จากอนุทิน@6335 Back to the nature

*คำเตือนและคำขออภัย* บันทึกนี้ผู้ไม่เห็นด้วย ไม่ควรอ่าน

ดึกแล้ว ทบทวนงานที่ยังค้าง  1 2 3 4...มากจัง

ตลกมาก ๆตรงที่มันไม่ใช่งานสายวิชาชีพหลักของเรา  มันไม่ใช่งานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตตามหลักปัจจัยสี่พื้นฐาน

มันทำให้เราต้องปวดหัว ยุ่งยาก หงุดหงิด เวลาไปรอ "คิว"

มันเป็นสิ่งค่อนข้างมีสาระน้อย (หรือไร้สาระ)

สิ่งที่กำลังกล่าวถึง  ว่า..เป็นงานที่ค้างไว้กลับกลายเป็นสิ่งที่เกี่ยวกับการโอนเงิน การจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ จิปาถะ  ด้วยบัตรเครดิต

 ซึ่งเราเองนั่นแหละ(หลง)เชื่อตามแฟชั่นนิยม? ตามคำโฆษณาของนักการตลาด  (การเงินด้วยหรือเปล่า) ว่าเป็นสิ่งอำนวยความสะดวกให้ชีวิต เพิ่มภาพพจน์ ทำให้มีการซื้อจ่ายขายคล่อง

ลำบากสำหรับคนที่ไม่ได้มีอิสระทางการเงิน  และอาจทำให้คนที่เคยมีอิสระทางการเงิน กลายเป็นไม่มีอิสระไปได้

*คำเตือนและคำขออภัย*

บันทึกนี้ผู้ไม่เห็นด้วย   ไม่ควรอ่าน

เราเผลอไปได้อย่างไรไม่ทราบ  ทั้งที่รู้ตัวว่าไม่ชอบอยู่ภายใต้เงื่อนไข

ไม่ชอบเดินทางขับรถจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งนอกเส้นทางโดยไม่จำเป็น (เป็นคนประหยัดค่าน้ำมันมาแต่ไหนแล้ว..ผลพลอยได้จากการขับรถไม่เชี่ยวชาญน่ะค่ะ)

ไม่ค่อยชอบทำบัญชี(อันนี้กำลังเปลี่ยนตัวเองมาเป็นชอบ..ทำ)

เราไม่เคยเช็คคะแนนสะสม แล้วมาแลกของ สินค้าสมนาคุณ..ซึ่งแน่นอนคุณต้องจ่ายเพิ่มนิดหน่อย

หลายค่าเลย ที่เผลอเซ็นบัตรเครดิตไป

เมื่อใบเรียกเก็บเงินมา  เราเป็นโรคจิตด้วยนะคะ..คือไม่ชอบเปิดอ่าน  เมื่อไม่เปิดอ่าน  บางเดือนก็ข้ามไปเลย...ตลกร้ายมั้ยคะ

ทุกวันนี้ที่เปิดอ่านประจำก็มีเพียง จดหมายของแฟนคลับ คุณลุงเจ้าเสน่ห์  ที่ส่งจดหมายมาสม่ำเสมอเป็นเวลาสองสามปีเข้าแล้ว

*ไว้เล่าให้ฟังค่ะ  คุณลุงน่ารักมาก*

เราไม่ชอบทำสิ่งเหล่านี้  ขับรถไปกดเอทีเอ็ม ขับรถไปจ่ายเงิน เลยผัดผ่อนไปเรื่อย  จนถึงวันสุดท้าย "ครบ due" ถ้าช้ากว่านี้ ดอกเบี้ยแสนแพง

 

เมื่อสิ้นdue ที่ผ่านมา  ระหว่างรอคิว "ปิงแว้บ" ขึ้นมา  เราทำอะไรของเราอยู่

ว่าแล้วจึงหักบัตรเครดิต ให้งอ  ทั้งสองใบ

โอ้โฮ  เรามีสองใบ  ทั้งที่ผัด หลบเลี่ยงไม่ทำบัตรมานาน  ครองตัวบริสุทธิ์มาได้ตั้งนาน  เสียท่าเจ้าบัตรนี่เมื่อไหร่ นะ

