
5
ทางสู่อนาคต
ทางสู่อนาคตของอินเดียต้องบอกว่าเป็นเส้นทางเดินของประเทศใหญ่ที่น่าตื่นเต้น เพราะเป็นประเทศที่มีศักยภาพมากและจะมากขึ้นเรื่อยๆในเวทีโลกซึ่งไม่มีประเทศไหน ปฏิเสธได้ และในอีก 20 ปี อินเดียจะเป็นมหาอำนาจแน่นอน
เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้คือ
ประชากรจะมากที่สุดในโลก
ในขณะที่จีนเริ่มนโยบายควบคุมประชากร ส่งเสริมคนมีลูกน้อยลง ในอินเดียกลับไม่เน้นในเรื่องนี้มากนัก อีกทั้งในศาสนาฮินดูเองก็ไม่ได้ให้ผู้นับถือต้องคุมกำเนิด จึงทำให้ภายใน 20 ปีข้างหน้า คาดว่าอินเดียจะมีประชากรมากที่สุดในโลก (ประมาณ 1.6 พันล้าน) ก็แสดงว่าอย่างน้อยผู้ชาย 800 ร้อยกว่าล้านคนกับผู้หญิงกว่า 800 ล้านคนซึ่งครึ่งหนึ่งทีเดียวที่จะมีอายุ 20-40 ปี ยังไม่รวมคนอินเดียที่อยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกกว่า 20 ล้านคน
แน่นอนว่าอินเดียจะเป็นประเทศที่เป็นยักษ์ใหญ่ในอนาคต
ในปี 2550 ผมเห็นข่าวเรื่องการยอมรับการมีลูกผู้หญิงมากขึ้นเรื่อยๆแม้จะยังมีข่าวเรื่องการเลือกปฏิบัติต่อลูกผู้หญิงในครอบครัวอย่างไม่เป็นธรรมอยู่บ้างแต่ก็ถือว่าดีขึ้นกว่าในอดีตอย่างมาก
ผู้หญิงเก่งๆ ในอินเดียมีมากโดยเฉพาะนักการเมืองและนักธุรกิจที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จของสังคมอินเดียยุคใหม่
ตลาดใหญ่
อินเดียเป็นตลาดการค้าขายที่ใหญ่โตแบบมหึมา ด้วยประชากร 1100 ล้านคนในปัจจุบัน ผู้ชายผู้หญิงในจำนวนพอๆ กัน โดยเกือบครึ่งหนึ่งของประชากร มีอายุต่ำกว่า 20 ปี คนรุ่นใหม่เหล่านี้ ในอนาคตจะเป็นทั้งผู้ผลิต ผู้ค้า ผู้ให้บริการและผู้บริโภคในเวลาเดียวกัน
คนหนุ่มสาวจำนวนหลายร้อยล้านคนที่กำลังจะเติบโตเหล่านี้เพิ่งจะรู้จักคำว่าโลกาภิวัฒน์ เพิ่งจะรู้จักฟาสฟูด เพิ่งจะรู้จักมือถือ ในอนาคตอันใกล้นี้คนเหล่านี้จะเป็นผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงตามกระแสโลกาภิวัฒน์ที่จะมีอิทธิพลต่ออินเดียต่อเนื่องไปอีกหลายสิบปีข้างหน้า
ไอที
ด้วยทรัพยากรมนุษย์ที่มากมายมหาศาล มีศักยภาพทำให้อินเดียจะเป็นมหาอำนาจด้านไอทีอย่างแน่นอน ในทุกปีมีผู้ที่จบการศึกษาด้านวิศวะและไอทีจำนวนหลายล้านคน
ต้องกล่าวว่าการที่อินเดียเจริญเติบโตด้านไอทีมาจนถึงทุกวันนี้ เพราะคนอินเดียมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นมา เรื่องราวความสำเร็จในหลายกรณี เช่น Infosys หรือ wipro มาจากคนอินเดียที่ได้รับการศึกษาจากต่างประเทศแล้วมีความใฝ่ฝัน มีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เมื่อประสบความสำเร็จในต่างประเทศแล้วก็กลับมาต่อสู้ในประเทศจนพัฒนาธุรกิจประสบความสำเร็จ คนเหล่านี้ต้องการที่จะทำให้อินเดียพัฒนาและเป็นที่ยอมรับจากนานาประเทศและในปัจจุบันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่าทำได้จริงๆ
