ผลิดอกออกผล หมอและสุขภาวะ

เดี๋ยวนี้การศึกษาจะลงลึกเฉพาะทาง แต่เดิมเป็นสายวิทย์ สายศิลป์ ต่อมามีสายอาชีวะ แต่เดี๋ยวนี้คนลงลึกไปถึงระดับโมเลคิว ระดับจิตวิญญาณ มีคนพยายามจัดหมวดหมู่แม้กระทั่งศาสนา ความเชื่อ และวิธีการเรียน พฤติกรรม ฯลฯ (น่าจะเป็นพวก abstract sequential แหงๆ) ซึ่งก็มีประโยชน์ในการวางแผนล่วงหน้า หรือเขียนแนวทางการปฏิบัติ guidelines ต่างๆ เรื่องบางเรื่องจะได้ไม่ต้องผิดซ้ำผิดซาก pitfall บางอย่างจะได้มีการเตรียมตัวหลีกเลี่ยงหรือผ่อนหนักเป็นเบา

กระบวนการศึกษาแบบที่ว่าคือการใช้อดีตเป็นพื้นฐานในการแก้ปัญหาอนาคต ส่วนหนึ่งก็ใช้งานได้ดีทีเดียว แต่อีกส่วนหนึ่งก็น่าประหลาดใจที่ประวัติศาสตร์มักจะซ้ำรอยเดิมได้อยู่บ่อยๆ จะหาว่าไม่ได้เรียนรู้อะไร หรือลืมอดีต มันก็ไม่เชิงเสียทีเดียว แต่เป็นเพราะ "การแก้ปัญหา" ใช้แบบเดิมๆ แล้วมันจะได้ผลใหม่ๆได้อย่างไร?

แพทยศาสตรศึกษาที่เกี่ยวข้องกับ "สุขภาวะ" เป็นวิชาที่ไม่ตายตัว เพราะที่สุดแล้ว อันว่า "สุขภาวะ" นั้นเป็นการเดินทางของชีวิตคนในนิเวศ ที่มีการเปลี่ยนแปลงเป็นนิจจัง และเป็นวิชาที่จะหา expert ยาก หาคนที่จะ "ลงลึก" ก็ยิ่งยาก เพราะความหลากหลายนั้นมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความลึกซึ้งเลย การจะหาคนที่ทั้งลึกทั้งหลากหลายมาศึกษาเรื่องนี้จึงเป็นงานที่ท้าทายยิ่งนัก ถ้าไม่ใช่เป็นไปไม่ได้เลย

ในงาน workshop "หยั่งรากวิญญาณครู ผลิใบวิญญาณแพทย์" ที่ทำกับคณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่ นั้น เรามีการทุ่มเทพลังงานและเวลาส่วนใหญ่ในการฝึกฝนด้านการฟัง หัวข้อที่ชักนำมาสนทนาเป็นเรื่องใกล้ตัว คือ ความหมายการเป็นครู​ การเป็นแพทย์ ความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง และปฏิสัมพันธ์ของความแตกต่างของคนในนิเวศ เมื่อครูแพทย์ฟังอย่างลึกซึ้ง นักเรียนแพทย์ก็จะเรียนการฟังอย่างลึกซึ้ง เมื่อครูแพทย์ฟังบ้างไม่ฟังบ้าง ฟังไปก็ download ของเก่ามา มี judgmental attitude ต่อนักเรียนตั้งแต่ปรายตาเห็นรองเท้าหน้าไหว้หลังหลอกบ้าง (เป็นรองเท้าหุ้มหน้า แต่เปิดส้น จำไม่ได้แล้วว่าใครเป็นคนตั้งชื่อ แต่ได้ภาพพจน์ดีจริงๆ) ตั้งแต่ present case ตะกุกตะกักบ้าง นักเรียนจึงไม่สามารถคงอยู่กับปัจจุบันได้อย่างปลอดภัย ไม่สามารถอยู่ใน mode ปกติได้ยาวนาน พลังส่วนใหญ่ทุ่มเทลงไปใน mode ปกป้อง เต็มไปด้วยความระมัดระวัง ความกลัว หวาดระแวง

ซึ่งก็อยู่ในการเรียนรู้ของเขาเหล่านั้นด้วยเหมือนกัน ถึงแม้จะไม่มีการตัดเกรด ให้คะแนนความกลัว แต่บทเรียนการสร้างความกลัว ความไม่แน่ใจ ความลังเลนั้น เห็นได้ชัดตอนที่มีปฏิสัมพันธ์กับคนไข้ เมื่อนักเรียนเหล่านี้จบการศึกษาออกไป เป็น learning objectives ที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่หลายๆคน graduated ระดับเหรียญทองในการมีความกลัวในการเรียนเลยทีเดียว