อ้อ  เมื่อตอนที่ยังรับเป็นวิทยากร เป็นนักจัดรายการวิทยุ  เป็นคนเขียนคอลัมน์สุขภาพประจำหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นใหม่ ๆ

เปล่าหรอกนะคะ  ไม่ได้มีเงินสะพัด  แต่เป็นเพราะรู้จักคนมากขึ้น

มีสองคนที่ถูกอัธยาศัยกัน  มาพูดคุย  ชักชวน

แรกเริ่มท่องไว้ว่า  ช่วยเขาทำยอดให้ถึงกำหนดเท่านั้น  ไม่ได้หยิบไปใช้

 

เริ่มใช้เมื่อไรนะ  จำไม่ได้ เอาเถิด ต่อไปนี้ 

คิดใหม่ ต่อไปจะเลิกใช้บัตรเครดิตเด็ดขาด

ตัดสิ่งไม่จำเป็นต่อชีวิตออกไป

อยู่ให้ได้ด้วยวิธีง่าย ๆ  ธรรมดาสามัญที่สุด

 

จะธรรมดาสามัญแค่ไหน..คิดไว้แล้ว  มีมาต่อค่ะ

 

สบายใจจังเลยที่ ไม่มีภาพพจน์"คนมีบัตร"แล้ว...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เด็ดดวงมาลามาร้อย(พวง)มาลัย



ความเห็น (8)

เขียนเมื่อ 

ความจริงไม่เห็นด้วยนะ แต่คิดว่า น่าจะมีการเข้าใจผิดอะไรบางอย่างใช่ไหม?

1. การใช้เงินผ่านบัตรเครดิต หมายถึง ธนาคารอนุญาตให้เจ้าของบัตรติดหนี้ได้ 45 วันตามที่บัตรกำหนด โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย นับว่าเป็นสิ่งที่ธนาคารเปิดโอกาสให้คนเราเลื่อนเวลาในการใช้เงินเพิ่มขึ้น(หมายถึง ทุกคนมีเงินและต้องใช้จ่าย แต่ยังไม่ต้องใช้เงินสดที่มีอยู่ เก็บเฉยไว้ในธนาคารก่อน) แต่ถ้าไม่มีเงินใช้ตามปกติก็เห็นด้วยตามความคิดนี้

2. การจ่ายเงินคืนค่าใช้จ่ายตามบัตรก็ใช้วิธีการหักเงินจากบัญชีที่ฝากเงินนิ่งไว้ จึงไม่จำเป็นต้องเดินทางดีที่เจ้าของบันทึกกล่าวไว้(นอกจาก ไม่ได้ทำข้อตกลงให้หักเงินจากบัญชีในการทำบัตรเท่านั้น

3. ปัญหาเกิดจากความไม่ขยัน(ขออภัย ที่ใช้คำนี้)ที่จะเดินทางไปธนาคารของตนเองมากกว่าปัญหาจึงเกิด

4. การไม่มีบัตรเครดิดก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระ ท่านก็ต้องเดินทางไปจับจ่ายใช้สอยเหมือนเดิม หากต้องใช้เงินก็ต้องเดินทางไปธนาคารตามเดิม ไม่ต่างกันกับมีบัตรเลย

ถ้าจะไม่เดินทางไปธนาคารก็ต้องเก็บเงินสดไว้เองหรือใส่ไหฝังไว้

น่าจะลองคิดทบทวน หากมีวินัยทางการเงิน(เดาจากบันทึก)น่าจะได้รับความสะดวกเพิ่มขึ้น การเดินทางจะน้อยลง สุขภาพจิตจะดิขึ้น นอกจาก ...

