ข้าพเจ้าไม่ได้เข้าไปกรุงเทพฯ นานมากทีเดียว ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเข้าไปประชุมวิชาการที่นั่น รู้สึกตื่นตาตื่นใจไม่น้อย เราไปพักอยู่ที่ใจกลางความเจริญของเมืองบางกอกเลยทีเดียว ใกล้สถานีรถไฟฟ้า และสามารถเดินไปที่ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอนได้
เมืองบางกอก เป็นคำที่ข้าพเจ้าชอบพูดเล่นๆ กับกัลยาณมิตรทั้งหลาย เพราะฟังแล้วดูให้บรรยากาศโบราณดีทีเดียว เข้ากับสภาวะบ้านนอกเข้ากรุงแบบข้าพเจ้าได้ดีไม่น้อย กรุงเทพฯในปัจจุบันดูเจริญรุ่งเรือง และดูสะอาดสะอ้าน (เมื่อเทียบกับบางประเทศที่ข้าพเจ้าไปมา ) แถมดูน่าอยู่ไม่น้อย แต่ข้าพเจ้าคงไม่คิดจะไปอยู่เพราะไม่คุ้นชินกับความอึกทึกครึกโครมและความเร่งรีบของวิถีชีวิตชาวบางกอกสักเท่าไหร่ ขออยู่บ้านนอกต่อไปดีกว่า
ที่ชั้นล่างของห้างสยามพารากอน เป็นแหล่งรวมของร้านอาหารและร้านขนมที่น่ากินมาก ข้าพเจ้าเห็นขนมสวยๆที่เขาวางโชว์ไว้ก็เลยเดินเข้าไปถามว่า ขอถ่ายรูปขนมนี้ได้ไหม๊ คนขายบอกว่าไม่ได้ เลยต้องล่าถอยทัพออกมา ทีแรกว่าจะลองซื้อชิมสักหน่อย แต่ท่าทางคนขายหวงขนาดนั้นเลยเปลี่ยนใจไม่ซื้อ การมาเดินในห้างนี้ถ้ามีเงินแค่ร้อยบาทอาจจะซื้ออะไรไม่ได้มากสักเท่าไหร่ และอาจไม่อิ่มท้องนัก เพราะของกินในนี้แพงเหลือใจ
การมาบางกอกของข้าพเจ้าเนื่องจากมาประชุมวิชาการในหัวข้อเรื่อง Trauma care systems และในการประชุมนี้ข้าพเจ้าได้ยินได้ฟังเรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับชีวิตของคนคนหนึ่งที่คนไทยส่วนใหญ่ต่างรู้จักดี แต่อาจจะยังไม่ลึกซึ้งพอ
ในวันสุดท้ายของการประชุม ผู้จัดได้เชิญตัวแทนผู้ป่วยที่เคยได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ มาพูดคุยสัมภาษณ์และถามถึงความมุ่งหวังของผู้ป่วย ในเรื่องการได้รับการดูแลรักษาพยาบาลหลังได้รับอุบัติเหตุ ทั้งนี้ก็คงเพื่อมุ่งหวังให้ทีมผู้ดูแลรักษาผู้ป่วยอุบัติเหตุได้เข้าใจและนำไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยต่อไปในอนาคต ตัวแทนผู้ป่วยที่มาในวันนั้นคือคุณคริสโตเฟอร์ เบญจกุล
ไม่มีใครไม่รู้จักคุณคริสโตเฟอร์ เบญจกุล เราต่างทราบเรื่องราวของเขาจากหนังสือพิมพ์ แถมเห็นเขาบ่อยครั้งทางทีวี เรื่องราวของคุณคริสโตเฟอร์นั้นคนไทยส่วนใหญ่ทราบดี ไม่จำเป็นต้องเล่าซ้ำ แต่การได้พบเห็นคุณคริสในวันนั้นข้าพเจ้าได้รับรู้เรื่องราวหลายอย่างที่ลึกซึ้งขึ้น
ตอนที่คุณคริสเดินเข้ามาในห้องประชุมนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกสงสารมาก สงสารเพราะในครั้งหนึ่งสมัยที่คุณคริสเป็นดาราและแสดงละครนั้น คุณคริสคือคนหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรงและมีอนาคตดีๆอันยาวไกลรออยู่ ในปัจจุบันนี้แม้จะเดินได้ แต่ก็ไม่แข็งแรงเหมือนแต่ก่อนแล้ว และกว่าที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้งแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
