แต่เดิม คนไทยนั้นมีความกรุณา (สงสาร) สูง ใครไปใครมาที่บ้านก็จะได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หรือใครมาขออะไร หากที่บ้านหรือสวนหลังบ้านมี ผู้ขอสามารถที่จะเข้าไปหยิบได้โดยไม่ต้องกลัวว่าเจ้าของบ้านจะหวงแหน ความกรุณานี้มาจากไหน
การอบรมสั่งสอนน่าจะเป็นที่มาอันหนึ่งของความกรุณาที่เป็นมรกดกทางจิตวิญญาณตกทอดมาสู่รุ่นต่อๆมา แต่แล้วความกรุณาก็เริ่มแข็งกระด้างเมื่อคนไทยจำนวนหนึ่งพบว่า ความกรุณาที่ให้เป็นนั้นมิได้เกิดประโยชน์ตามประสงค์ หรือ ผู้ที่มาขอความกรุณาไม่ได้น่ากรุณาจริงอย่างพฤติกรรมที่แสดงออก ดังนั้น ความกรุณาจึงเปลี่ยนแปลงเป็น "ไม่"
ทานคือการให้ อันที่จริง การที่เราจะให้สิ่งใดแก่ใครอย่างเต็มอกเต็มใจนั้น ดูเหมือนจะเกิดจากความกรุณา-เมตตา หากผู้รับบริสุทธิ์ใจ และผู้ให้บริสุทธิ์ใจ ก็จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้รับและผู้ให้ กล่าวคือ ผู้รับได้รับในสิ่งที่ตนต้องการและจากผู้ให้ที่เต็มใจให้ ขณะที่ผู้ให้ก็ให้แก่ผู้รับที่เต็มใจรับและต้องการจริง ยิ่งเป็นการช่วยชีวิตด้วยแล้วยิ่งเกิดความอิ่มอกอิ่มใจ มิใช่เพื่อสั่งสม ร่ำรวย หรือขอเพื่อประกอบอาชีพ.....การให้แบบนี้จึงเป็นการให้แบบที่เปี่ยมด้วย กรุณา-เมตตา
ปัจจุบัน ขอทานบนสะพานลอย ไม่ใช่ผู้ยากไร้จริง หากแต่มีเบื้องหลังของการทำมาหากิน และการเกาะกินบนหลังขอทาน เรารู้ดีว่า คนไทยนั้นใจกรุณา ภาพที่เราเห็นจะเป็นเด็กตัวน้อยอยู่ในอ้อมแขนของแม่ หรืออะไรต่อมิอะไรที่เราจะพบได้ในสังคมเมือง ทุกอย่างดูเกร่อไปทั้งเมือง บางคนมีรายได้ดีกว่าผู้ให้ทานด้วยซ้ำ
ความกรุณาที่เคยมี กลายเป็นความกระด้างเมื่อพบว่า เบื้องหลังภาพไม่ได้น่าสงสารจริง ทานที่เราให้ก็ไม่ได้ตกไปสู่มือผู้น่ากรุณาอย่างที่คิดจริง การให้จากความกรุณาจึงหมดไปจากคนไทยบางคน เพราะไม่แน่ใจว่า ให้แล้วจะเกิดประโยชน์ที่ดีต่อการช่วยชีวิตอยู่ต่อไปจริงหรือไม่
ผลที่ตามมาคือ ผู้ที่น่ากรุณาก็พลอยรับโทษจากสังคมไปด้วย เขาไม่ได้รับการเหลียวแล เพราะสังคมอาจมองไม่ออกว่า ใครจริง ใครปลอม
ที่กล่าวมานั้นคือ ขอทานที่เราเห็นได้จากแหล่งชุมชนทั่วไป
บัดนี้ มีทานที่เราจะพึงให้แบบใหม่ นั้นคือการสนับสนุนครอบครัวที่ยากแค้นลำเค็ญ หากติดตามข่าวทางสื่อ ก็จะพบว่า บางรายเมื่อได้รับความกรุณาจากสังคม เขาไม่ได้ทำตัวให้น่ากรุณาจริง อย่างไรก็ตาม ในรายอื่นๆ หากได้สื่อผ่านโทรทัศน์ วิทยุ เขาจะได้รับความกรุณาจากสังคม ต่อไปก็คงทำนองเดียวกันกับขอทาน เราจะแน่ใจอย่างไรว่า ผู้ที่น่าสงสารนั้น น่าสงสารจริงอย่างที่เสนอมา ผู้ที่น่าสงสารจริงก็พลอยรับผลกระทบจากความกรุณาที่แข็งกร้าวขึ้นด้วยอย่างแน่นอน
ทุกวันนี้ "หากฉันไม่สามารถจะหากินเองได้ ฉันจะไม่ขอใครกิน" มันหายไปไหนหมด......หรือความคิดแบบนี้ มันไม่ใช่ความคิดที่ดีกับสังคมใหม่แล้ว
สวัสดีค่ะ
* เข้ามารับความรู้สึกเดียวกันค่ะ......
* ผู้คนสับสนวุ่นวาย...จนเราเองก็วายวุ่นไปด้วย (ไม่สนใจซะงั้น)
* หลอกลวง ...และลวงหลอก....จนงุนงง....และเลิกสงสัย(ไม่ใส่ใจ)
วัฒนธรรมไทยแต่โบราณมี หัวใจเป็นวิถีชีวิต คือ มีน้ำใจ เช่นการลงแขกทำงานต่างๆ ทำนา งานบวช งานแต่ง เป็นต้น โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ทำให้น้ำใจหายไป ยุคใหม่ มีแต่น้ำเงิน
สวัสดีครับคุณนมินทร์
การจัดระเบียบสังคมอย่างเดียวไม่พอครับต้องมีการจัดระเบียบจิตใจด้วย
และผมอยากให้ตัดคำว่า อาชีพ ออกจากคำว่า ขอทาน
จะได้เห็นว่า การขอทาน ไม่ใช่ อาชีพ
แวะมาเยือนเก็บเกี่ยวความรู้ครับ
รพี กวีข้างถนน
สวัสดีครับ อาจารย์พรรณา
สวัสดีครับท่าน ผอ.
สวัสดีครับ คุณรพี