ใช้เงินผ่านบัตรเครดิต(เงินเชื่อ)แล้วยังไปเบิกเงินในธนาคารไปใช้จนหมด คราวนี้แหละเป็นปัญหาแน่นอน ถ้าหาเงินมาใส่บัญชีได้พอกับการหักเงินค่าใจจ่ายผ่านบัตร แต่ถ้าหาเงินมาใส่บัญชีไม่ได้ เป็นปัญหาทันที

เขียนเมื่อ 

คุณ"ผู้สนใจ"คะ

ขอโทษนะคะ ที่เขียนแล้วอาจจะรวบรัดไปหน่อย สรุปเป็นข้อ ๆ ดีกว่าค่ะ

1.เป็นคนใช้เงินที่ต้องรูดบัตรไม่มากนัก ค่าน้ำมันรถ ประมาณ4000 บาทต่อเดือน ค่าโทรศัพท์ประมาณหนึ่งพันบาทต่อเดือน ค่าจิปาถะ(อาหาร เสื้อผ้า) เฉลี่ยประมาณห้าหกร้อยบาท ค่าหนังสือร้านที่ให้รูด ประมาณหนึ่งถึงสองพันบาทต่อเดือน จึงมาคิดว่าถ้าต้องเดินทางไปจ่าย เอาเงินสดไปจ่ายจะทำให้เราต้องเสียเวลาเพิ่ม เช่นต้องรอ"คิว"จ่ายค่ะ

2. ปัญหาเกิดจากความไม่ขยัน(ขออภัย ที่ใช้คำนี้)ที่จะเดินทางไปธนาคารของตนเองมากกว่าปัญหาจึงเกิด อันนี้ใช่เลย เพราะจอดรถเข้าซองไม่เก่ง ขับรถไม่เชี่ยวชาญ

3.มาคิดได้ว่าการมีบัตรเครดิต ไม่ได้เป็นอิสระอะไรเลย เราต้องเดินทางไปจ่ายค่าบัตรเครดิต เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่าง

 

(ผู้สนใจ)*การไม่มีบัตรเครดิตก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นอิสระ ท่านก็ต้องเดินทางไปจับจ่ายใช้สอยเหมือนเดิม หากต้องใช้เงินก็ต้องเดินทางไปธนาคารตามเดิม ไม่ต่างกันกับมีบัตรเลย

***ตรงนี้บังเอิญว่าไม่ค่อยเดินทางไปจับจ่ายใช้สอยน่ะค่ะ***

****และบังเอิญว่าไม่ต้องเดินทางไปเบิกเงินมาจับจ่ายด้วยค่ะ เพราะมีธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่มีเงินรายรับพอใช้สอย****

*****กำลังคิดใหม่ว่าถ้าเราไม่มีบัตร เราอาจใช้จ่ายน้อยลง ตรงนี้คือประเด็นที่ตั้งใจนำมาเขียน และเราอาจประหยัดเวลาที่ต้องไปจ่ายเงินอดีตที่เราใช้ไปก่อนแล้ว และถ้าเราจ่ายสดไป เรื่องมันก็จบเป็นเรื่อง ๆ *****

ก็เท่านี้เองค่ะ ขอบคุณนะคะที่ คิดต่างแล้วนำมาถกกันน่ะค่ะ

ประโยชน์ของบัตรก็น่าจะมีนะคะ สำหรับนักธุรกิจ ยิ่งถ้าต้องเดินทางไกล ๆ แต่ส่วนตัวดิฉันเดินทางน้อย ใช้เงินปานกลาง จึงมาลองคิดทบทวนเท่านั้นเองค่ะ

เขียนเมื่อ 

มาคิดต่างแต่เห็นด้วยกับคุณหมอเอาไว้ตรงนี้บ้างค่ะ

คิดต่าง: ใช้บัตรเครดิต และเลือกเอาแบบที่เราใช้จ่ายได้ถึงเกณฑ์ที่จะได้ยกเว้นค่าธรรมเนียมรายปี ทำให้ไม่ต้องพกเงินสดมากมายเพื่อค่าน้ำมันและสินค้าอุปโภค ใช้วิธีให้ธนาคารตัดจ่ายจากบัญชีเงินฝากเลยทำให้ไม่ต้องเสียเวลาไปธนาคารค่ะ เพียงแต่ไป update สมุดกับเครื่องหน้าโรงพยาบาลแต่ละเดือนก็ตรวจสอบได้กับใบรายการที่ธนาคารส่งมาให้เราถึงที่ วิธีนี้สะดวกและการใช้จ่ายทั้งหลายก็เป็นการใช้เงินที่เป็นของเรา เพียงแต่จ่ายช้ากว่าการจ่ายเงินจริงๆ อีกด้วยนะคะ ถ้าเรารู้จักจัดเวลาในการซื้อของให้ดีๆ และควบคุมตัวเองไม่ให้ใช้จ่ายเกินเงินที่มีในบัญชี ซึ่งเราทำได้อยู่แล้วเป็นเรื่องธรรมดา