คุณคริสเล่าถึงเหตุการณ์เริ่มต้น วันที่ลงไปช่วยคนที่ได้รับอุบัติเหตุริมถนน ขณะที่นั่งเฝ้าดูอาการของคนบาดเจ็บโดยให้เพื่อนของเขาที่ไปด้วยกันไปตามรถพยาบาลนั้น ตนเองกลับต้องมาถูกรถมอเตอร์ไซต์อีกคันหนึ่งที่ขับมาตามไหล่ถนนชนเข้าให้ และคนที่ขับรถชนคุณคริสนั้นก็เมาสุราด้วย จะมีใครสักกี่คนที่พบเห็นคนบาดเจ็บริมทางแล้วจอดรถลงไปช่วยแบบคุณคริส นี่สะท้อนถึงสภาพพื้นฐานที่มีจิตใจอันดีในตัวเขาอย่างแท้จริง เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คุณคริสบาดเจ็บสาหัส ต้องถูกผ่าตัดสมอง และนอนในโรงพยาบาลเป็นปีๆ และมีหลายคนที่คิดว่าเขาคงไม่ตื่นแล้ว และถ้าตื่นก็อาจจะเดินไม่ได้ คุณคริสนอนอยู่บนเตียงขยับตัวขยับแขนขาไม่ได้ ทานเองก็ไม่ได้ ต้องให้อาหารทางสายยาง แต่ด้วยกำลังใจของคนรอบข้าง การดูแลของคุณพ่อและคุณแม่ การดูแลอย่างเต็มที่ของทีมผู้รักษา กำลังใจของคนทั้งประเทศ และพระมหากรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระราชินี คุณคริสสามารถกลับมาเดินได้อย่างทุกวันนี้ คุณคริสเล่าว่า เขาต้องมาฝึกการพูดใหม่ ฝึกเดินใหม่ เขาไม่คิดที่จะนั่งล้อเข็นไปแบบนั้นตลอดชีวิต เขาบอกว่าเขาฝึกพูดอย่างเอาจริงเอาจังเพราะเขาอยากจะพูดประโยคหนึ่งให้ได้ ประโยคนั้นก็คือ ผมรักแม่
เขาเล่าถึงกำลังใจที่ได้รับจากเด็กหญิงคนหนึ่งวัยห้าขวบที่ส่งโปสการ์ดมาให้ เด็กผู้หญิงคนนั้นเขียนอวยพรสั้นๆให้เขาหายไวๆ ด้วยลายมือของเธอเอง ลายมือที่โย้ไปเย้มาของเด็กที่กำลังฝึกหัดอ่านเขียนใหม่ๆ นี่คือกำลังใจที่เขาได้รับและคงจะเป็นกำลังใจที่ดีเอามากๆ เลยทีเดียว
หลังจากเดินได้ ทานเองได้ ทำอะไรด้วยตัวเองได้ เขาก็กลับไปเรียนหนังสือ และเรียนจนจบได้ปริญญาตรี เสียดายที่คุณพ่อของเขาจากไปเสียก่อนจึงไม่ได้ชื่นใจกับสิ่งนี้ ทั้งนี้เขาก็เล่าถึงช่วงเวลาที่คุณพ่อเขาเป็นมะเร็ง และเขาก็ได้มีโอกาสได้ดูแลใกล้ชิดด้วย
เมื่ออาจารย์หมอผู้สัมภาษณ์ถามว่า ในแง่มุมของคนป่วยเขาต้องการให้ทีมรักษาทำอะไรให้บ้าง เขาบอกว่า กำลังใจ เขาอยากให้ทีมผู้รักษาให้กำลังใจกับผู้ป่วย และให้การรักษาเต็มกำลังความสามารถของตน แต่ที่เขาเน้นย้ำหลายครั้งก็คือ กำลังใจ เขาบอกว่ากำลังใจนั้นสำคัญมาก
ในช่วงสุดท้ายของการสัมภาษณ์ ก็มีการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมซักถามและถ่ายรูปคู่กับคุณคริส ซึ่งคุณคริสก็ยินดีและเต็มใจ เขายังมีอารมณ์ขันและเป็นคนที่อบอุ่นและมีจิตใจดีเหมือนเดิม ปัจจุบันเขายังทำงานรณรงค์ป้องกันและต่อต้านคนที่เมาแล้วขับ และทำอะไรอีกหลายๆอย่าง แม้ชีวิตเขาจะผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายจนเกือบเสียชีวิต แต่เขาก็ยังใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีคุณค่าและมีความหมาย เป็นชีวิตที่มีคุณค่าและน่ายกย่องมากๆ เลยทีเดียว การได้พบเห็นคุณคริสในวันนั้น ทำให้ข้าพเจ้าคิดเห็นไปว่า เราทั้งหลายอาจต้องนำเรื่องของเขามาทบทวนในใจว่า ทุกวันนี้เราใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าแค่ไหน ?
