จะเห็นว่า เป็นกลางๆ ไม่มี ideology ที่ชี้ว่า จะเลือกทิศทางนโยบายการเมืองแบบใด แต่ชี้ในประเด็นสังคมมากกว่า ว่าเราน่าจะ “สร้างสังคมที่ใช้ความรู้มากกว่าความรู้สึก” ค่อนข้างไปทางนามธรรมสักหน่อย แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นความเหมาะสมสำหรับทั้ง สกว. และนักวิจัยในเครือข่าย “สังคม” ที่ว่านี้หมายถึงทั้งซีกประชาคมและผู้กำหนดนโยบาย
ขณะนี้เรามองเห็นปัญหาพื้นฐาน 3 อย่าง คือ 1) เราเป็นประเทศที่ขาดข้อมูล (ที่เชื่อถือได้) อย่างมาก 2) เราไม่ค่อยชัดกันว่าใครคือผู้มีบทบาทในการกำหนดนโยบายอย่างแท้จริง และ 3) เรามี “ชุมชนนโยบาย” (policy community) ที่จำกัด จึงไม่มีการแลกเปลี่ยนความคิดกันอย่างสร้างสรรค์ ทั้ง 3 ข้อนี้ขอขยายความดังนี้ เรามีข้อมูลมาก แต่ไม่สอดคล้องกันเลย จึงไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลไหนดี เพราะระบบเก็บข้อมูล การจัดคลังข้อมูล และการกระจายข้อมูล ยังไม่เป็นระบบที่เชื่อมต่อกัน บางหน่วยงานเก็บโดยมี assumption ของตนเอง
ดูตัวอย่าง SME ก็ได้ มีทั้งที่ classify โดยจำนวนคนงาน จำนวนทุนจดทะเบียน กำลังม้าของเครื่องต้นกำลัง ฯลฯ เรื่องที่ว่าไม่รู้ว่าใครกำหนดนโยบายนั้นเห็นได้ชัดเมื่อเปิดสภาและมีการกล่าวว่านโยบายที่เสนอสภานั้นลอกมาจากของเก่า มีสมัยหนึ่งผู้นำกล่าวว่าไม่เคยอ่านแผนสภาพัฒฯ และมีนโยบายรายวันได้ตามใจ ขอขยายความเรื่องชุมชนนโยบายสักหน่อยว่า หมายถึงการรวมตัวอย่างมีสำนึกทางการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ไกลจนเข้าใจว่าเราควรมีนโยบายอย่างไร มีการถกกันในเรื่องนโยบาย ความจริงเรื่องนี้ประเทศเราไม่เลวร้ายนัก เริ่มเห็นพัฒนาการทางนี้แล้ว (แต่...ขนานไปกับการแตกสามัคคี !!)
