หลังจากที่ได้เล่าตอนที่ 1 ในการไปร่วมเวทีประชาคมกับชาวบ้านเพื่อร่วมกันวางแผนและกำหนดการจัดกิจกรรม กศน.มาแล้ว ก็คงถึงตอนที่ 2 เป็นเรื่องของผู้บริหารหน้าใหม่ที่ลงพื้นที่ไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านเจ้าอาวาสวัดกระทุ่มแพ้ว
ถ้าเป็นคนในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดแถบฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี นครนายก หรือสระแก้ว ทุกคนคงจะรู้จักวัดกระทุ่มแพ้วกันดี เพราะชื่อเสียงค่อนข้างดัง แต่ถ้าคนยังไม่เคยไปก็จะงงว่าดังเรื่องอะไร เพราะวัดนี้ไม่ได้ออกเหรียญ ยันต์ ให้โชคลาภหรือดูหมอ สำหรับตัวเองก็เหมือนกัน วันนี้ก็เลยจะถือโอกาสไปเก็บเกี่ยวความรู้ในพื้นที่ตำบลกระทุ่มแพ้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง เพราะอย่างน้อยก็มีเป้าหมายหลักคือ การไปประสานการทำงานร่วมกับเครือข่ายทางการศึกษาระหว่าง กศน.กับ สถานศึกษาสังกัด สพท. เพราะกศน.อำเภอบ้านสร้าง ไปทำความตกลง (MOU) กับ ร.ร.วัดกระทุ่มแพ้ว ในการจัดการศึกษารูปแบบคูปอง ให้กับนักศึกษา กศน.
เมื่อขับรถเข้าเขตบริเวณชุมชนบ้านกระทุ่มแพ้วซึ่งใกล้กับวัด สิ่งที่รู้สึกรับได้อย่างแตกต่างไปจากบรรยากาศที่เคยพบในอำเภอบ้านสร้างคือ ความเย็น ร่มรื่น ดูทุกอย่างสบายตาไปหมด (ปกติอากาศที่บ้านสร้างร้อนมาก พื้นที่ส่วนก็ถูกแบ่งในการทำการเกษตร 3 ชนิด คือ ทำนากุ้ง ปลูกข้าว และปลูกยูคาลิปตัส) แต่ที่วัดกระทุ่มแพ้วบริเวณเขตวัดเต็มไปด้วยต้นไม้ ทั้งไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่ถูกดูแลอย่างดี ไม้ยืนต้นขนาดกลางที่ปลูกได้สัก 2-3 ปี ไม้ประดับทั้งที่ลงดิน และปลูกในกระถางขนาดต่าง ๆ ที่ปลูกและถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ รวมทั้งได้รับการดูแลงามทุกต้น สนามหญ้า หรือหญ้าบริเวณสวนหย่อมต่าง ๆ ได้รับการดูแลและตัดเรียบเสมอกัน และสิ่งที่ดูแล้วน่าจะเป็นแบบอย่างได้มากที่สุดก็คือ ความสะอาด บริเวณวัดที่กว้างขวางทั้งภายนอกและภายใน ไม่มีแม้เศษขยะสักชิ้น น่าชื่นชมเป็นที่สุด
หลังจากชื่นชมบริเวณด้านล่างแล้ว ก็เดินขึ้นไปข้างบน สิ่งพบก็คือส่วนประกอบอาคารของวัด ทุกอย่างตั้งแต่ฝา พื้น ตู้เก็บของ โต๊ะ เก้าอี้ ล้วนถูกปลูกสร้างด้วยไม้ทั้งสิ้น แทบจะหาส่วนที่เป็นอิฐและปูนไม่ได้เลย และข้อสำคัญก็คือ ความสะอาด พื้นกระดานเป็นมันวาวไม่ว่าจะก้าวเท้าเดินไปทางไหน ทุกตารางนิ้วได้รับการเช็ดถูอย่างสะอาด เมื่อเดินเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ก็ไม่มีฝุ่นติดเสื้อผ้าเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก ๆ สำหรับวัดในปัจจุบันนี้ หลังจากนั้นก็เดินไปชมข้าวของต่างๆ ที่ท่านเก็บไว้ในตู้ไม้ทั้งตู้โบราณ และตู้ไม้ที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่แต่พยายามเลียนแบบให้เหมือนของเก่า