จริงค่ะ เราควรมานั่งทบทวนว่าทุกวันนี้เราใช้ชีวิตทุกนาทีให้มีค่าหรือยัง
คุณค่าของแต่ละคน..ก็มองต่างกันไป..คุณคริสโชคดีค่ะ..ที่ค้นพบคำว่าคุณค่า..ก่อนสิ้นลม..มีหลายคน..ยังไม่รู้จัก คำว่า"คุณค่า" เลยค่ะ....ขอชื่นชมและเป็นกำลังใจแด่"คนที่รู้ ที่มี ที่ทำ ตนให้มีคุณค่า" ค่ะ
ไม่ใช่ทุกคนจะได้โอกาสอย่างเขาค่ะ...ถามว่ามีหลายคนไม่ที่ได้รับเคราะห์กรรม เดียวกับเขา...ขอตอบมีไม่น้อย...แต่เพียงเขาเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง... พ่อ แม่ พี่น้องไม่มีความรู้ไม่รู้จะขอความช่วยเหลือจาหใคร...ตอนนี้เขาเหล่านั้น... จึงอยุ่ในสภาพคนพิการ...ก้แค่นั้นเอง...
สวัสดีค่ะคุณNIDA , คุณทิวาพร , คุณครูซ่อมคน
ขอบคุณมากค่ะที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้
เห็นด้วยกับคุณครูซ่อมคนค่ะว่า ยังมีคนอีกหลายคนที่ได้รับเคราะห์กรรมแต่ไม่ได้รับโอกาสที่ดีอย่างคุณคริส จะด้วยเหตุและปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ พวกเขาเหล่านั้นจึงอยู่ในสภาพคนพิการเท่านั้น แต่ถ้านำมาพิจารณากล่าวถึงเฉพาะในกลุ่มคนที่มีโอกาสในสังคม และเป็นผู้มีการศึกษา เป็นผู้มีอันจะกินทั้งหลาย มีหลายคนที่ได้ทอดทิ้งโอกาสดีๆ ในการใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่าไป การฟื้นฟูร่างกายให้หายป่วยไข้จากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บที่รุนแรง ต้องใช้พลังใจและความหวังอย่างมาก จิตใจที่เข้มแข็งเป็นส่วนสำคัญในเรื่องนี้ แม้การรักษาจะดีเลิศ และใช้วิทยาการอันก้าวหน้าแค่ไหน แต่ถ้าจิตใจผู้ป่วยยอมพ่ายแพ้ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว โอกาสที่มีอยู่ก็จะสูญเปล่าไปได้
สวัสดีค่ะ
กุ้งก็ไปกทมหลังหมอ2วันมั้งค่ะ555ไม่อยากจะเล่าเลยว่าตกเครื่องบินเพราะมัวทำผมแต่งตัวเพื่อจะให้ดูดีที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่กลายเป็นว่าเราอาจจะทำมากไปเลยเสียเวลาซึ่งกุ้งไม่เคยตกเครื่องบินเลยตอนนั้นตกใจมากๆๆเพราะถ้าพลาดแล้วกังวลว่าคนที่มารับจะเสียเวลาเพราะนัดสัมภาษณ์งานไว้ด้วยค่ะแต่ทีแย่ๆๆมากๆๆในวันเดียวกันนะคะคือโทรสับโดนตัดด้วยโอ้วไม่อยากจะบรรยายถึงความรู้สึกตอนนั้นHR/130/MIN