ชุมชนนโยบายเป็นส่วนที่ทำให้ tank มี think ชุมชนนโยบายประกอบด้วย
1. นักวิจัยนโยบาย (policy researchers) มีหน้าที่หาเป้าอนาคต แล้วเอาข้อมูลมาวิเคราะห์สังเคราะห์ให้เป็น policy options (เทียบเท่าฝ่ายตรวจการณ์แนวหน้า แล้วกำหนดเป้าหมาย)
2. นักวิจารณ์นโยบาย เพื่อกลั่นกรอง policy options ที่ผลิตโดย policy researchers (ฝ่ายเลือกกระสุนบรรจุ จะเป็นแบบเจาะเกราะหรือหัวระเบิดวงกว้าง)
3. ผู้กำกับนักที่ 1 และ 2 ให้อยู่ใน ideology ของ “ถังความคิด” ตรงนี้ถือว่าเป็น internal management ของ “ถังความคิด” (ฝ่ายเสนาธิการ)
4. นักการตลาด (ฝ่ายกำหนดแผนการยิง) เอา policy option ไปขยายผลกับ policy shaping mechanism
5. มวลชนที่เห็นด้วยกับ concept ของ “ถังความคิด” (ฝ่ายพลาธิการ ส่งกำลังบำรุง)
ในสนามรบทางแนวคิดนี้ จำเป็นต้องสนับสนุนการสร้างชุมชนนโยบายที่ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับเรา เพื่อให้ความคิดหลากหลาย (มีหลาย option) สังคมจะได้มีข้อมูลมากในการกลั่นกรองกันเอง ต้องใจกว้าง โดยเราไม่ควรผูกขาดแนวคิด เพื่อไม่ให้เกิด “เผด็จการทางความคิด”
หากจะถามว่า issue สำหรับ “ถังความคิด” ไทยมีอะไรบ้าง เราน่าจะเห็นแนวทางดังนี้ Issue ที่เป็นบริบทสากล เช่น Trade, Climate changes, non-traditional security (terrorism, diseases), Intellectual property
Issue ระดับภูมิภาค เช่น นโยบายอาเซียน (เช่น ต่อพม่า) FTA จีน-อาเซียน ASEAN energy network/security
Issue ระดับประเทศ เช่น การใช้ที่ดิน น้ำ แรงงาน การศึกษา พลังทางวัฒนธรรม
จะเห็นว่าเราจะทำเรื่องนี้ได้ โดยจัดการให้มีนักวิจัยนโยบายมากๆ ที่เอาความรู้ที่นักวิจัยท่านอื่นทำเป็นท่อนๆ อยู่มา “ปรุง” ใหม่ เพื่อเสริฟให้ลูกค้าอีกกลุ่มหนึ่ง เราต้องมีนักวิจัยที่รู้วิธีการของปรุงและเสริฟให้กับลูกค้าที่เป็นกลไกกำหนดนโยบาย จึงต้องมีวิธีการให้ทุนวิจัยอีกแบบหนึ่ง มีวิธีการตลาดแบบใหม่ และที่สำคัญคือมีจรรยาบรรณที่เหนียวแน่น เพราะเราต้องคลุกคลีกับศูนย์อำนาจมากขึ้น ไม่ว่าจะด้วยท่าทีสนับสนุนหรือคานความคิด
จบแล้วครับเรื่อง “ถังความคิด” กับ สกว. และนักวิจัย ยิ่งเขียนยิ่งอ่านยากสักหน่อย ทิ้งท้ายในย่อหน้าที่แล้วเกี่ยวกับจรรยาบรรณ เห็นทีว่าอีกไม่นาน “สาร biodata” นี้จะเขียนเรื่องจรรยาบรรณการสนับสนุนและการทำงานวิชาการในมุมมองของ สกว. ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับสมาชิกมาก
มีสมาชิกส่งชื่อไทยของ think tank มาต่างๆ กัน ทั้งที่แปล think ใหม่ว่า “สมอง” (ถังสมอง) บ้างก็ “ความคิด” แล้วแปล tank ว่าตุ่ม โอ่ง ไปจนถึงกระโถน และแปลเป็นสถานที่ เช่น อาศรม สถาบัน แม้ว่าผมจะยังไม่ชอบ แต่ก็มีรางวัลให้ทุกท่านครับ (อยากแจก) ผมเคยคิดว่า tank น่าจะหมายถึง “รถถัง” ดีกว่า “ถัง” ที่รู้สึกว่าใส่สมองไว้เฉยๆ (บนหิ้ง) แต่รถถังมันเคลื่อนที่บุกไปข้างหน้า มีเป้าหมายโจมตี มีพลปืนเล็งเป้า และมีกระสุน (ความรู้) ยิงแต่ละครั้งสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ถ้าอ่านเรื่อง”ถังความคิด” มาตลอด ก็คงเห็นภาพว่ามีการทำงานเชิงรุก แบบการบุกของรถถัง แต่ผมก็ยังไม่ชอบอยู่ดี เพราะชื่อบู๊ไปหน่อย