สุขภาพดี มีชัยไปกว่าครึ่ง

หมวดกินเพื่อสุขภาพ

1. กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้จริงหรือ

ไม่จริงแต่แก้อาการเมาค้างได้โดยการดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้งเพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลงส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไปในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเราทำให้อาการเมาหายไปได้

 

2. เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่งจริงหรือ

จริงเพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูงเมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นการกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิดอาการชักได้

 

3. มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้จริงหรือ

จริงเพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่าคูคัวไมน์สมีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลงและมันยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่าโรคนอนหลับได้อีกด้วย

 

4. การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้จริงหรือ

ไม่จริงแต่การเคี่ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้นเพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัดเป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้นคนไข้จะไม่เกิดอาการลำไส้อืดซึ่งทำให้ปวดท้องและท้องอืดหลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง

 

5. การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้นจริงหรือ

จริงเพราะในเนยมีกรดอมิโนที่มีชื่อว่าทริปโตพันซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลายและสะกดให้หลับได้สนิทดี

 

6. กินส้มช่วยแก้อาการเซ็งได้จริงหรือ

จริงการรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเองจะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดลงได้ดีออกมาด้วย

 

7. การกินช็อคโกแล๊ตช่วยแก้ไอได้จริงหรือ

จริงเพราะโกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแล๊ตมีสารที่ชื่อว่าธีโอโบรไมน์จะไปออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทชื่อเวกัสเนอร์ฟที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการไอทำให้สามารถหยุดอาการไอเรื้อรังอย่างได้ผล

 

8. การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้จริงหรือ

จริงเพราะการที่คนเรามีอาการเหนื่อยอ่อนเพลียเพราะกรดในเลือดสูงร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทันแต่บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเราจึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้และยังมีโปรตีนเกลือแร่และสารอาหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย

 

9. การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้จริงหรือ

จริงเพราะเลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติจึงมีโอกาสที่หลอดเลือดอุดตันมากขึ้นสารอาหารไปเลี้ยงสมองได้น้อยลงสมองจึงค่อยๆเสื่อม