สิ่งใดๆในโลกย่อมเป็นอนิจจัง

  วันหนึ่งที่มะนาวหวานเดินไปตลาดเพื่อหาซื้อของใส่บาตร และถวายสังฆทาน ด้วยความตั้งใจที่เต็มไปด้วยใจที่อิ่มเอม พร้อมที่จะอนุโมทนาจิตเพื่อรับบุญแต่เช้า มะนาวหวานก็เกิดความสงสัยว่าทำไมพระสงฆ์ท่านจึงรับบิณฑบาตรของจนเต็มแล้วก็เต็มอีกล่ะนะ จนเด็กวัดที่ตามมา ต่างเดินตัวเอียงหิ้วของแทบแขนหลุดเป็นแถว แต่ด้วยความที่มะนาวหวานมองโลกในด้านบวกเสียมากกว่าด้านลบ จึงไม่คิดต่ออีก.... จนมาวันนึงที่มะนาวหวานได้ไปที่วัดแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่นัก เพราะเด็กสาวรุ่นน้องเธอขอร้องให้ไปเป็นเพื่อน เพื่อไปหาหลวงพ่อ(ตามที่เธออ้าง) บอกว่าหลวงพ่อที่เธอเคารพนับถือ และเมตตาเธอเสมือนลูก ได้โทรศัพท์มาบอกให้เธอไปเอาของที่วัด มะนาวหวานก็ไปเป็นเพื่อนเธอ  เมื่อมาถึงที่วัด มะนาวหวานเองจากที่ไม่คิดติดลบ ก็อดไม่ได้ค่ะที่จะสงสัย(อีกแล้ว) ว่าทำไมของที่ชาวบ้านเขามาถวายย-ทำบุญกันจึงถูกกองเหมือนไม่มีค่าและดูเหมือนหาประโยชน์ได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเหมือนที่เขาตั้งใจนำมาทำบุญกันเลย เพราะสิ่งที่มะนาวหวานเห็นก็คือ ผลไม้ที่บางลูกก็เน่าครึ่งดีครึ่ง บางลูกก็เหี่ยวแห้งน่าสงสารแทนเด็กวัดแทนที่จะได้ทานของดีๆ สดๆ ใหม่ๆ แต่ท้ายที่สุด ปัญหาย่อมมีข้อเฉลย หลวงพ่อที่ว่า ท่านก็ให้เด็กสาวคนนี้นำกระสอบมาใส่ผลไม้ ที่มีทั้งมะม่วง แตงโม แอปเปิ้ล โกยลงกระสอบทั้งหมดให้เธอไปทานที่บ้าน พร้อมทั้งของในถังสังฆทานอีกเป็นกระสอบ ซึ่งมะนาวหวานก็ได้แต่ยืนมองด้วยใจที่เริ่มอคติอย่างเงียบๆเท่านั้น

     และคำเฉลยที่น่าทึ่งกว่านั้น ก็คือ ของที่หลวงพ่อท่านให้เด็กสาวคนนั้นนำมา เธอก็จับมาโยนกองไว้ในบ้าน เพื่อให้แม่ของเธอใส่ตะกร้าขายให้ชาวบ้านใกล้ๆ ระแวกบ้านของเธอนั่นเอง ก็มีทั้ง น้ำปลาขวดจิ๋ว ผงซักฟอก สบู่ แชมพู ยาสีฟัน จิปาถะ ฯมะนาวหวานเลยได้คำตอบที่ชัดเจนว่า อ๋อ บุญที่เราได้ก้คือ การ สร้างรายได้ให้กับครอบครัวเด็กสาวคนนี้นี่เอง (ถึงแม้บ้านเธอไม่ได้ยากจนเลยสักนิด) แต่ด้วยความที่เรากลัวบาปจะติดตัว จึงได้แต่คิดในแง่บวกต่อไป และคิดว่าสังคมเราก็น่าจะยังมีเหตุการณ์แบบนี้อีกเยอะแน่ๆเลยค่ะ