ในปัจจุบันที่สอบทานจิตตนเองแล้วเริ่มรู้สึกว่าตัวเองนั้น “เฉย” กับเรื่องราวที่จะเข้ามากระตุ้นกิเลสในหลายเรื่อง “ทำไม เพราะเหตุใด…?”

เป็นสิ่งน่าชวนคิดย้อนกลับว่าเมื่อก่อนเราทำไมถึงมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งต่าง ๆ ทั้ง ๆ ที่เราเพียงแค่ได้ยิน ได้ฟัง ได้เห็น บางครั้งไม่เคยได้สัมผัส 

เราถูกสิ่งใดกล่อมหรือหล่อหลอมให้ดวงจิตมีอารมณ์ร่วมกับสิ่งนั้น ๆ ?
ในวันหนึ่ง ๆ เราถูกสื่อต่าง ๆ รอบกายประเด ประดังเข้ามา “กล่อม” สร้างให้เรารู้สึกหักเห คล้อยตาม วันนี้ไม่ พรุ่งนี้อาจจะใช่ เปรียบเสมือนน้ำหยดลงหินทุกวันหินนั้นก็ยังกร่อน

ทำไมวันนี้เราถึงต้องมาฝึก “เฉย” ตัดอารมณ์ร่วมต่าง ๆ ที่ทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย โดยเฉพาะใจได้สัมผัส...?
มีอารมณ์ร่วมแล้วสุขเหรอ เป็นความสุขที่จริงแท้แน่นอนเหรอ เป็นคำถามที่ต้องอาศัยการคิดพิจารณาอย่างแยบคาย

อาหารที่มีสีสันสวยสดงดงาม ก็ถูรวมประเดประดังใส่รวมกันเข้าไปในบาตร
อาหารที่มีรสชาติหอมหวานชวนรับประทาน เราก็ต้องสั่งจิตให้กินเข้าไปเพียงแค่ประทับชีวิตไม่ให้ติดใจในรสชาติอาหารต่าง ๆ เหล่านั้น
ถึงแม้ว่าจะหยิบ ก็ต้องพิจารณาก่อนหยิบ ถ้าหยิบด้วยกิเลส “อยาก” ก็จงละเสีย จงทำใจให้เข้มแข็งก่อนที่จะหยิบ ยอมอด ดีกว่ายอมให้อาการกิเลส

การฟัง การได้ยิน เมื่อได้ยินแล้ว เราจะไม่ปล่อยจิตเคลิบเคลิ้มไปตามเสียงที่ได้ยินอันไพเราะเสนาะหูนั้น
ไม่กระโดดโลดเต้นไปตามอารมณ์ที่เขาปรุงแต่งและหวังให้เราทำตาม


วันนี้เราถูกกล่อมให้ฝืน เมื่อวานเราถูกกล่อมให้ตาม กิเลส อารมณ์มันเดินไปทางไหน เรากล่อมแบบตั้งใจให้เราเดินสวนทางกับมัน


กล่อมอารมณ์ให้เหลือเพียงอารมณ์เดียวคือ “เฉย”
กล่อมให้หมดเสียซึ่งความยินดี กล่อมให้ขาดไปเสียซึ่งความยินร้าย
เฉยกับทุกสิ่งที่สัมผัส
เฉยกับทุกอารมณ์ที่เกิด
ต้องกล่อมให้จิตหยุดนิ่งอยู่ในอารมณ์เดียวอารมณ์นั้นให้ได้
เราจึงจะอยู่เหนืออารมณ์โลกทั้งปวง...