BPอาจจะ190/100mmhg5555แต่ในความจริงอยากร้องไห้มากๆๆๆๆๆหันไปทางไหนเคว้งคว้างมากคิดว่าจะทำไงดีไม่มีเวลาแล้วกุ้งยืนค่ะยืนตั้งสติ10นาทีแล้ววิ่งไปถามสายการบินอื่นว่ามีเที่ยวไหนที่จะไปได้ในเวลานี้ซึ่งได้air asis 2000บาทตอนนั้นไม่เสียดายเงินเลยคิดอย่างเดียวว่าต้องไปให้ทันให้ได้ไม่งั้นชั้นต้องพังแน่ๆๆแถมต้องโทรเข้าdtacบอกเบอร์ให้คนที่จะมารับเปลี่ยนไปรับที่สุวรรณภูมแทนโดยให้dtacแจ้งแทนกุ้งหลังจากนั้นวิ่งขึ้นเครื่องทันทีในลักษณะรองเท้าส้นสูง/กระเป๋าที่โหลดไม่ได้เพราะไม่มีเวลาแล้วประตูเครื่องปิดตามหลังพร้อมสายตาของผู้โดยสารทั้งลำที่มองมาว่ายัยคนนี้เป็นใครทำไมมาสภาพแบบนี้แต่กุ้งไม่สนใจใครทั้งนั้นตาลายไปหมดพอนั่งลงได้ก็นั่งตั้งสติอีกและคิดทบทวนว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อเราออกจากบ้านก่อนตั้ง3ชมแต่ทำไมเราถึงเป็นแบบนี้แตโชคดีที่ตั๋วใบแรกสามารถเปลี่ยนเป็นกลับได้โดยไม่เสียตังค์เฮ้อ นี่แค่สัมภาษณ์นะคะยังขนาดนี้ถ้าไปอยู่จิงๆๆแล้วจะเป็นไงน้อเราเคยอยู่ที่เชียงใหม่โดยไม่ต้องรีบร้อนมากๆๆแต่ถ้าเป็นที่กทมเราคงต้องปรับตัวอีกเยอะแต่กุ้งก้าวมาขนาดนี้แล้วก็คงต้องสู้ต่อไปค่ะแล้วตอนนี้รอคำตอบจากรพค่ะว่าจะลงเอยเช่นไรแล้วจะมาเล่าต่อนะคะแต่เรื่องตกเครื่องเนี่ยไม่มีใครรู้เลยนะคะอิอิอิออิอยากบอกว่าคนเราต้องมีสติในการดำรงชีวิตทุกขณะเลยเพราะกุ้งไม่มีสติค่ะมีแต่ความร้อนรนเลยเกิดแบบนี้ขึ้นเฮ้อไม่น่าเลยเกือบบแย่แล้วอ้อลืมบอกนะคะเรื่องขนมถ้าเป็นกุ้งจะขอซื้อซักชิ้นแล้วถามว่าจะให้ถ่ายไหมรูปเนี่ย555555/บายค๊า
กุ้งจัง
นับว่าเป็นการไปสัมภาษณ์งานที่ตื่นเต้นน่าดู ตกเครื่องน่ะไม่เท่าไหร่
แต่วันที่ไปประชุมที่เมืองบางกอกน่ะ กัลยาณมิตรที่ไปด้วยกันลืมกระเป๋าตังค์ง่ะ
แถมลืมบัตรประชาชนด้วย อันนี้น่าตื่นเต้นกว่าเยอะเล้ยขอบอก
จะจำไปใช้จ้าพี่ยา จะให้กำลังใจคนไข้เยอะๆ