เห็นด้วย: ส่วนมากเจ้าหน้าที่ธนาคารมักจะแนะนำบัตรเครดิตที่วงเงินสูงมากๆให้วิชาชีพแพทย์ซึ่งเกินความจำเป็นในการใช้ บอกเขาได้ค่ะว่าเราไม่เอา เจอมาแล้วที่เขาพยายามจะให้เราเปลี่ยนเป็นบัตรที่วงเงินสูงขึ้น ซึ่งเมื่อเราใช้จ่ายไม่ถึงยอดนั้นๆใน 1 ปีจะเสียค่าธรรมเนียมโดยใช่เหตุ แบบนี้ถึงส่งมาให้ก็เอาไปคืนให้เขาหักทิ้งให้เลยมาแล้วค่ะ เรามีสิทธิทำได้ เพราะฉะนั้นถ้าคิดว่าจะใช้จ่ายไม่ถึงวงเกินขั้นต่ำที่เขากำหนดได้ต่อปีก็อย่าไปใช้เลยค่ะ อยู่แบบพอเพียง ไม่ต้องมีบัตรให้เป็นภาระก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลยค่ะ

  

เขียนเมื่อ 

@6335 ลบไปแล้ว? หาไม่เจอเลยไม่ทราบที่มาอ่ะคะพี่หมอ

มัทรู้จักคนไม่มีบัตรเอทีเอ็ม/บัตรเครดิตอยู่คนนึง ไม่มีบัตรจนอายุ 62-63 ได้มั้งอ่ะ.....ชื่อหมอทวีศักดิ์ พ่อมัทเอง hahahhaha : )

ไม่มีใครในบ้านรู้ด้วยว่าเค้าไม่เคยใช้เลยทั้งเอทีเอ็มและเครดิตอ่ะ วันที่รู้ก็งง แต่ก็มานึกย้อนหลังสังเกตกันก็เห็นว่าพ่อใช้เงินสดตลอด จริงๆ น่าชื่นชมและน่าฉงนไปตามๆกัน! เค้าบอกว่าก็มันไม่เห็นจำเป็น (แม่และลูกบอกว่ามีก็ใช้ไม่เป็นด้วยแหละท่าทาง hahahaha)

แต่ที่พ่อมาทำบัตรทีหลังก็เพราะว่าเดินทางท่องเที่ยวออกนอกประเทศบ่อยเหลือเกิน แล้วเวลามาต่่างบ้านวิธีที่ดีที่สุดไม่ต้องกังวลเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและความไม่ปลอดภัยในการพกเงินสดกับตัวก็คือการใช้บัตรเครดิตและเอทีเอ็ม

มัทเองมีอยู่ 2 ใบ เพราะเงินน้อย เค้าให้วงเงินน้อย มัทใช้ซื้อตั๋วเครื่องบิน online ใช้ซื้อหนังสือ online มันถูกกว่าและมาส่งถึงบ้าน แถมใช้จองที่พักเวลาเที่ยว ใช้ลงทะเบียนงานประชุมวิชาการ งานบันเทิงต่างๆ

มัทเป็นเหมือนพี่หมอคือขี้เกียจทำบัญชี  เป็นนิสัยเสียที่เป็นกันเกือบทั้งบ้าน ยกเว้นน้องใหม่ที่เรียนเศรษฐศาสตร์ แค่รู้ว่าใช้น้อยกว่าที่ได้รับมาเป็นพอ ไม่ชอบไปต่อคิวจ่ายบิล มัทเลยใช้ internet banking ตลอดเลยค่ะ ใช้จนเค้าเชิญมัทไปทำ focus group อ่ะ! เป็นผู้ใช้บริการที่แทบจะไม่ไปธนาคารเลย การจ่ายเงินให้แบงค์นั้นเลยง่ายค่ะ จัดการ online หมด รูดไปเท่าไหร่ ก็จ่ายให้หมด อย่ารูดเกินตัว