ถ้าหากครูแพทย์ฟังคนไข้ ฟัง residents ฟังนักเรียนแพทย์ ฟังญาติคนไข้ ฟังผู้ร่วมงาน ผู้บริหาร ผู้บังคับบัญชา สิ่งเหล่านี้จะเสมือน workshop หรือ การเรียนภาคปฏิบัติการ ที่นักเรียนก็จะได้ไป เรียนรู้ และปฏิบัติตาม นักเรียนแพทย์ก็จะเริ่มสามารถมองเห็นคุณค่า และความหมายที่แฝงอยู่ในเรื่องราว ประวัติความเจ็บป่วยของคนไข้ ว่าไม่เพียงแต่พยาธิสภาพกำลังกัดกร่อนร่างกาย แต่ความทุกข์ต่างๆกำลังกัดกร่อนจิตวิญญาณไปในขณะเดียวกันด้วย

ที่จริงการเรียนแพทย์นั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นการเรียนเชิงปฏิบัติ อันองค์ความรู้ที่มากมายนั้น หลายๆอย่างจะสามารถสืบค้นได้ และในเวลาอันรวดเร็วพอสมควรทีเดียว แต่สิ่งที่พัฒนายากกว่าคือ เจตนคติในการฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อที่จะเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจคนที่กำลังมีความทุกข์ ความเห็นอกเห็นใจคนที่กำลังได้ทุกข์นั้น ไม่ได้เกิดมาในสถานการณ์อันฉาบฉวย แต่จะเกิดขึ้นเมื่อคนได้นำเอาประสบการณ์ที่พบเห็น ไปทาบเทียมกับประสบการณ์ตรงของตนเองในอดีต เอาใจเขามาใส่ใจเรา ลองเอาความรู้สึกมาเทียบเคียบ เราจึงจะเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจที่เป็นจริงแท้ authentic empathy

"เวลา" เป็นปัจจัยสำคัญ และบางเรื่องก็ worthwhile ที่เราจะ "ใช้เวลา"

หรือไม่? ถ้าหากการใช้เวลานั้น ทำให้เรา "เข้าถึง" จิตวิญญาณแห่งวิชาชีพได้ ไม่ได้เลาะเล็มแต่เพียงผิวเผิน ฉาบฉวยแต่บนผิวหน้า เข้าใจผิดว่า technology ที่เรา copy เลียนแบบมาใช้นั้นคือ glory ที่แท้จริง แต่ไม่ได้รู้สึกถึง "ผลแห่่งการให้" หรือการสะท้อนจาก "ความรักไร้เงื่อนไข" ที่เป็นรากฐานความเป็นมาของแพทย์ พยาบาล มาแต่ต้น?

SALUTOGENESIS สุขภาวะกำเนิด 

Antonovsky ได้พูดถึงสุขภาวะกำเนิดไว้ตั้งแต่ปี 70s และทำให้เราสามารถนำมาครุ่นคิดได้เยอะทีเดียวว่า หากจะมีการศึกษาเรื่องสุขภาพจริงๆแล้ว คนที่เกี่ยวข้องน่าจะมีใครบ้าง

หรือมีใครที่ไม่เกี่ยวบ้าง? น่าจะเป็นคำถามที่น่าสนใจกว่า.. หรือไม่?

การรักษาพยาบาล การทำ health promotion (ซึ่งไปๆมาๆ จะสำคัญพอๆกัน หรือมากกว่าการรักษาพยาบาลเสียอีก) ต้องอาศัยการทำงานเป็นทีม การทำงานเป็นทีมนั้น เป็น skill แบบหนึ่งเหมือนกัน ไม่เพียงแค่คนต้องรู้ทฤษฎีหรือวิธีการทำงานเป็นทีม ยังต้องมี attitude และ มี skill อีกด้วย เวลาที่เรามีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องๆเดียวกัน การที่เราจะหาข้อตกลงที่เป็น win-win (negotiation) นั้น ต่างการ skill ที่ใช้ในการ debate มากมายเหลือเกิน แต่บางครั้งเมื่อเรามองไปในกิจกรรมการแลกเปลี่ยนความรู้ในการเรียนการสอน ปรากฏว่ามันละม้ายคล้ายไปทางการ debate เสียส่วนใหญ่ คือ ต่างคน ต่างก็พาเอาความรู้ "ของตน" มาถมทับกันและกัน และการตกลงสุดท้ายก็จะเป็น Either mine or yours ไม่ของเธอ ก็ของฉัน ซึ่งไม่ใช่ win-win situation เลย