สิ่งที่น่าอัศจรรย์ใจอีกก็คือ ข้าวของเยอะมาก แต่ทุกชิ้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและสะอาดพร้อมใช้ตลอดเวลา โดยเฉพาะแจกันดอกไม้ (คงเป็นของเหลือใช้หลังจากที่คนนำแจกันดอกไม้มาถวายเนื่องในโอกาสต่าง ๆ ) ที่มีเป็นนับพันลูก ทั้งใหญ่ กลาง เล็ก ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบ สวยงามมาก ทำให้คิดว่าน่าจะได้มีโอกาสให้เป็นสถานที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ ที่ทำให้วัดสวยงามได้อย่างไม่ต้องสร้างสิ่งประดับอะไรเลย นอกจากความสะอาด และความเป็นระเบียบเรียบร้อย
เดินชมดูได้สัก 5 นาที ท่านเจ้าอาวาสก็ออกมาต้อนรับเรา ท่านดูสะอาด สง่า มีราศรี และอิ่มเอิบมาก ทำให้เราลงกราบท่านที่พื้นได้อย่างรู้สึกใจเต็มร้อย กับอากัปกิริยาในการต้อนรับอาคันตุกะใหม่อย่างเรา หลังจากนั้นก็แนะนำตัวเองว่าเป็นใครมาจากไหน เพราะสาเหตุอะไรถึงมาที่นี่ และรู้สึกอย่างไรบ้างกับความรู้สึกแรกที่ได้รับเมื่อมาถึงที่วัดนี้ ท่านก็พาพวกเราเดินชมบริเวณภายใน ชนิดว่าทุกซอก ทุกมุม พร้อมกับบรรยายที่มาที่ไปของอาคารที่ท่านปลูกสร้างด้วยความรู้สึกภาคภูมิใจ ท่านบอกว่าอาคารทุกหลังเป็นไม้หมด เพราะท่านอยากปลูกตึกแทนก็ไม่รู้จะเอาไม้ไปทิ้งที่ไหนก็เอามาถวายวัดแทน ท่านก็เลือกแต่ละชิ้นแล้วทำความสะอาดด้วยวิธีของช่างและนำมาประกอบเป็นอาคาร เป็นฝา เป็นพื้น เป็นตู้ เป็นโต๊ะ เป็นเก้าอี้ได้อย่างสวยงามมาก ๆ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่บอกก็คือ สิ่งเหล่านี้จะดูสวยงามไม่ได้เลยถ้าไม่ได้รับการดูแลในเรื่องของความสะอาด ท่านบอกว่าวัดทั่ว ๆ ไป ก็แปลกนะ มีเงินของวัดตั้งเยอะ แทนที่จะเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เช่น จ้างคนแก่ ๆ ที่อยู่กับบ้านไม่มีงานให้มาช่วยทำความสะอาด กวาด เช็ด ถู วัด แล้วก็ให้ค่าแรงเขาไป ซึ่งได้ประโยชน์ 2 ทางคือ หนึ่งวัดสะอาด ชาวบ้านที่เป็นผู้หญิงอายุมาก ๆ ไม่มีงานทำก็มีรายได้จากการรับจ้าง คนละ 200 บาท 3 คน ก็ 600 บาท เดือนละ 18000 ดูเหมือนจะเยอะแต่จริง ๆ แล้วไม่เยอะเลย เพราะไม่ทำข้าวของไม่ได้รับการดูแล ก็จะเสียหายมากกว่านี้ด้วยซ้ำ สำหรับพระ เณร เป็นผู้ชาย แข็งแรงกว่าก็ให้ไปทำความสะอาดบริเวณด้านนอก ดูแลตัดแต่งต้นไม้ สนามหญ้า ทำให้พระ และเณรที่ไม่มีรูปไหนว่างงานจนรู้สึกขี้เกียจเลย เป็นวิธีคิดที่น่าทึ่งมาก ๆ และน่าเอาเป็นแบบอย่างที่สุด
