Memoir of a Volunteer
พวกเราได้เดินไปที่ห้องประชุม สักพักทาง college of medicine ได้เชิญกลุ่มอาสาสมัครของโรงพยาบาลเข้ามา บอกพวกเราว่าพวกเขามีเรื่องราวที่เขาได้จดจำไว้ขณะที่ปฏิบัติงาน อยากจะเล่าให้พวกเราฟัง
ตัวแทนอาสาสมัครที่เล่าเรื่องราวน่าประทับใจให้เราฟัง
========================================================
ครั้งหนึ่ง ตอนที่ฉันเดินทำงานตามปกติอยู่ในโรงพยาบาล ฉันได้ยินเสียงร้องไห้คร่ำครวญ จึงมองหา เห็นผู้ชายคนหนึ่งสีหน้าเป็นทุกข์แสนสาหัส กำลังนั่งกุมศีรษะร่้องไห้อยู่ เขาเป็นผู้ชายวัยกลางคน ร่างกายซูบผอม มีร่องรอยผ่านชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่ ณ ขณะนี้่ ดูเขาทรุดโทรมมาก จึงได้ถามไปว่า "เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้เศร้าโศกเสียใจ มีอะไรจะให้ช่วยได้บ้าง"
เขาเงยหน้าขึ้น เห็นเป็นอาสาสมัครฉือจี้สาวคนหนึ่ง กำลังมองเขาอย่างตั้งอกตั้งใจ จึงได้ตอบไปว่า "ผมพึ่งออกมาจากคุก กำลังพยายามตามหาลูกชายคนเดียวที่เหลืออยู่ ไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ตอนนี้หมอก็บอกว่าผมเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ผมอยากจะเจอลูก เพื่อสั่งเสียเป็นครั้งสุดท้าย แต่ก็หาไม่เจอ" ปรากฏว่าผู้ชายคนนี้ ตลอดทั้งชีวิต ได้ใช้ชีวิตในวิถีแห่งความเป็นนักเลง ไม่มีเวลาดูแลครอบครัว เพราะต้องเข้าๆออกๆเรือนจำอยู่ตลอดเวลา พอครบโทษ ก็ปรากฏว่าตนเองเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายเสียแล้ว เวลาที่เหลืออยู่น้อยเต็มที ไม่สามารถที่จะแก้ไขอะไรให้แก่ตนเองได้แล้ว จึงต้องการจะทำความดีอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็นึกถึงลูกชายของตนเองขึ้นมา
ฉันได้ยินเรื่องเล่านี้ ก็รู้สึกสงสารเขามาก คิดว่าจะช่วยเขาได้อย่างไรดี ก่อนอื่นคงจะต่้องพยายามหาที่อยู่ของลูกชายเขาให้ได้ก่อน จึงได้ตั้งต้นพยายามสืบค้น ตั้งแต่พบเห็นกันครั้งสุดท้ายที่ไหน เมื่อไร ใครเป็นเพื่อนบ้าน ญาติ คนรู้จักบ้าง จนในที่สุด ก็ได้ทราบว่าที่เคยมีที่อยู่ครั้งสุดท้ายอยู่ที่เมืองๆหนึ่ง ฉันจึงได้โทรศัพท์ติดต่อไปยังสถานที่ที่เขาเคยพักอยู่
พอโทรไปถาม ณ ที่พักนั้นๆ ว่ามีคนชื่อนี้ๆเคยอยู่ที่นี่ ไม่ทราบว่าพอจะทราบไหมว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน มีคนอยากจะติดต่อด้วย ปรากฏว่าคนที่รับโทรศัพท์พอได้ยินชื่อนี้ ก็แสดงอาการไม่พอใจมาก บอกว่าคนชื่อนี้เป็นคนเลว ไม่เคยทำอะไรดีเลย นำมาแต่ความเดือดร้อน ตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว โน่่น.. ไปติดคุกอยู่มาตั้งนานแล้ว
ทางอาสาสมัครจึงได้ติดต่อไปที่เรือนจำ เล่าเรื่องของพ่อคนนี้ให้ฟัง ว่าลูกชายคนเดียวของเขาติดคุกอยู่ ณ ที่เรือนจำนั้น และอยากจะขออนุญาตพาคุณพ่อคนนี้เดินทางไปเยี่ยม เพราะกำลังป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายแล้ว ทางเรือนจำก็อนุญาตให้นัดวันไปเข้าพบได้
คุณพ่อคนนี้ก็ดีใจมาก วันเดินทางไป เขาพยายามแต่งเนื้อแต่งตัว ตัดผมเผ้่าให้ดูดีที่สุด รู้สึกตื่นเต้นดีใจที่จะได้เจอลูกชาย ในขณะเดียวกันก็กังวลใจไม่ทราบว่าลูกที่ตนเองแทบจะไม่เจอหน้าจะรู้สึกอย่างไร และจะทำอะไรบ้าง