ทีมรักษาพยาบาลประกอบด้วย แพทย์ พยาบาล เภสัชกร นักสังคม นักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด คนไข้ และญาติ เป็นจุดเริ่มต้น ไม่นับองค์กรเอกชน ชุมชน องค์กรศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ที่ก็สำคัญมาก การที่คนเราจะเป็นทีมได้ ทำงานประสานกันได้ จะต้องเกิด "กระบวนการปฏิบัติ" ขึ้นมาก่อน ถึงแม้ว่าก่อนจะเริ่มงาน เราจะมี rough idea ว่าใครน่าจะทำงานแบบไหน อย่างไร แต่รับประกันว่าเมื่อได้ลงมือทำจริงๆ ของจริงนั้น จะมีอะไรที่เราคิดไม่ถึงเกิดขึ้นมากมาย ความพยายามที่จะออกแบบพฤติกรรม หรือการทำงานที่มีความซับซ้อนระดับนี้ โดยไม่ได้มีการปรึกษาพูดคุยกันระหว่าง stake-holders ทุกมิติ ทุกด้าน ที่อยู่ในนิเวศเดียวกันก่อนนั้น ก็จะเกิดผลที่ futile และเต็มไปด้วยปัญหาตามมาทีหลัง

ยกตัวอย่างการทำ palliative care เป็นต้น การทำ palliative care ซึ่งก็คือการดูแลแบบองค์รวม ไปจนถึงวาระสุดท้ายของผู้ป่วย และการดูแลยังครอบคลุมไปถึงญาติ ครอบครัว และการนำมาสะท้อนตัวทีมผู้ให้การรักษาพยาบาลด้วย ในมิติด้านกายนั้น แพทย์มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แต่ psychosocial และ spirituality นั้น เป็นมิติที่ซับซ้อน บทบาทของแพทย์ลดลง (แต่ก็ยังมีโดยตลอด) แต่การทำงานของผู้ร่วมงานวิชาชีพที่เกี่ยวข้องจะเพิ่มมากขึ้น อาทิ งานพยาบาล งาน counseling งานดูแลสุขภาพที่บ้าน

ทีมของเราจึงควรจะ formed ขึ้น มาตั้งแต่แรกเริ่ม ตั้งแต่เรียนด้วยกัน ทำงานด้วยกัน เพื่อที่ทุกๆ party จะได้ทราบถึง interaction ระหว่างสายงานของแต่ละคน ว่าเราอยู่ตรงไหนของมิติแห่งสุขภาวะ หรือพยาธิสภาพของผู้ป่วยกันแน่ๆ และบทบาทของเราเมื่อไรที่เราจะเป็นตัวเอกบนเวที เมื่อไรที่เราจะกลายเป็น supporting role แต่ที่แน่ๆก็คือ เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นผลงานเฉพาะแต่ตัวเอก ตัวนำ เท่านั้น หากแต่อาศัยการ "เข้าถึงบทบาท" ของทุกๆคน ตั้งแต่ผู้กำกับ พระเอก นางเอก ตัวประกอบ ช่างภาพ ช่างตัดต่อ คนทำเพลงประกอบ ไม่มีใครที่จะเขียน script ออกมาได้ดี หรือสมบูรณ์ โดยปราศจากความเข้าใจในการทำงานสอดประสานของทุกๆส่วน ทุกๆองคพยพขององค์กรไปได้

การพยาบาล เป็นส่วนสำคัญของงานสุขภาพ มีคนพูดแซวเล่นๆว่า "ไม่เห็นมีโรงหมอเลย มีแต่โรงพยาบาล ดูแค่นี้ก็ทราบแล้วว่าใครใหญ่กว่ากัน" ซึ่งก็มีความจริงอยู่ไม่น้อยเลย ในการดูแลสุขภาพพื้นฐานของประชาชนหลายที่ หลายเหตุการณ์ ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาหมอก็ได้ แต่ใช้พยาบาลที่มีประสบการณ์ ก็เพียงพอที่จะให้การช่วยเหลือคนจำนวนมากได้ จะเป็นประโยชน์ในการดูแลคนไข้และครอบครัวอย่างมาก หากนักศึกษาแพทย์ ได้ทำความเข้าใจในความเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงของงานแพทย์และงานพยาบาล และ "เห็นความสำคัญ" ผมเชื่อเหลือเกินว่างานภาระหน้าที่ในอนาคตของคุณหมอท่านนี้จะง่ายขึ้นมาก ขอเพียงเริ่มต้นจาก "ทีม" ที่มองเห็นว่าเป้าหมายของเรานั้น จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้อง integrate งานหลากหลายมิติเข้าหากัน