ความพอเพียงก็มีจุดพอเพียง

พูดถึงเรื่องของมาร์ติน นี้ ข้าพเจ้าว่าคนจะรู้จักเขามาก ในภาพของคนแปลก ฝรั่งแปลก โดยที่วันที่ 24 พฤษภาคม 2551 ข้าพเจ้าได้มีโอกาสได้ไปคุยกับเขาตัวต่อตัว กับทีมงานที่ไปด้วยกันด้วย ถือว่าเป็นโชคดีที่ไม่ได้พบเขาในลักษณะของการไปดูงาน ซึ่งอาจจะได้ฟังการพูดที่กำหนดไปตามเงื่อนไขของการดูงาน  หะแรกที่ไปถึง ข้าพเจ้าคิดว่าเขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มีกลิ่นไม่พึงประสงค์หลายอย่าง แต่พอได้มีโอกาสพูดคุยกันแล้ว มาร์ตินเป็นคนชอบแลกเปลี่ยน ชอบคุยกัน เพราะพอไปถึงเขาลากแคร่ออกมาแล้วก็เชิญนั่ง "คุยกัน" มาร์ตินไม่เบื่อที่มีคนมาหา ทั้ง ๆ ที่มีคนมาดูงานแทบทุกวัน เขาจะตื่นเช้ามาทำนาก่อน แล้วค่อยไปต้อนรับ   แต่เขาจะไม่ไปที่โรงแรมหรือตามที่ใคร ๆ มาเชิญ ข้าพเจ้าว่าได้อรรถรสและบรรยากาศท้องทุ่งน่าจะเข้าถึง และเข้าใจเขาได้มากกว่า มาร์ตินว่าลองใช้ชีวิตมาทุกรูปแบบ เป็นกรรมกรแบกอิฐ ไปเรียนที่เคมบริดส์ ไปค้นหาความต้องการของชีวิต เมืองไทยเป็นทางผ่านในตอนแรก เพราะจะไปอยู่ที่ออสเตรเลีย ด้วยบุพเพอาละวาดก็เลยอยู่เมืองไทย อยู่อีสานในชนบท ที่ข้าพเจ้าถามเขาว่าเรื่องภาษามีปัญหามากไหมตอนแรก มาร์ตินบอกว่าเป็นเรื่องของเวลา อยู่นานก็พูดได้เอง ซึ่งแม้แต่คำที่ลึกซึ้งอย่าง นาฮูขี้  เนี่ย ข้าพเจ้ายังต้องถามจากคณะที่ไปด้วยกันที่เป็นชาวชนบท  มาร์ตินพูดถึงลูกบ่อย ๆ ก็เป็นจุดที่ทำให้ข้าพเจ้าสงสัยอยู่เหมือนกันว่าภาพของฝรั่งกับครอบครัวเนี่ยหรือเด็กเนี่ย ในภาพยนตร์ก็เห็นเขาเลิกกันบ่อย ๆ แต่มาร์ตินก็ให้ข้อมูลว่าอย่าว่าแต่ชาวอังกฤษ เดี๋ยวนี้คนไทยก็เป็น แต่เขาก็ไม่ได้สุดโต่งนะ เขามีคอมพิวเตอร์ เคยติดตั้งยูบีซี ไปเที่ยวโลตัส บิ๊กซี ก็ไป แต่เขารู้จักพอ รู้จักการไม่อยากได้  มาร์ตินบอกว่าการที่คนเรามีเงินมากแล้วเอาแต่ใช้เงินทำให้เกียจคร้าน ไม่ดี ต้องรู้จักทำงาน และทำงานให้เข้าท่า อย่างคำว่าพอเพียงเนี่ยมีขอบเขต บางครั้งการส่งเสริมพอเพียงอย่างไม่เข้าใจแล้วทำให้ชาวบ้านอาจเบื่อได้ เช่นพอพูดถึงพอเพียงไม่ใช่การเลี้ยงควาย ทำนา ทำปุ๋ย วนเวียนอยู่นั่น  ความพอเพียงมีจุดพอเพียงเหมาะสม เช่นถ้านา 20 ไร่ แล้วใช้ควายไถ ควายตายพอดี วันนั้นจากกับมาร์ตินพร้อมกับรอยยิ้ม และหวังจะกลับไปพร้อมครอบครัวอีกครั้ง ขอบคุณครับมาร์ติน