เมื่อเดินทางไปถึง ปรากฏว่าไปแต่วัน ยังไม่ถึงเวลาเยี่ยม ระหว่างนั้นเขาก็เลยขอให้คุณพ่อคนนี้เล่าเรื่องราวของเขาให้นักโทษฟังไปพลางๆ เอาเรื่องที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์แก่คนที่ต้องโทษอยู่ที่เรือนจำนี้ คุณพ่อคนนี้ก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เขารู้จักเพียงเรื่องเดียว ก็คือชีวิตอันสมบุกสมบันของตนเอง ตัวอย่างทุกเรื่องเป็นประสบการณ์ตรง การใช้ชีิวตสำมะเลเทเมา เป็นนักเลงหัวไม้ เกกมะเหรกเกเรมาตลอดทั้งชีวิต แม้แต่มีลูกมีครอบครัว ก็เหมือนไม่มี จนต้องโทษติดคุก ไม่มีเวลาจะทำอะไรเป็นความดีเลย เมื่อพ้นโทษก็ปรากฏว่าตนเองเป็นมะเร็งไปเสียแล้ว
เรื่องราวที่พรั่งพรูออกมาจากปาก เป็นเสมือนตำนานบอกเล่า เป็นรอยทางเดินอันเจ็บปวด ที่เขาได้ใช้เวลาในคุก ทบทวน ไตร่ตรอง และสะท้อนออกมา เป็นการมองย้อนหลังเพื่อเห็นทางเดินที่ผ่านมาตลอดเวลา และมองกลับมาที่ตนเองว่าเหลืออะไรบ้าง ก็ตกใจที่ตนเองเหลืออะไรติดมาน้อยนิดเหลือเกิน ความรู้สึกดีๆสนุกสนานมีพลังมีอำนาจตอนสมัยก่อนที่ทำตัวเช่นนั้น ไม่เหลือร่องรอยอะไร เหลือแต่เพียงตราประทับของสังคมในความเป็นคนขี้่คุก เป็นอดีตอาชญากร ตอนแรกๆที่เล่า เขาเริ่มต้นด้วยเสียงแหบแห้งแผ่าเบา ตอนหลังๆ ชีวิตที่หลั่งไหลออกเป็นเรื่องเล่าดูเหมือนจะเติมพลังให้ จนเขาต้องลุกขึ้นยืน เล่าบรรยาย ให้นักโทษทั้งหลายที่มานั่งฟัง ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็นสีหน้าท่าทางของเขา และหวังว่าใครก็ตามที่ยังมีโอกาส มีเวลาเหลืออยู่ อย่าจะมากระทำผิดซ้ำซากกับชีวิตที่เขาได้ใช้ไปช่นนี้เลย
ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ลูกชายออกมาพบ ในช่วงเวลารอคอยอย่างกระวนกระวายนั้นเอง พอลูกชายมาถึง ก็เห็นว่าเป็นเด็กหนุ่มหน้าตาโกรธเกรี้ยว อารมณ์พลุ่งพล่าน มาถึงก็ชี้หน้ากราดทั้งพ่อและบรรดาอาสาสมัครที่พาพ่อมา ด่ากราดว่าพามาทำไม คนๆนี้ไม่เคยเลี้ยงดูอะไรเขาเลย ทิ้งให้เขาตกระกำลำบาก และที่สุดต้่องกลายเป็นคนขี้คุก ติดคุกติดตะราง เขาไม่อยาก ไม่ต้องการพบหน้าคนๆนี้ พ่อก็รับฟังลูกระบาย หน้าตาซีดสลด แล้วก็พูดว่า "พ่อผิดเอง เพราะพ่อใช้ชีวิตที่ไม่ดี ไม่เคยดูแลครอบครัว ลูกจึงต้องเป็นเช่นนี้ พ่อรับผิดทุกอย่าง ตอนนี้พ่อเพียงอยากจะบอกลูกว่า พ่อใกล้จะเสียชีวิตแล้ว เพราะเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย พ่ออยากจะขอโทษลูก ขอให้ลูกฟังพ่อ อย่าได้ใช้ชีวิตแบบพ่ออีกเลย พ่อใช้เวลานานในคุกจนกระทั่่งเข้าใจ แต่ก็สายไปเสียเล้วเพราะเวลาพ่อกำลังหมดลง ลูกยังมีชีวิตอีกนาน ยังพอมีเวลาตั้งต้นชีวิตใหม่ ถึงอย่างไรลูกก็เป็นลูกของพ่อที่พ่อมีส่วนให้กำเนิดมา พ่อไม่ขออะไรมาก ขอให้ลูกเรียกพ่อว่าพ่อเพียงคำเดียว ท่านธรรมาจารย์เจิ้นเหลียนสอนว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่ฉันไม่รัก ไม่มีใครในโลกนี้ที่ฉันไม่ไว้ใจ ไม่มีใครในโลกนี้ที่ฉันไม่ให้อภัย พ่อขอให้ลูกให้อภัยพ่อเถิด เรียกพ่อสักคำ......"