Outsource
การให้บริการแบบ outsource หรือจ้างเหมาดำเนินการจะแพร่หลายไปทั่วโลกมากขึ้นไปอีกและกลายเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มหาศาลกับประเทศต่างๆ ที่มีศักยภาพและความพร้อมซึ่งในปัจจุบันมีเพียงอินเดีย
ในช่วงที่ผมไปอยู่ที่อินเดีย ได้เห็นการว่าจ้างเหมาดำเนินการแบบนี้จำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการให้บริการขอวีซ่าของประเทศต่างๆ ต่างนิยมที่จะจ้างบริษัทเป็นตัวแทนในการรับคำร้องขอวีซ่า ซึ่งสะดวกด้วยกันทุกฝ่าย คือสถานทูตก็ไม่ต้องรับภาระในการรับคำขอวีซ่าซึ่งเป็นงานที่หนักหนามากหากมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ผู้ขอวีซ่าเองก็สะดวกเพราะไม่ต้องไปของที่สถานทูตซึ่งมักจะมีสถานที่เล็กไม่เอื้ออำนวยและบางครั้งก็มีการหาผลประโยชน์จากนายหน้าแถวๆ สถานทูตด้วย
ผมเคยไปร่วมงานเปิดสำนักงานรับคำขอวีซ่าของประเทศตะวันตกหลายประเทศในเดลี ปรากฏว่าแม้ในประเทศยุโรปที่ห่างไกล มีคนอินเดียไปเที่ยวประมาณ 5 พันคนต่อปี ก็ใช้บริการแบบเหมาดำเนินการแบบนี้แล้ว ข้อดีที่เห็นได้ชัดก็คือทำให้สถานทูตไม่ต้องเพิ่มคนด้านกงสุลและตัดภาระการเป็นสถานที่รับคำร้องซึ่งสำนักงานรับคำร้องขอวีซ่าเหล่านี้มักจะตั้งอยู่ในบริเวณใจกลางเมืองย่ายธุรกิจที่จอแจซึ่งมีค่าเช่าพื้นที่ค่อนข้างสูง
จะบอกว่าเป็นความสำเร็จของบริษัทรับจ้างเหล่านี้ก็คงมีส่วนเพราะเท่ากับเป็นายหน้าอย่างถูกกฏหมายโดยคิดค่าบริการจากผู้ขอวีซ่าซึ่งไม่รู้สึกว่าเป็นภาระเพิ่มเติมหรือเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไปประเทศที่ต้องการแต่อย่างใด
ผมรู้จักบริษัทที่รับงานแบบนี้ซึ่งได้เปิดเผยว่าธุรกิจนี้ขยายตัวมากในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มีประมาณ 18 ประเทศที่ใช้บริการเหมำดำเนินการเรื่องรับคำร้องวีซ่า ซึ่งแน่นอนว่าลูกค้ารายใหญ่นั้นมีจำนวนคำร้องไม่น้อยกว่า 1 ล้านคำร้องต่อปี ทั้งนี้บริการแบบนี้มิได้มีเฉพาะในอินเดียแต่เริ่มแพร่หลายไปหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว สำหรับของประเทศไทยหลายสถานทูตต่างประเทศก็เริ่มใช้บริการแบบนี้แล้ว
