เผยเงินเฟ้อเดือน พ.ค.พุ่ง 7.6% สูงสุดรอบ 10 ปี

"พาณิชย์" เผยเงินเฟ้อเดือน พ.ค.พุ่ง 7.6% สูงสุดรอบ 10 ปี ตั้งแต่หลังวิกฤติปี 40 เหตุราคาน้ำมันพุ่งไม่หยุด "ศิริพลเตรียมถกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลดแรงกดดันเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ "ศิริพล" เมินคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีหลังราคาน้ำมันผันผวนหนัก "ธปท." รับเงินเฟ้อขยายตัวเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ เตรียมปรับเป้าเงินเฟ้อทั้งปีใหม่ ชี้เศรษฐกิจเสี่ยงทั้งเงินเฟ้อและอัตราการขยายตัว

นายศิริพล ยอดเมืองเจริญ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (เงินเฟ้อ) เดือน พ.ค.2551 เท่ากับ 126.2 เทียบกับเดือน เม.ย. สูงขึ้น 2.1%  เทียบกับเดือน พ.ค. ปีก่อน สูงขึ้น 7.6%  ซึ่งเป็นอัตราขยายตัวสูงสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ ก.ค. 2541 โดยปีดังกล่าวเงินเฟ้อทั้งปีอยู่ที่ 10.7% จากสาเหตุการเพิ่มภาษีวีเอที และการลอยตัวค่าเงินบาท ส่วนอัตราเฉลี่ยเงินเฟ้อช่วงระยะ 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปี 2550 สูงขึ้น 5.8% เทียบกับช่วงเดียวกันสาเหตุที่เงินเฟ้อเดือน พ.ค. เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน สูงขึ้น 7.6% เนื่องจากการสูงขึ้นของราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ส่งผลให้ทั้งหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 11.8% ได้แก่ ข้าว แป้งและผลิตภัณฑ์จากแป้ง สูงขึ้น 34.6% เนื้อสัตว์สูงขึ้น 14.6% ไข่และผลิตภัณฑ์นมสูงขึ้น 13.5% นอกจากนี้ หมวดอื่น ๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น5.1% สาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 31.2% หมวดพาหนะการขนส่งและการสื่อสารสูงขึ้น 11.7%

ส่วนสาเหตุที่เงินเฟ้อเทียบกับเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา สูงขึ้น 2.1% โดยดัชนีหมวดอาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น2.7% เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้นทุนอาหารประเภทต่าง ๆ สูงขึ้น เช่น ข้าวสารเจ้า ผักและผลไม้ โดยเฉพาะผักสด ได้รับความเสียหายจากฝนตกชุก  นอกจากนี้ สินค้าอาหารสำเร็จรูปก็มีราคาสูงขึ้น ตามต้นทุนราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตามสินค้าที่มีราคาลดลง คือ เนื้อสุกร ไข่ และผลไม้ ส่วนหมวดอื่นๆ ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มสูงขึ้น 1.7% สาเหตุหลังมาจากจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น 9% นอกจากนี้ยังเป็นช่วงเปิดการศึกษาใหม่     ทำให้ดัชนีหมวดการศึกษาสูงขึ้น 1.1% “ขณะนี้ต้องขอดูสถานการณ์ราคาน้ำมันก่อนว่า จะเคลื่อนไหวไปอย่างไร ซึ่งเงินเฟ้อ 5 เดือนแรกก็สูงถึง 5.8% ไม่รู้ทั้งปีจะเป็นอย่างไร ยอมรับว่า ราคาน้ำมันสูงเกินกว่าที่คาดไว้ที่เฉลี่ยทั้งปี 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่เฉลี่ย 5 เดือนราคาอยู่ที่ประมาณกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และรอดูถ้าไม่เกิน 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลก็พอดูแลได้ แต่จะปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปีใหม่ หรือไม่ขอดูราคาน้ำมันอีก 2-3 เดือนจากนี้ก่อน ซึ่งคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี ล่าสุดอยู่ที่ 5-5.5% ภายใต้สมมติฐานราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี 100-105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล" นายศิริพล กล่าว