หลังจากนั้นท่านก็พาออกมาเดินชมบริเวณด้านนอกที่ปลูกไม้ยืนต้นใหญ่ เล็ก คละกันไปอย่างเป็นระเบียบ ท่านเล่ามามีดินก็ควรมีต้นไม้ เมื่อมีต้นไม้ความร่มเย็นก็จะเกิดขึ้นทัน พวกเรารู้สึกได้จริง ๆ อย่างที่บอกไปว่าเมื่อเข้ามาสู่บริเวณวัด รู้สึกเย็นและสดชื่นมาก หลังจากนั้นท่านก็บรรยายสรรพคุณของต้นไม้แต่ละชนิดอย่างไม่รู้เบื่อทั้งคนเล่า และคนฟัง พากันเพลินจนเวลาล่วงไปเกือบเที่ยง จึงนึกขึ้นมาได้ว่าท่านยังไม่ได้รับเพล ก็จึงทำท่าจะกล่าวลาท่าน ท่านบอกว่า ผอ.วันลองเป็นเด็กวัดดูสักวันมั้ย เรายังไม่ท้นได้คิดท่านก็หัวเราะและบอกว่า ให้เรารอท่านสักครู่ ขอท่านรับเพลก่อนแล้วอยากให้พวกเราทานข้าวกันที่วัด ทานสำรับทีเหลือจากท่านนี่หละ แล้วเดี๋ยวเราค่อยคุยกันต่อ ลูกน้องที่ไปด้วยกันบอกว่า ผอ.เป็นคนโชคดีมากเลย เพราะถ้าท่านคุยกับใครแล้วไม่รู้ว่าอยากคุยด้วยท่านก็จะคุยไม่เกินสิบนาที วันท่านคุยกับ ผอ.เกือบสองชั่วโมงเชียวนะแถมยังให้กินข้าวที่วัดอีก เราก็บอกว่าคงเป็นเพราะเรากับท่านชอบในสิ่งที่เหมือนกัน คือ ชอบอาคารที่ปลูกด้วยไม้มากกว่าปูน ชอบต้นไม้ ชอบความสะอาด เป็นระเบียบ และชอบฟัง กระมังท่านจึงอยากคุยด้วยนาน ๆ
เป็นอันว่าพวกเราก็เลยเดินชมบริเวณอีกสักครู่ ท่านก็ฉันเสร็จแล้วเรียกพวกเราไปทาน ท่านบอกว่า ผอ.ลองดูซิว่า อาตมาเป็นเจ้าอาวาสอาตมา จะฉันอาหารแบบไหน เมื่อท่านเลื่อนสำรับมาให้ สิ่งที่พบก็คือ ปลาดุกนาตัวย่อม ๆ ย่างและถูกทานไปแล้วครึ่งตัว ส่วนอีกตัวหนึ่งที่ยังไม่ได้ทานคือปลาหมอนา ตัวใหญ่ทีเดียว ถัดมาก็เป็นผักจานเบ้อเร่อ ในจานมีผักชื่อแปลก ๆ ไม่รู้เรียกผิดหรือปล่าว ชื่อ เจินเซีย ท่านบอกว่าสมเด็จพระเทพฯ นำมาจากเมืองจีน ท่านไปได้มาก็เลยนำมาปลูกไว้รับประทาน มีสรรพคุณทั้งป้องกันและรักษาโรคได้หลายชนิด รสชาดจืดแต่กรอบอร่อยดี ผักชนิดต่อไปก็คือ ยอดมะกอก มีรสเปรี้ยว ๆ อร่อยแปลก ๆ ดี นอกจากนั้นก็เป็นผักบุ้งนาและยอดกระถิน อาหารชนิดต่อไปก็คือ น้ำพริกปลาร้า (ลูกน้องกระซิบเบา ๆ ว่า ผอ.ทานไม่ได้แน่เพราะมีปลาร้า ความจริงไม่ได้รังเกียจอะไรเลยแต่ไม่เคยทาน แล้วก็ไม่คิดจะหัดทานเท่านั้นเอง) ถ้วยต่อมาก็เป็นน้ำพริกเผา (แบบชาวบ้าน คือ เอาพริกมาคั่วแล้วก็ตำและปรุงรสนิดหน่อย ไม่ใช่น้ำพริกเผาหลากชนิดแบบที่กรุงเทพฯหรือเพชรบุรีหรอกนะ) เราก็บอกว่าไม่เป็นไรทานได้ ก็ทานน้ำพริกเผากับปลาดุกย่างและผัก ก็อร่อยไปอีกแบบ ทานไปได้สักสองคำ ก็มีคนยก ไข่เจียวใส่หอม และยำปลากระป๋องมาให้ (คงคิดนะว่า ผอ.ท่าทางเหมือนคนกรุงเทพฯ คงจะทานไม่ได้จึงเอาอาหารมาเสริมให้อีก) ทีนี้ก็เลยทำให้เจริญอาหารเลย ทานไปก็ฟังท่านคุยถึงสรรพคุณของผักแต่ละชนิด และท่านก็บอกว่า ปกติวันอังคารถึงวันอาทิตย์ จะมีคนมาเลี้ยงพระ และนำมาอาหารดี ๆ มาถวายมากมาย ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นโทษต่อสุขภาพเยอะมาก เพราะมีทั้งไขมัน และสารปนเปื้อนเยอะ วันนี้เป็นวันจันทร์ เป็นวันที่ท่านไม่รับกิจนิมนต์ (หากไม่จำเป็นจริงๆ ) เพราะท่านอยากมีเวลาดูแลวัด พาพระลูกวัดทำความสะอาดตัดต้นไม้ใบหญ้า และเป็นวันที่ท่านได้ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เห็นมั้ยว่าเป็นวิธีคิดที่ดีมาก ๆ อีกเรื่องหนึ่ง
