" อาตมาไม่ได้อยากเอาหมอมาใช้งานหรอก แต่แท้จริงแล้ว อยากให้หมอทั้งหลายได้มาพัก มาทบทวนศรัทธา พัฒนาจิตใจแบบชาวพุทธกันบ้าง จะได้มีเรี่ยวแรง กลับไปทำงาน เพื่อประเทศชาติของตนต่อไป"

ในการไปปฏิบัติงานเป็นอาสาสมัคร ที่กุสินาราคลินิก ประเทศอินเดียครั้งนี้ มีบุคคลท่านหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อตัวผู้เขียนอย่างยิ่ง ท่านคือ
พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี รองหัวหน้าพระธรรมทุตสายอินเดีย เจ้าอาวาสวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์และรักษาการเจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี
ในฐานะผู้เป็นแรงผลักดัน ความตั้งใจของผุ้เขียนให้เป็นจริง
ทบทวนถึงก่อนหน้านั้น ประมาณเดือนธันวาคม ซึ่งโครงการไปเป็นอาสาสมัครไทยคนแรก ที่กุสินาราคลินิกนี้ ยังเหมือนเป็นเพียงความฝัน จะทำอย่างไร ไปอย่างไร ต่างๆ นาๆ การจัดหาทุน ก็ยังไม่มีช่องทาง จำได้ว่าคราวนั้น ท่านเจ้าคุณกลับมาเมืองไทย โดยการประสานงานของท่านพลเดช วรฉัตร อัครราชทูต ประจำกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ผู้เป็นต้นคิด การส่งอาสาสมัครไปช่วยงานวัดไทยคราวนี้ ผู้เขียนจึงได้มีโอกาส กราบท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษี เป็นครั้งแรก โดยครั้งนั้น คุณพ่อสกล คุณแม่เพียรวิชย์ วรฉัตร บิดามารดา ท่านพลเดชเป็นผู้นำผู้เขียนไป
พระราชรัตนรังษี ที่ผู้เขียนได้พบเห็นครั้งแรก ท่านดูเป็นพระที่มีสุขภาพดีมาก ใบหน้าสดใส ยิ้มแย้มตลอด แต่ยามที่ท่านพูดนั้น จริงจัง ภาษาชาวบ้านต้องเรียกว่า "ต้องฟัง" เมื่อได้กราบเรียนท่านเรียบร้อยว่า มีความประสงค์ จะไปเป็นอาสาสมัครช่วยงาน ที่กุสินาราคลินิก ของท่าน แต่ไม่ทราบว่าจะไปด้วยวิธีไหน จะให้ทางวัดทำหนังสือขอตัว ก็ใช่ที่ เพราะต่างก็ไม่รู่้จัก และไม่คุ้นเคย
คำหนึ่งที่ท่านพูดออกมา ทำให้รู้สึกได้ว่า ท่านเป็นผู้ที่มองโลกด้วยความเข้าใจ และรอบคอบ ท่านว่า "มีหลายคนที่อยากจะมาช่วยงาน รับปากแข็งขัน แต่พอกลับเมืองไทย ก็ไม่เห็นกลับมาช่วยสักคน" และว่า "บางที ยังไม่รู้วันมาเลย ขอวันกำหนดกลับเสียก่อนแล้ว" ที่จริงทั้งสองประการ ก็ไม่ได้อยู่ในความคิดของผู้เขียนเลย หรือว่าอินเดียจะเลวร้ายขนาดนั้น ผู้เขียนอาจมองแต่แง่บวก ว่าจะไปทำบุญ ก็น่าคิด แต่ท่านก็ไม่ได้ตำหนิ หรือบอกเหตุผลของผู้คนเหล่านั้นต่อไป เมื่อเห็นผู้เขียนนิ่ง ท่านก็เลยว่า ไปหาวันลามา เท่าที่จะมากได้ ไปลองอยู่ก่อน จะอยู่ได้ไหม ไปส่วนตัวก่อนแหละดี เอาอย่างนี้นะ