ถ้าพี่ไม่ใช้งานมันแบบมัทใช้ พี่ก็ไม่ต้องมีก็ได้ พ่อมัทยังอยู่มาได้เลย

 

เขียนเมื่อ 

ขอบคุณคุณพี่โอ๋ น้องหมอมัท ค่ะ

พี่ใช้บัตรน้อย..จน..ลืมเปิดดูใบเรียกเก็บ แซวตัวเองว่าเป็นโรคจิตไม่ชอบเปิดจดหมายหนี้ทั้งหลาย ๆ จริง ๆ เป็นคนขี้เกียจจัดการเรื่องการเงิน เคยตัวว่ามีคนข้างตัวทำให้ทุกรายการกระทั่งภาษี พอปีนี้พี่ท่านเดินทางไปทำงาน ต ป ท ถี่ยิบ..(ไม่ใช่ป ต ท) ต้องหัดดูแลการเงิน(เฉพาะหนี้)..จึง งง ๆ ค่ะ

ถ้าพี่เป็นนักธุรกิจ..เช่นคนข้างตัวหรือคนอื่น ๆ หรือต้องจ่ายค่าอะไรที่วงเงินสูงพอสมควรก็คงจะเรียนรู้และฝึกให้ตัวเองมีวินัยเช่นกันค่ะ

แต่นี่..ชีวิตพี่..เช้าข้าวต้มเปล่าสิบบาท กับข้าว(เจ)ยี่สิบ-สามสิบบาท กาแฟ-ฟรี(มีร้านเอง 555)  หลงจ้ง ประมาณห้า-หกสิบบาทอยู่ได้สองมื้อ เช้าและกลางวัน กำลังไดเอ็ต(เป็นปี ๆ แล้ว)

เย็นหรือดึก ๆ น้ำถั่วเหลือง หรือเริ่มสลับกับโยเกิร์ตตามพี่ศศิฯ

ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ตามบันทึก..รู้สึกจะoverไปสำหรับค่าน้ำมัน เพราะขับรถมาสามปีสิบเดือน เลขกิโลเพิ่งถึงหมื่นเก้าพันวันนี้...ใครอยากซื้อต่อบ้าง..ฮา

ใช้มากสุด..คือค่าหนังสือแหละค่ะ โดยเฉพาะเล่มที่เจ้านายตัวน้อยเลือก :)

เขียนเมื่อ 

แต่ก่อน พี่เป็นคนมีบัตรเครดิตหลายใบค่ะ ข้อดี คือ 1.เราอยู่ในวงการธุรกิจ ไปไหน บางที ต้องใช้เงิน เอาเงินไปไม่พอ จึงต้องมีการ์ด

2. เป็นหน้าเป็นตานิดหน่อย เพราะมักจะมี สิทธิ์ไปใช้ ห้องรับรองต่างๆได้ และได้พาลูกค้าเข้าไป

3.ถ้าซื้อของ กะเวลา ให้เลยวันตัดบัญชี ก็ได้เครดิต 45 วัน แต่ถ้าอยู่ในช่วง ตัดรอบบัญชี ในรอบนั้น ก้ไม่ถึง 45 วันค่ะ

4.ถ้าไปตปท. ไม่ต้องพกเงินมาก และมีประกันภัยให้

นอกนั้น ก็ไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์มากนัก อ้อ บางที ได้ของขวัญปลายปี ถ้าเรามีแล้ว ก็แลกไว้ให้คนอื่นแทน แต่ไม่mind ตรงนี้ค่ะ

เลย สรุปว่า ตอนนี้ มีใช้เท่าที่จำเป็นค่ะ น้อยลงเยอะค่ะ

 

เขียนเมื่อ 

นิยมใช้ใบเดียวค่ะ เลือกแล้วว่าคุ้มสุด ใช้ได้ทั่วโลก มีเหตุผลส่วนตัวดังนี้

- ไม่ต้องเสียค่าสมาชิก พอจะเก็บเราก็บอกว่าจะยกเลิก 555

- ให้วงเงินสูงจนเกินพอที่จะใช้รูดในรอบบิลเดียว

- ใช้ครบยอดได้ส่วนลดเงินสดคืนทุกสามเดือน เราก็ใช้ปกติ ไม่เน้นทำยอด : )