ส่วนแนวทางดูแลเงินเฟ้อขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ เตรียมจะหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับสินค้าและบริการที่อยู่ในการคำนวณเงินเฟ้อ ที่ไม่ได้อยู่ในการดูแลของกระทรวงพาณิชย์ เช่น ค่าโดยสารสาธารณะ ค่าเช่าบ้าน เพื่อหาแนวทางไม่ให้ราคาสินค้าและบริการดังกล่าว ปรับตัวสูงขึ้นมาก ซึ่งจะเป็นการลดความกดดันต่อการขยายตัวเงินเฟ้อ  ทั้งนี้คาดว่าจะมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาดูแลปัญหา เช่น มาตรการทางภาษี ส่วนสินค้าที่อยู่ในความดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้กรมการค้าภายในดูแลสถานการณ์ราคาให้อยู่ในความเหมาะสมต่อไป

 นายศิริพล กล่าวถึง ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของประเทศ (คำนวณจากรายการสินค้าและบริการ 266 รายการ) คือ ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปของประเทศหักรายการสินค้ากลุ่มอาหารสดและกลุ่มพลังงานจำนวน 107 รายการ       คิดเป็น 24% ของสัดส่วนค่าใช้จ่าย  โดยเงินเฟ้อพื้นฐานเดือน พ.ค. 51 เท่ากับ 109.5 เทียบกับเดือน เม.ย. สูงขึ้น0.7% เทียบกับ พ.ค. ปีก่อน สูงขึ้น 2.8% และเฉลี่ยช่วงระยะ 5 เดือนแรก (ม.ค.-พ.ค.) สูงขึ้น 1.9% โดยปัจจัยหลักมาจากการสูงขึ้นของราคาสินค้าเครื่องประกอบอาหารสำเร็จรูป วัสดุก่อสร้าง ค่าโดยสารสาธารณะ และค่าธรรมเนียมการศึกษา

นางนทีทิพย์ ทองเขาอ่อน ผู้อำนวยการสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กล่าวว่า เดือน พ.ค. สินค้ากลุ่มน้ำมันเชื้อเพลิงมีน้ำหนักการคำนวณอยู่ที่ 10.58% หรือ คนไทยมีเงิน 100 บาท จะใช้จ่ายเพื่อซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมากถึง 10.58 บาท ซึ่งเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นจากช่วง เม.ย.  ซึ่งอยู่ที่ 9.66%  ทั้งนี้ทิศทางน้ำหนักการคำนวณจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องหากราคาน้ำมันยังคงสูงขึ้น แม้ปริมาณการใช้จะไม่ได้เพิ่มขึ้นก็ตาม โดยราคาน้ำมัน เทียบกับเม.ย. สูงขึ้น 9% เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน สูงขึ้น 31.2% และเฉลี่ย 5 เดือนสูงขึ้น 27.3%

นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เงินเฟ้อเดือน พ.ค.ที่ปรับขึ้นถึง 7.6% นั้น ปรับเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมัน ซึ่งส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชนให้สูงขึ้นกว่าที่คาด ดังนั้น เพื่อลดผลกระทบดังกล่าว รัฐบาลจึงต้องเร่งรัดมาตรการเพื่อเสริมสร้างรายได้ให้สอดคล้องกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มมนุษย์เงินเดือน คาดว่าประมาณปลายเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า จะสามารถประกาศมาตรการช่วยเหลือได้ "วันนี้ เราต้องวิเคราะห์ให้ชัดว่าเงินเฟ้อเป็นปัญหาที่เกิดจากอุปทาน ถ้าเราต้องใช้นโยบายการเงิน ผลสัมฤทธิ์อาจไม่ได้อย่างที่คาดหวัง เพราะไม่ได้ช่วยให้อุปทานลดลง ฉะนั้นถ้าน้ำมันขึ้น อัตราเงินเฟ้อต้องขึ้นแน่ ๆ ฉะนั้น ก็ต้องเป็นนโยบายการคลังเท่านั้น ที่จะลดผลกระทบได้ แต่เราจะห้ามไม่ให้ของแพงไม่ได้ เพราะก็ต้องขึ้นตามราคาน้ำมัน  เราทำได้แค่บรรเทาผลกระทบในช่วงรอยต่อของมาตรการและทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นโดยเร็ว"นายแพทย์สุรพงษ์กล่าวนายแพทย์สุรพงษ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อรายได้เพิ่ม อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นก็ไม่มีผล ฉะนั้นรัฐบาลจะพยายาม  ทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจเติบโตตามเป้าหมาย เพื่อสร้างให้คนมีรายได้เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้ทางการต้องการเห็นจีดีพีโตกว่า 7% แต่ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะหลายมาตรการที่ตั้งใจจะทำในช่วงไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ต้องเร่ง มาทำให้เร็วขึ้น เช่น เปิดจุดขายสินค้าให้คนจน เป็นต้น  "ผมไม่เคยพูดว่า ระดับของเงินเฟ้อจะไปถึงเลข 2 หลัก เพียงแต่กังวลว่า ราคาน้ำมันจะปรับสูงถึง 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเท่านั้น" นายแพทย์สุรพงษ์ กล่าว

ดร.อมรา ศรีพยัคฆ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงอัตราเงินเฟ้อของเดือน พ.ค.ว่า เงินเฟ้อทั่วไปเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่คาดไว้ แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะ เห็นแล้วว่าราคาน้ำมันในเดือน พ.ค.ปรับขึ้นสูงมาก ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานค่อนข้างเป็นไปตามที่คาดไว้ และหากคิดเป็นอัตราการขยายตัวแบบปรับฤดูกาลเทียบกับเดือนก่อนหน้า ก็ขยายตัวชะลอลงจากเดือนเม.ย.ด้วย ทั้งนี้จากการคำนวณพบว่าเงินเฟ้อพื้นฐาน ปรับฤดูกาลขยายตัวเพิ่มขึ้น จากเดือนก่อนหน้าประมาณ 0.3% ชะลอลงจากเดือน เม.ย.ที่ขยายตัว 0.6% จากเดือนก่อนหน้า

แม้ว่าเงินเฟ้อพื้นฐานจะเป็นไปตามที่คาดแต่ ดร.อมรา กล่าวว่า ปัจจัยด้านเงินเฟ้อที่ปรับขึ้น ยังเป็นปัจจัย ที่น่ากังวลเนื่องจากราคาน้ำมันยังคงปรับขึ้นต่อเนื่องซึ่งธปท.ก็จะต้องทบทวนประมาณการอัตราเงินเฟ้อใหม่  เพราะราคาน้ำมันปรับขึ้นสูงไปกว่าข้อสมมติฐานราคาน้ำมันกรณีเลวร้ายที่ ธปท.ได้คาดการณ์ไว้แล้ว แต่คงไม่จำเป็น ต้องมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินก่อนกำหนด

ดร.อมรา กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองด้วยว่า ถือว่าน่าเป็นห่วงเพราะกระทบกับความเชื่อมั่น ซึ่งส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศไม่ได้ทำหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ อย่างไรก็ตามจะต้องรอดูสถานการณ์ต่อไป เพราะไม่มีใครรู้ว่าความเสี่ยงทางการเมือง จะบานปลายแค่ไหน ทั้งนี้สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยขณะนี้ ถือได้ว่า   ทั้งความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและความเสี่ยงในด้านการขยายตัวเศรษฐกิจเป็นความเสี่ยงที่มากทั้งคู่

กรุงเทพธุรกิจ  แนวหน้า  สยามรัฐ  คม ชัด ลึก  3  มิ.ย.  2551