เมื่อผู้เขียนกลับมา ก็ได้ปรึกษาท่านพลเดช ก็ตกลงว่า ต้องไปส่วนตัว และหาทุนเอง ให้กลับไปลางานด้วยวันลาทั้งหมดที่มี ให้ทำตามนี้เป็นลำดับ จนที่สุด ผู้เขียนก็ได้วันที่จะไปช่วยงานที่อินเดียคราวนี้ ๔๓ วัน มีเงินค่าเครื่องบิน และค่าใช้จ่าย ๗๘,๐๐๐ บาท ด้วยการขายหนังสือ หนึ่งคนวาด หนึ่งคนแต่ง ๒,๐๐๐ เล่ม
การเดินทางไปกุสินาราโดยตรงจากไทยนั้น ทำไม่ได้ ผู้เขียนต้องมาลง ที่สนามบินเมืองพุทธคยา และเดินทางต่อด้วยรถยนต์ ๑๐ ชั่วโมง จึงจะถึง กุสินารา ผู้เขียนพักอยู่พุทธคยาระยะหนึ่ง จึงถึงวันที่ท่านเจ้าคุณมาพุทธคยา และรับผู้เขียนกลับพร้อมกัน
ในระหว่างทาง รู้สึกโชคดี ที่ท่านเทศนา ให้ได้ฟัง อย่างที่เรียกว่า เป็นบุญหู เพราะเนื้อหา เรื่องราวของกุสินาราคลินิกนี้ เป็นสิ่งที่ผู้เขียนเพิ่งจะเข้าใจนี่เอง สร้างเพื่ดูแลลูกพระพุทธเจ้า เพื่อดูแล คนบนแผ่นดินที่พระพุทธเจ้าใช้สร้างบารมี ท่านยินดีที่ผู้เขียนเดินทางมาจนถึง คนพุทธ ควรให้โอกาสตัวเอง มาทำความรู้จัก สถานที่สำคัญ ของพ่อทางธรรมของตน ที่สุด คำหนึ่งที่ทำให้ผู้เขียนจดจำ และสำนึกว่า การมาครั้งนี้ อันดับแรกเราไม่ได้มาสงเคราะห์ใคร ที่จริงเราสงเคราะห์ตัวเราเองก่อนใคร คำของพระราชรัตนรังษีที่กล่าวกับผู้เขียนขณะเดินทางคือ " อาตมาไม่ได้อยากเอาหมอมาใช้งานหรอก แต่แท้จริงแล้ว อยากให้หมอทั้งหลายได้มาพัก มาทบทวนศรัทธา พัฒนาจิตใจแบบชาวพุทธกันบ้าง จะได้มีเรี่ยวแรง กลับไปทำงาน เพื่อประเทศชาติของตนต่อไป" แม้ผู้เขียนจะไม่ได้ถ่ายทอดทุกคำพูดออกมา แต่สรุปแล้วได้ดังนี้
ดังนั้นถ้าจะถามว่าอยู่อินเดียทำอะไรบ้าง ลำบากมากใช่ไหม ผู้เขียนก็ขอตอบตามตรงว่า ผู้เขียนถือว่าได้โอกาสงามแห่งชีวิต ที่ได้มาศึกษาตนเอง ตามที่ท่านเจ้าคุณท่านเทศนาโปรด สิ่งที่ได้ผลลัพธ์ที่เรียกว่าบุญ ผู้เขียนได้ทุกขณะจิต มีเวลาแห่งการเรียนรู้ตนเอง และเพื่อนมนุษย์
ยังมีเรื่องราวที่ผู้เขียน ต้องขออนุญาต นำมาเล่าสู่กันฟัง ในบล็อกนี้ถึงท่านเจ้าคุณพระราชรัตนรังษีเพื่อเป็นการบูชาธรรมอย่างสูงสุดต่ออีกนะคะ
โยคีน้อย
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ
เป็นบุญของคุณหมอแล้วที่มีโอกาสได้สร้างบารมีเช่นนี้
และด้วยบุญแบบนี้ จึงอยากให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสเช่นนี้บ้าง
ทั้งนี้ สิ่งที่เกิดก็คือบุญที่จะตกอยู่กับทั้งคนอินเดีย ประเทศอินเดีย คนไทยและและประเทศไทย
นำมาเล่าเยอะๆ
ทุกท่านจะได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วย