ละอ่อนการเมืองอย่างผม    ได้แต่เงี่ยหู (และสมอง) ฟัง/เรียนรู้ ปรากฏการณ์สังคมผ่านเหตุการณ์บ้านเมืองส่วนที่เขาเรียกว่าการเมือง    ได้เห็นการโต้ตอบกันระหว่างฝ่ายรัฐบาลและสมุน กับฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย    แล้วผมเกิดวิกิจฉา    ว่าทำไมไม่มีคนออกมาบอกสังคมแบบซื่อๆ ตรงไปตรงมา    ว่าที่ประชาชน (ที่ไม่ได้รับจ้าง) เขาไปร่วมชุมนุมเรียกร้องนั้น   ลึกๆ แล้วเขาต้องการบอกอะไรหรือเรียกร้องอะไรกันแน่


          จึงโชคดีมากที่เช้าวันอาทิตย์ที่ ๘ มิ.ย. ๕๑ ผมวิ่งออกกำลังสายกว่าปกติ    จึงได้ฟังข่าวที่ อ. หมอประเวศ ออกมาบอกสังคมว่า    การชุมนุมนั้นต้องการต่อต้านการเติบโตและต่อเนื่องของระบอบทักษิณ 

   
          ผมตีความต่อจากข้อมูลที่พูดคุยกับผู้ใหญ่จำนวนหนึ่ง ว่า  คนที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ต่อต้านเพราะเห็นว่าระบอบนี้นำเอาความชั่วร้าย ผ่านวิธีการที่ดูเหมือนดี แต่ทำร้ายสังคมระยะยาว มาลงหลักปักฐานในสังคมไทย    และมีความฉลาดหรือความสามารถสูงมากในการชักจูงให้คนเข้าใจผิดหลงนิยมชมชอบ หรือได้รับประโยชน์ส่วนตัว จำนวนมาก    โดยผู้ต่อต้านเชื่อว่า จะเกิดความพินาศต่อสังคมภาพรวม


          ตอนนี้ก็มีคนออกมาพูดชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าสิ่งที่คนที่มาชุมนุมต้องการต่อต้าน คือรัฐบาล nominee/ตัวแทน/หุ่นเชิด ของระบอบทักษิณ   ที่ทำประเจิดประเจ้อ ที่ต้องการแก้กฎหมาย และกระทำการอื่นๆ เพื่อผลประโยชน์ของคนคนเดียวหรือครอบครัวเดียวหรือกลุ่มเดียว 


          ผมสงสัยมานาน ว่าทำไมเขาไม่พูดความจริงกันตรงๆ ชัดๆ    พูดสิ่งที่เป็นหัวใจของเรื่อง    เอาแต่พูดเรื่องปลีกย่อยวกไปวนมา    ที่เป็นความรู้ที่ตื้น    หรือสังคมของเรามีวัฒนธรรมเช่นนี้    ผมจึงนึกว่า หน้าที่ของ concerned citizen อย่างหนึ่งคือ ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปด้วยความรู้ที่ลึก ที่เป็นหัวใจของเรื่อง


          เมื่อเขาเล่นการเมืองภาคการเมืองกันด้วย hidden agenda หรือผลประโยชน์อแบแฝง    ก็ต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่เล่นการเมืองภาคประชาชน (คือไม่หวังตำแหน่ง ไม่หวังอำนาจรัฐ) คอยออกมาบอก “ความรู้ที่ลึก” หรือความจริงที่ไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง/ความจริงบริสุทธิ์ แก่สังคม      

 

วิจารณ์ พานิช
๘ มิ.ย. ๕๑