ลูกชายนิ่งฟังพ่อพูดอยู่พักหนึ่ง หน้าแดง ในที่สุดก็เอ่ยปากเบาๆ "พ่อ... พ่อจ๊ะ"
พ่อได้ยินลูกเรียก ก็ร้องไห้ออกมาเสียงดังด้วยความรู้สึกผสมผสาน บอกลูกว่า "เรื่องในอดีต เป็นความผิดของพ่อเองทั้งหมด ลูกไม่ผิด ขอให้ลูกกลับตัวกลับใจ เมื่อออกไป ให้ทำมาหากินอย่างสุจริต ให้ไปหาลุง พี่ชายของพ่อ เขาจะช่วยเหลือลูกเรื่องหางาน" ทั้งสองคนสวมกอดกัน ร้องไห้ ลูกชายยกมือไหว้พ่อ และไหว้อาสาสมัครที่พาพ่อมา เข้าห้องนำไปร้องไห้เสียดัง
พ่อก็ออกเดินทางจะกลับ สีหน้าสบายใจ เมื่อมาถึง รพ. ก็ถอดเสื้อตัวที่เขาใส่มอบให้อาสาสมัคร พอถอดเสื้อออกมา ก็พบว่าเขามีรอยสักทั้งตัว ข้างหน้าเป็นมังกร ข้างหลังเป็นหงส์ แทบจะไม่เห็นเนื้อปกติเลย อาสาสมัครก็เลยถามว่านี่หมายความว่าอย่างไร เขาก็ตอบว่า "หมายความว่าชีวิตเหลวไหว ว่างเปล่า ไม่มีอะไรเลย" เพราะรอยสักแบบนี้ มีแต่พวกนักเลงเขาสักกัน แล้วเขาก็แสดงเจตจำนงสุดท้าย ถามว่า ร่างกายมีรอยสักแบบนี้ จะบริจาคให้นักเรียนแพทย์ได้หรือไม่ เมื่อเขาตาย พอทราบว่าได้ เขาก็เขียนแสดงความต้องการขอบริจาคร่างกาย เมื่อเขาตายจะได้ไม่เป็นภาระแก่ใครอีก เมื่อลูกชายทราบเรื่องก็เขียนจดหมายมาบอกว่า "ขอให้ปฏิบัติตามเจตจำนงของพ่อ ตัวเขาเองจะพยายามเก็บออม แต่เพราะฉือจี้ ตอนนี้เขาเชื่อแล้วว่าพ่อเขาจะตายอย่างมีศักดิ์ศรี มีคนดูแลจัดการ"
กาลเวลาผ่านไป เมื่ออาสาสมัครได้พบกับนักศึกษาแพทย์คนหนึ่ง เล่าว่า เขาได้เรียนกายวิภาคจากบรมครูผู้ไร้เสียงท่านหนึ่ง มีรอยสักเต็มตัวไปหมดเลย อาสาสมัครก็เอะใจ ถามรายละเอียด ก็มั่นใจว่านี่แหละคือคุณพ่อที่ได้เจอลูกก่อนตาย เธอจึงเล่าเรื่องราวให้นักศึกษาแพทย์คนนี้ฟัง บอกว่า "บรมครูท่านนี้่ เป็นครูที่ทรงคุณค่า เปี่ยมไปด้วยความรัก เมตตา และความมุ่งมั่น ขอให้ตั้งใจเรียนให้ดี"
หลายปีต่อมา วันหนึ่งขณะที่อาสาสมัครท่านนี้กำลังทำงานอยู่ที่โรงพยาบาล ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินเข้ามาหา เขาแต่งตัวใส่สูทอย่างภูมิฐาน สะอาดสะอ้่าน เมื่อมาถึง ก็ถามว่า "จำผมได้ไหมครับ" พออาสาสมัครมองดูหน้าให้ดีๆ ก็พึ่งนึกออกว่า "อา... นี่พ่อหนุ่มที่เราไปเจอที่เรือนจำนี่นา โอ้โห จำแทบไม่ได้" ปรากฏว่าลูกชายพอออกจากคุก ก็หางานทำ ขยันขันแข็ง ทำงานหนักอย่างซื่อสัตย์สุจริต จนในที่สุดก็พบรัก แต่งงาน มีครอบครัว ภรรยาทำงานเป็นพยาบาล อาสาสมัครก็ดีใจมาก แล้วก็นำเอากระบอกไม้ไผ่ออมสินมาให้หนึ่งกระบอก บอกว่า "เอาไว้เก็บออมเงินให้ดี สอนให้ลูกของเธอ เป็นคนดี ประหยัด มัธยัสถ์" ชายหนุ่มคนนี้ก็ดีใจมากกลับไป และภายหลังทั้งเขาและภรรยาก็ได้กลายเป็นอาสาสมัครฉือจี้ และเป็นกรรมการมูลนิธิในที่สุด
เป็นเรื่องเล่าที่ทรงคุณค่ามากๆ ค่ะอาจารย์ ขอบคุณค่ะ
ขอบพระคุณอาจารย์สกลที่เขียนเรื่องราวดีๆมาให้อ่านค่ะ