สำหรับอินเดียซึ่งมีคนมากกว่าพันล้าน การเริ่มสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิบบริการรับคำร้องแบบเหมาดำเนินการนี้มีแต่ได้กำไรเพราะนั่นหมายความว่าคนอินเดียกว่า 500 ล้านคนที่จะกลายเป็นคนชั้นกลางที่มีเงินและสามารถเดินทางไปมาระหว่างประเทศได้ ย่อมเป็นลูกค้าที่มองเห็นชัดเจนในอนาคต
ในปี 2550 สถิติคนอินเดียเดินทางไปเที่ยวในเมืองไทยประมาณ 5 แสนกว่าคนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกทวีคูณเนื่องจากการเพิ่มเที่ยวบินของสายการบินต่างๆ ระหว่างอินเดียกับไทย กรณีแบบนี้เกิดขึ้นกับประเทศใหญ่ๆ ที่พัฒนาแล้วเช่นกัน
ดังนั้นในอนาคตคงได้เห็นรูปแบบการบริการรับคำร้องวีซ่าที่ก้าวหน้ามากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเป็นว่าไปที่สำนักงานแห่งเดียวโดยอาจจะเป็นในห้างสรรพสินค้า ก็สามารถขอวีซ่าเข้าประเทศต่างๆ ได้ในโอกาสเดียวกัน หรือในอนาคตไม่แน่ว่าอาจจะพัฒนาขึ้นไปอีก โดยการให้บริการคำร้องวีซ่าผ่านทางอินเตอร์เน็ต หรือ E-Visa เช่นเดียวกับหนังสือเดินทางอิเล็คโทรนิคที่กรมการกงสุลของไทยนำมาใช้เป็นประเทศแรกๆ ของโลก
..................................
ติดตามตอนที่ 6 ตอนจบ
กราบอ.พลเดชค่ะ
คุณ คนไม่มีราก ครับ
ขอบคุณครับที่ติดตาม
สะมาริตันส์ ผมรู้จักดีเพราะคุณหมออุดมศิลป์ ก็ลูกศิษย์คุณแม่สิริที่ยุวพุทธเหมือนกันและเคยเจอท่านที่ยุวพุทธหลายครั้ง
เป็นองค์การที่ทำบุญช่วยคนได้เยอะ
คำว่าเสน่หาตรงกันกับภาษาไทยเพราะเป็นภาษาสันสกฤต
จนท.ท้องถิ่นที่ทำงานคนหนึ่งก็ชื่อเสน่หา....:)
ผมคิดว่าด้วยความที่เคยเป็นพุทธมาก่อน และเป็นฮินดูที่เคร่ง ทำให้คนอินเดียคิดเป็น คิดลึกซึ้งก็ได้
ทั้งฮินดูและพุทธมีหลักเมตตาธรรมเช่นกัน
อยากให้คนไทยเปิดใจ เรียนรู้สิ่งดีๆ จากอินเดีย จะเป็นประโยชน์อย่างมากในอนาคต
เจริญสุขครับ
ไปอินเดีย ค่าเครื่องบิน+ค่าเที่ยว ประมาณเท่าไรอ่ะครับพี่ ถึงจะไปสบายๆ
คุณ suksom
ไปกับทัวร์แสวงบุญทั่วไป รวมทุกอย่างประมาณ 3-4 หมื่นบาทเองครับ
ส่วนค่าใช้จ่ายส่วนตัวนั้น ขึ้นอยู่กับบุคคล
แต่ถ้าจะไปแบบลุยก็เสียค่าเครื่องบินประมาณ 2 หมื่นบาท อยู่วัด เป็นเด็กวัด น่าจะประหยัดไปได้อีกเป็นหมื่น
สิ่งที่ผมเห็นว่าคุ้มค่ากับการเดินทางไปประเทศนี้ คือการไปกระชากจิตวิญญาณที่อยู่ส่วนลึก ซึ่งไม่มีห้องเรียนใดในโลกสร้างผลได้มากเช่นนี้
ไปเพื่อสิ่งที่ดี เพื่อกลับมาสู้ชีวิตอย่างมั่นคงและสมดุลย์ต่อไป
นอกจากสักการะบิดาทางจิตแล้ว หน้าที่ของเราก็คือมีชีวิตและอยู่เพื่อสร้างความดีงามแก่ตนเองและส่วนรวมต่อไป
ขอให้โชคดีครับ