- เติมน้ำมันลด 3%

- ใช้ซื้อรูปให้ลูกค้าผ่านเน็ต แล้วเบิกเงินมาคืน เท่ากับได้สะสมยอดฟรี ได้ตังค์คืนด้วย

- ไม่เคยเสียค่าธรรมเนียม เพราะจ่ายตรงเวลาผ่านเคาน์เตอร์ ไม่เสียค่าบริการด้วยซ้ำ

- ไม่เสียแรงและเวลาเพราะฝากคนที่มีหน้าที่ทำเรื่องพวกนี้ในบริษัทไปจ่าย เอาเงินสดย่อยของบริษัทออกไปก่อน ว่างผ่านตู้ ATM เมื่อไหร่ก็กดมาคืน หรือมีคนไปแบงค์ก็มอบอำนาจให้ถอนแทนโดยเรากรอกใบไปให้

- สิ้นปียอดทะลักทะล้นเพราะใช้ร่วมกับงานบริษัท ได้ของแถม ทีวี ดีวีดี พัดลม MP3 ฯลฯ ได้ทุกปี ดีจัง

- วนครบปีกลับมา พอจะเก็บค่าสมาชิก ก็ย้อนกลับไปข้อแรก ; P

บัตรเราใช้บริหารดีๆ ก็จะดีมาก แต่ก็เคยเกือบซวย เพราะติดนิสัยไม่พกตังค์เยอะ บางทีมีไม่กี่สิบบาทติดตัว 555 มักจะฝากตังค์ไว้กับแม่บ้านที่ทำงานไว้ซื้อข้าว กับฝากส่วนหนึ่งอยู่ที่ฝ่ายการเงิน ต้องการใช้เท่าไหร่ก็บอกเขา มีครั้งหนึ่งไปเติมน้ำมันในม.เกษตร คิดว่าสบาย มีการ์ด เติมเสร็จส่งการ์ดให้ ปรากฏว่าไม่รับบัตร แป่ว ล้วงกระเป๋าดู เจอแบ้งค์พันใบนึงพอดี ถ้าเป็นยุคนี้ไม่พอจ่าย ซวยแน่นอน อาจจะต้องทิ้งรถแล้วเดินไปหาที่กดตังค์ มีดีก็มีเสียเป็นบางอย่างค่ะ

เขียนเมื่อ 

P  P wind of change  นะคะ มาอ่านดูข้อเขียนตัวเอง ก็ขำตัวเอง คำพูดที่ว่าสิ่งที่แน่นอนคือไม่มีอะไรแน่นอน มันแน่นอนจริง ๆ

ตอนนี้คุณพ่อขายาวเริ่มไม่ว่างและจะไม่ว่างไปอีกระยะหนึ่ง

เราเอง(แม่)จึงต้องเปลี่ยนชีวิตแบบสบาย สบาย ไปอีกนิด

ต้องหัดขับรถเข้ากรุงเทพฯไปรับส่งเจ้านาย..น้องภู เมื่อถึงคราวจำเป็นก็ทำได้ค่ะ

คิดไปมาจึงกลับมาพกบัตรหนึ่งบัตรค่ะ  สำหรับเติมน้ำมันรถ  เพราะเคยเป็นแบบน้องซูซานค่ะ  เติมน้ำมันรถโดยไม่มีเงินสักบาท ลืมกระเป๋าตังค์  โชคดีปั๊มนำมันจำเราได้ เติมบ่อย ๆ ให้เราขับกลับไปเอาเงินมาจ่าย!ได้

นอกจากเติมน้ำมัน ก็มีแวะพักห้าง ทานอาหาร ขนม ซื้อหนังสือ

เดี๋ยวนี้จึงพยายามมีวินัยในการเงิน(หมายถึงเปิดอ่านใบเรียกเก็บหนี้ จ่ายหนี้ ตรงเวลา)

อ้อ..ทั้งหมดนี้..เป็นบัตรพ่วงคุณพ่อขายาวเจ้าค่ะ

ถ้าต้องทำเอง รับผิดชอบเองร้อยเปอร์เซ็นต์ ยังเซย์โนอยู่มังคะ