตอนนี้ก็ยังไม่เสร็จนะเนี้ย เอาไว้บอกต่อวันพรุ่งก็แล้วกันรอหน่อยแล้วกันนะ อยากเล่าให้ฟัง  เราช่วยโลกอย่างไรไม่ให้ร้อนกว่านี้....ทุกคนทำได้  

โลกร้อน-ทะเลทรายแล้ง ยูเอ็นเตือน-อีก50ปีอยู่ไม่ได้ภูมิอากาศโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงภาวะขาดแคลนน้ำที่รุนแรงมากขึ้นและแม้แต่การท่องเที่ยวล้วนสร้างความกดดันให้กับระบบนิเวศวิทยาทะเลทรายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนแต่ทะเลทรายซึ่งปัจจุบันกินพื้นที่ 1 ใน 4 ของผิวหน้าโลกและถูกมองว่าเป็นที่ดินไร้ค่าจะกลายเป็นแหล่งตักตวงผลประโยชน์มหาศาลในอนาคตได้หากมีการจัดการที่ดีพอรายงาน "Global Deserts Outlook" ของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน ชี้ว่า ภายใน 50 ปีข้างหน้าระบบนิเวศวิทยาทะเลทรายจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งด้านชีววิทยา เศรษฐกิจและวัฒนธรรมปัจจุบันพืชและสัตว์ทะเลทรายคือแหล่งทรัพยากรมีคุณค่าสำหรับผลิตยาและธัญญาหารใหม่ๆที่ทำให้ไม่ต้องสิ้นเปลืองน้ำและยังมีช่องทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่เป็นมิตรกับธรรมชาติเช่น การทำฟาร์มกุ้งและบ่อปลาในทะเลทรายรัฐอาริโซนาและทะเลทรายเน เจฟในอิสราเอลอย่างไรก็ตาม ทะเลทรายที่มีอยู่ 12 แห่งทั่วโลก กำลังเผชิญปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องการขยายตัว แต่เป็นความแห้งแล้งเนื่องจากโลกร้อนธารน้ำแข็งซึ่งส่งน้ำมาหล่อเลี้ยงทะเลทรายในอเมริกาใต้กำลังละลาย น้ำใต้ดินเค็มขึ้นรวมทั้งผลกระทบที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ ซึ่งหากไม่มีการลงมือป้องกันอย่างทันท่วงทีระบบนิเวศวิทยาและสัตว์ป่าในะเลทรายจะสูญหายไปภายใน 50 ปีข้างหน้าในอนาคตประชากร 500 ล้านคนที่อาศัยอยู่ในเขตทะเลทรายทั่วโลกจะอยู่ไม่ได้อีกต่อไปเพราะอุณหภูมิสูงขึ้นและน้ำถูกใช้จนหมดหรือเค็มจนดื่มไม่ได้ซึ่งประเทศที่มีทะเลทรายอย่างสหรัฐอเมริกาและสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ที่จำนวนประชากรในรัฐทะเลทรายเพิ่มมากขึ้นก็เริ่มพบภาวะขาดแคลนแหล่งน้ำแล้วความฝันทันสมัยของนักคิดในศตวรรษที่ 20 ที่จะสร้างสีเขียวให้ทะเลทรายด้วยการเปลี่ยนทางน้ำและการทำทางน้ำใต้ดินจะกลายเป็นเรื่องเพ้อฝันแต่รายงานก็เสนอว่า ในศตวรรษหน้าทะเลทรายซึ่งเป็นแหล่งรับพลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นโรงไฟฟ้าขนาดยักษ์ เช่นทะเลทรายสะฮารา แค่เพียง 496 ตารางกิโลเมตรของเนื้อที่ทั้งหมด 640,000 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งรับพลังงานสุริยะที่เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าป้อนคนทั้งโลกส่วนภาวะน้ำใต้ดินเค็มเกิดขึ้นแล้วในจีน อินเดีย ปากีสถานและออสเตรเลียโดยในลุ่มแม่น้ำทาร์มของจีนสูญเสีญพื้นที่ทำนาเนื่องจากดินเค็มไปแล้วมากกว่า 8,000 ตารางกิโลเมตร ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมารายงานแนะว่าประเทศในตะวันออกกลางอย่างซาอุดีอาระเบียซึ่งใช้น้ำจากทะเลทรายอย่างไม่เหมาะสมโดยใช้น้ำไปกับการเพาะปลูกข้าวสาลีและมะเขือเทศ ซึ่งเป็นอาหาารหลักของประชาชนควรจะใช้น้ำเฉพาะกับสิ่งที่ให้มูลค่าสูงอย่างการปลูกอินทผลัมและการทำบ่อปลาเท่านั้นแต่ปัญหาใหญ่ที่คุกคามคนและสัตว์ที่อาศัยอยู่ใกล้ทะเลทรายคือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศซึ่งปัจจุบันพบว่ามีผลกระทบใหญ่หลวงต่อพื้นที่ทะเลทรายมากกว่าภูมิประเทศอื่นๆโดยทะเลทรายดาชติ คบีร์ ในอิหร่านมีปริมาณฝนลดลง 16% ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาขณะที่ทะเลทรายคาลาฮารี ลดลง 12% ทะเลทรายอัตตาคามาในชิลีลดลง8% ทะเลทรายส่วนใหญ่จะมีอุณหภูมิสูงขึ้น 5-7 องศาเซลเซียส ภายในสิ้นศตวรรษนี้ขณะที่ปริมาณน้ำฝนจะลดลง 10-20% ซึ่งปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเพิ่มปริมาณการระเหยและพายุทรายมากขึ้นและจะส่งผลให้ทะเลทรายเคลื่อนเข้าใกล้ชุมชนที่คนอาศัยอยู่มากขึ้นด้วยช่วยกันปลูกต้นไม้สักต้นนะค่ะ