ตามมาศึกษาเรื่อง Outsource เพราะบ้านเราก็ใช้เรื่องนี้มากขึ้นมากขึ้นครับ โดยเฉพาะที่ผมสังกัดอยู่ก็ต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ
ยอดเยี่ยมมากครับเป็นบันทึกที่ทุกคนควรอ่าน และควรจะตีพิมพ์ในสื่อที่กว้างมากกว่านี้ด้วยครับ
คุณ บางทราย (คนเข็นครก ขึ้นภูเขา) ครับ
สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นโอกาสสำหรับคนไทย
คนไทยซึ่งมีจิตบริการไม่แพ้ใครในโลก
ก็คือธุรกิจบริการต่างๆ หากจะให้คิดแทนก็คือในอินเดีย ธุรกิจเช่น พยาบาล บริการของกทม.ทำความสะอาด เก็บขยะ (ซึ่งเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ได้) ไปรษณีย์ น้ำปะปา จัดระบบขนส่งมวลชนหรือจัดงานสาธารณะต่างๆ การบริหารโรงแรมและโรงเรียนหรือแม้แต่การบริการอาหาร(เช่นเดียวกับบริการปิ่นโตบ้านเรา)
ผมยังคิดด้วยว่า ปัจจุบันมีคนอินเดียไปเที่ยวเมืองไทยปีละกว่า 5 แสนคน ทำไมไม่มีการตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยในอินเดียบ้าง น่าจะเป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่น่าสนใจ
คนไทยซึ่งมีเพียง 62 ล้าน จะได้ประโยชน์มากหากสนใจประเทศอินเดียให้มากขึ้น
ถ้าเราไม่คิดว่าเขาร้ายกว่างู ก็น่าจะเป็นแหล่งตลาดการทำงานของคนไทยได้เช่นกัน
ขอบคุณครับ
เรียน ท่านพลเดช ที่เคารพ
ติดตามอ่านได้ความรู้เช่นเคยค่ะ ที่สถานทูตอินเดียในไทยก็ให้เอกชนรับทำวีซ่าดังที่ท่านเล่ามาเหมือนกันค่ะ
ดิฉันบอกได้เลยว่าใครคิดได้ ทำเลยคนนั้นก็มีโอกาสนะคะ
อาจารย์โสภนาครับ
ธุรกิจนี้ คนไทยทำได้ดีแน่ และจะดีกว่าชาติอื่นๆ ด้วย
และหากคิดในกรอบของสากลระดับโลก ตลาดงานแบบนี้มากมายมหาศาล
ถ้าไม่เริ่มคิด ไหวให้ทัน จะเป็นคนอินเดียหมดที่ได้งานนี้ในอนาคต
ท่านครับ ขอบคุณกับการจุดประกายสังคม ให่มองดลกรอบข้างว่าเป็นอย่างไร ดีกว่ามองไทยชวนตีกันครับ ท่านได้มีดอกาสแลกเปลี่ยนในสิ่งที่ทุกคนไม่เคยรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองโลกเป็นอย่างไร
คุณคนไม่แสดงตนครับ
คนไทยตีกัน คนเสียประโยชน์คือคนไทยทั้งประเทศ
คนได้ประโยชน์คือประเทศอื่น
เป็นการได้ประโยชน์โดยไม่ต้องลงแรงอะไรเลย
อยากจะบอกว่าในช่วงที่ผ่านมา ที่มีการปิดสนามบิน ประเทศอื่นได้ประโยชน์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะมาก
เพราะที่จะไปเมืองไทย ก็ไปไม่ได้หรือไม่ไปแล้ว
ถ้าเพียงคนไทยไม่ตีกันเอง รับรองว่าประเทศอื่นๆ สู้ไม่ได้แน่นอนครับ
อินเดีย มองดูประเทศนี้ให้ดี
มีอะไรดีๆ ที่คนไทยเรายังมองไม่เห็นอีกเยอะ
ดูกันใหม่ครับ ดูให้ดี ดูให้ลึก
เจริญสุขครับ