เมื่อทานเสร็จก็ลุกขึ้นพากันเก็บสำรับ จึงได้พบกับคนทำกับข้าวให้ทาน และได้มีโอกาสกราบ(กราบจริง ๆ นะ กราบกับพื้นด้วย) ขอบพระคุณท่าน เพราะคนนั้นคือ โยมแม่ของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งมีอายุถึง 91 ปี เป็นผู้หญิงร่างเล็ก ๆ ที่ดูแข็งแรงและมีสุขภาพกาย สุขภาพใจดีมาก เดินคล่องแคล่ว ยกโน่นทำนี่ ชนิดว่าไม่น่าเชื่อว่าจะอายุ 91 ปี ท่านบอกว่าจริง ๆ แล้วท่านป่วยเป็นโรคหัวใจ และเข้ารับการรักษาและผ่าตัด หมดเงินไปหลายแสนมาก แต่วิธีที่ดีที่สุดจริง ๆ แล้วก็คือ การดูแลสุขภาพกายและใจ ทำให้มีสุขอยู่ตลอดเวลาไม่คิดว่าอะไรเป็นทุกข์เลยสักเรื่อง ก็เลยทำให้ท่านแข็งแรง จนดูเหมือนเป็นคนปกติ จะมีก็แต่ไปหาหมอเพื่อตรวจสุขแบบคนอายุมากทั่วไปเท่านั้น วันนี้ถือเป็นโชคดีมาก ๆ ที่ได้มีโอกาสพบกับบุคคลที่น่ายกย่อง ชื่นชม เป็นตัวอย่าง ได้ฟังข้อคิดและแนวปฏิบัติทีดี คุยกับท่านอยู่อีกครู่ก็มีแขกมาพบท่าน จริง ๆ มารออยู่ตั้งแต่ตอนที่ท่านฉันเพลแล้วและท่านก็ทราบ แต่ท่านก็ยังชวนเราคุยและพาชมโน่นชมนี่อยู่แบบว่าไม่เบื่อด้วยกันทั้งผู้เล่าและผู้ฟัง หลังจากนั้นก็กราบนมัสการลา ออกมาก็เจอกับสิ่งประดิษฐ์ที่มองแล้วเป็นข้อคิดดี ๆ อีกหลายอย่างเช่น มีตาชั่งแบบโบราณที่คล้ายหาบ ในหาบชั่งมีหัวมันวางอยู่ เป็นข้อที่ว่า ช่างมัน หมายถึงให้ละวางนั่นเอง
วันนี้เล่าเสียมากมายหลายตอน แต่อยากบอกทุกคนที่มีโอกาสเข้ามาอ่านว่า หลายคนที่รู้สึกไม่ค่อยดีกับวัดและพฤติกรรมที่เห็นจากพระหลาย ๆ รูปแล้วรู้สึกหดหู่ ก็อยากบอกว่าท่านเป็นเพียง .005 ของพฤติกรรมของพระที่ไม่ดีเท่านั้นเอง จริง ๆ แล้วยังมีพระที่เป็นแบบอย่างที่ดีและให้ข้อคิดซึ่งเราสามารถนำมาใช้กับการศึกษาได้อยู่อีกมากมายถึง 99.995 เปอร์เซ็นต์เชียวนะ วันนี้ขอจบตอนที่สอง แต่เป็นวัดแรกก่อนนะ แล้วจะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ตอนที่สามกับวัดที่สองในโอกาสต่อไป ขอบคุณท่านที่เป็นกำลังใจให้ข้อคิดและกำลังใจส่งมาให้ gotoknow หน้าใหม่เริ่มที่หัดเขียน จะพยายามเขียนต่อไปถ้ายังพอมีคนอ่านอยู่บ้าง
สวัสดีค่ะ
ได้เข้ามาติดตามอ่านบันทึกแล้ว เห็นว่าคำสำคัญที่ใส่ในบันทึกยังเป็นประโยคยาวๆ อยู่ ดิฉันเลยอยากจะแนะนำเกี่ยวกับคำสำคัญคะ
คำสำคัญนั้น ควรใส่เป็นคำหรือประโยคสั้นๆ ที่เป็นคำที่สอดคล้องถึงเนื้อหาของบันทึกที่เขียนคะ ลองอ่านเพิ่มเติมได้จาก http://gotokow.org/tutorial4u/tag/คำสำคัญ คะ ดิฉันได้เขียนบันทึกแนะนำการใช้งานไว้คะ
ขอบคุณค่ะที่เข้ามาอ่านบันทึกและให้ข้อแนะนำ จะนำกลับไปใช้ค่ะ
สิ่งดีๆในวัดมีมากมาย อยากทำบุญ ทำทาน หรือสนทนาธรรม วัดเป็นสถานที่ที่ทำให้จิตใจสงบ ดีกว่าการดับทุกข์ทางอื่น เช่น มีทุกข์แล้วกินเหล้า หรือสูบบุหรี่